อินโดนีเซีย: 20 ปีหลังหมดจอมเผด็จการ ซูฮาร์โต

  • 22 พฤษภาคม 2018
ซูฮาร์โต Image copyright Getty Images

แม้ผ่านพ้นห้วงเวลาที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของจอมเผด็จการซูฮาร์โต มาแล้วถึง 20 ปี แต่ดูเหมือนว่าการเมืองในอินโดนีเซียยังคงถูกครอบงำอยู่ใต้เงามืดของอดีตประมุขผู้ล่วงลับ

ซูฮาร์โต เป็นประธานาธิบดีคนที่ 2 ของอินโดนีเซีย และเป็นผู้ครองตำแหน่งนี้ยาวนานที่สุดของประเทศถึง 32 ปี ท่ามกลางข้อกล่าวหาว่าเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่คดโกงที่สุดในโลก

21 พฤษภาคม 1998 พลเอกมูฮัมหมัด ซูฮาร์โต ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย หลังจากกลุ่มนักศึกษาและประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ในกรุงจาการ์ตาเพื่อขับไล่เขา

การลาออกเกิดขึ้นขณะเศรษฐกิจในประเทศและรอบเอเชียกำลังดิ่งสู่จุดต่ำสุด คาดกันว่าเหตุนองเลือดในการประท้วงครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 1,200 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ติดอยู่ในอาคารที่เกิดเพลิงไหม้ จากการที่กลุ่มม็อบก่อเหตุรุนแรงไปตามท้องถนนและทำลายร้านค้าต่าง ๆ

บีบีซีไทยพากลับไปดูตำนานของพลเอกซูฮาร์โต ผู้เป็นทั้งผู้นำความเจริญมาสู่ประเทศ และผู้ปกครองที่กดขี่ ละเมิดสิทธิพลเมืองอย่างแพร่หลาย ตลอดเวลาที่เขาปกครอง

Image copyright Getty Images

"บิดาแห่งการพัฒนา"

ก่อนก้าวขึ้นสู่อำนาจ ซูฮาร์โต เป็นผู้นำทางทหารที่มีบทบาทมากจากเหตุการณ์ปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย ในการเคลื่อนไหวเมื่อปี 1965 และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจากนายซูการ์โน ในปี 1968

หลังจากสืบทอดตำแหน่ง ซูฮาร์โตนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุดหน้าในหลายด้าน ยังเป็นที่จดจำในฐานะ "บิดาแห่งการพัฒนา" ขยายการศึกษา พัฒนาสาธารณสุข และสร้างเครือข่ายสาธารณูปโภคไปทั่วประเทศ

ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในสมัยซูฮาร์โตขยายตัวแบบก้าวกระโดดจาก 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 1968 ไปเป็น 2.42 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 1996 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในเอเชีย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ซูฮาร์โต กับ ซิติ ฮาร์ดิยันติ รัคมานา 'ตูตุต' บุตรสาว

เพื่อพี่น้องและผองเพื่อน

ในช่วง 32 ปีแห่งการปกครองประเทศของนายซูฮาร์โต เต็มไปด้วยเรื่องด่างพร้อยของการทุจริต และการเล่นพรรคเล่นพวก โดยสมาชิกครอบครัวตลอดทั้งพวกพ้องของเขาต่างสร้างอาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่ที่แผ่ขยายเข้าไปอยู่ในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจประเทศ ตั้งแต่ถนนที่เก็บค่าผ่านทางไปจนถึงสถานีโทรทัศน์ช่องต่าง ๆ

สื่อท้องถิ่นเรียกระบอบการปกครองของเขาว่าเต็มไปด้วยการ ทุจริต และการฮั้ว เพื่อญาติพี่น้องและผองเพื่อน (corruption, collusion and nepotism)

คาดกันว่าเงินมหาศาลจากการขายน้ำมันของประเทศถูกยักยอกไปใช้จ่ายส่วนตัวอย่างสุรุ่ยสุร่าย

องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) กล่าวหาซูฮาร์โตว่ายักยอกเงินรัฐไปมากถึง 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จึงกลายเป็นหนึ่งในผู้นำประเทศที่กอบโกยเงินของรัฐไปมากที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม ซูฮาร์โต ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวตลอดมาจนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมในปี 2008 ส่วนความพยายามเอาผิดกับเขาต้องล้มเหลวลงเมื่อปี 2000 หลังทางการตัดสินใจไม่ดำเนินคดีต่อเขาเพราะปัญหาสุขภาพที่ย่ำแย่

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ซูฮาร์โต กับ ลี กวน ยู อดีตผู้นำสิงคโปร์ (ภาพถ่ายขึ้นเมื่อปี 2006)

ย่ำยีสิทธิมนุษยชน

การปกครองอย่างกดขี่ของซูฮาร์โต ทำให้นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยถูกสังหารหรือหายสาบสูญจำนวนมาก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ในยุคของเขา มีประชาชนมากถึง 500,000 คนถูกจับ ส่วนใหญ่เป็นผู้เห็นต่าง ทว่ามีผู้ถูกดำเนินคดีราว 1,000 คนเท่านั้น

ความมุ่งมั่นในการรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคมของซูฮาร์โต ทำให้เขาเห็นดีเห็นงามกับการวิสามัญฆาตกรรมอาชญากรที่ก่อคดีเล็ก ๆ น้อย ๆ

เมื่อไม่นานมานี้ วิรันโต อดีตรัฐมนตรีกลาโหมในยุคนั้นได้เปิดเผยว่า การทำสงครามปราบยาเสพติดของประธานาธิบดีโรดริโก ดูแตร์เต ของฟิลิปปินส์นั้นได้รับแรงบันดาลใจจากการปราบปรามปัญหาอาชญากรรมในอินโดนีเซียช่วงต้นยุคทศวรรษที่ 1980

อุสมาน ฮามิด หัวหน้าแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลประจำอินโดนีเซีย กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ข่าวอัลจาซีรา ว่า สมัยนั้น "ผู้ต้องสงสัยเป็นอาชญากรถูกวิสามัญฆาตกรรมแล้วทิ้งศพไว้ข้างถนนเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คน"

ฮามิด ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตภายใต้ระบอบซูฮาร์โตหลายพันคน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นักศึกษาอินโดนีเซียประท้วงที่ทางการตัดสินใจไม่ดำเนินคดีทุจริตต่อซูฮาร์โต เมื่อปี 2006 โดยอ้างปัญหาสุขภาพที่ย่ำแย่ของเขา

ขณะที่ เฟอร์รี ฮาคิม อดีตนักศึกษาที่เคยเคลื่อนไหวทางการเมืองยังจำได้ถึงความไร้เสรีภาพทางสังคมและการเมืองในยุคนั้น เขาเล่าว่า "ตอนนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีการอภิปรายถกเถียงเรื่องการเมืองกันภายในรั้วมหาวิทยาลัย...เราต่างรู้สึกว่ามีคนของรัฐบาลคอยสอดส่องพวกเราทุกที่...เป็นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว"

ฮาคิมเป็นหนึ่งในนักศึกษาหลายพันคนที่เข้ายึดรัฐสภาเพื่อเรียกร้องให้ซูฮาร์โตลงจากอำนาจในเดือน พ.ค.1998 โดยหลังจากการชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อหลายสัปดาห์ ในวันที่ 21 พ.ค.ซูฮาร์โตก็ยอมลาออก แล้วส่งต่อตำแหน่งประธานาธิบดีให้แก่ ยูซุฟ ฮาบีบี รองประธานาธิบดีในสมัยนั้น

"พวกเราทุกคนรู้สึกยินดีเป็นที่สุด...เรารู้สึกว่ายังมีหวังที่อินโดนีเซียจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น" ฮาคิมกล่าว

Image copyright Getty Images

จากวิกฤตสู่ความก้าวหน้า

ช่วงเวลาแห่งความยินดีดังกล่าวกลับถูกแทนที่อย่างรวดเร็วด้วยความรู้สึกไม่แน่ใจของคนในชาติ เพราะอินโดนีเซียได้กลับเข้าสู่วิกฤตความรุนแรงจากความขัดแย้งของคนต่างศาสนา บางคนเตือนว่า อินโดนีเซียซึ่งมีประชากรกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 300 กลุ่มนั้น อาจล่มสลายได้หากปราศจากการปกครองแบบเผด็จการของซูฮาร์โต

แต่ 20 ปีผ่านไป อินโดนีเซียยังเป็นชาติที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก อีกทั้งยังได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปอย่างสงบเรียบร้อย 4 ครั้ง ปัจจุบันได้ก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ไม่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดถึง 7% แบบในยุคของซูฮาร์โต แต่ตัวเลขจีดีพีในปัจจุบันก็อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก

ประชาธิปไตยและความเคลื่อนไหวทางสังคมของพลเมืองที่เบ่งบานก็นำไปสู่ระบบราชการที่โปร่งใสยิ่งขึ้น พร้อม ๆ กับการปฏิรูประบบภาษีที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ โดยดัชนีวัดระดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business Index) ของธนาคารโลกประจำปี 2018 นั้นอินโดนีเซียกระโดดขึ้นมา 19 อันดับคือที่ 72 จากเดิมที่ 91

Image copyright Getty Images

เงามืดซูฮาร์โตยังปกคลุมอินโดนีเซีย

แม้ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียมีความรุดหน้าทั้งด้านประชาธิปไตย และเศรษฐกิจ แต่ความโหดร้ายและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในยุคของซูฮาร์โต ยังไม่ลืมเลือนไปจากความทรงจำของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปกครองของอดีตจอมเผด็จการผู้นี้

ในจำนวนนี้คือบรรดาผู้ที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปในเหตุปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย เมื่อปี 1965 รวมทั้งเหตุจลาจลนองเลือดในช่วงก่อนและหลังจากที่ซูฮาร์โตถูกโค่นลงจากอำนาจ ในปี 1998 ซึ่งจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ซูฮาร์โตไม่เคยถูกนำตัวมาเอาผิดต่อสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 32 ปีที่เขาปกครองประเทศ

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม