คว่ำบาตรอิหร่าน: การเพิ่มแรงกดดันของสหรัฐฯ จะนำไปสู่สงครามหรือไม่?

  • 22 พฤษภาคม 2018
Iranian women shout slogans during an anti-US and Israel protest inside the former US embassy in Tehran, Iran, 16 May 2018 Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ สหรัฐฯ อาจจะประเมินความแข็งแกร่งของกลุ่มสุดโต่งในอิหร่านต่ำเกินไป

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านประณามสหรัฐฯ หลังประกาศว่าจะบังคับใช้ "การคว่ำบาตรที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์" กับอิหร่าน คำถามคือ การที่สหรัฐฯ ใช้ไม้แข็งกดดันจะทำให้อิหร่านกลับมาเจรจาทางการทูตเรื่องนิวเคลียร์อีกครั้ง หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดสงครามขึ้นกันแน่

นายจาวัด ซาริฟ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า มาตรการที่นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ร่างไว้นั้น แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ เป็น "ผู้ต้องรับโทษของนโยบายที่ล้มเหลว" ของตัวเอง และจะทำให้เกิดผลที่เลวร้ายตามมา

ด้านนางเฟเดอริกา โมเกรินี ประธานฝ่ายนโยบายต่างประเทศสหภาพยุโรป ก็ได้ประณามสหรัฐฯ โจมตี นายปอมเปโอว่า ล้มเหลวในการแสดงให้เห็นว่า การถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 นั้น จะทำให้ตะวันออกกลางมีความปลอดภัยมากขึ้นอย่างไร เธอบอกว่า "ไม่มีทางเลือก" ในข้อตกลงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศถอนตัวในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา และเธอกล่าวว่า สหภาพยุโรป จะยึดมั่นในข้อตกลงนี้ต่อไป ถ้าอิหร่านยังทำตามคำมั่นสัญญา

แม้ว่าสหภาพยุโรปประกาศยึดมั่นในนโยบายเดิมต่ออิหร่าน บริษัทขนาดใหญ่ของยุโรปหลายแห่งซึ่งมีธุรกรรมกับอิหร่านหลังบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ ก็กำลังถูกบีบให้เลือกระหว่างการลงทุนในอิหร่านหรือ การทำการค้ากับสหรัฐฯ

ปอมเปโอ ประกาศว่าอะไร?

นายปอมเปโอ กล่าวว่า การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่ถูกยกเลิกไปหลังจากบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ในปี 2015 จะถูกนำกลับมาบังคับใช้ นอกจากนี้มาตรการเหล่านี้และมาตรการใหม่ที่จะออกมา จะทำให้เกิด "แรงกดดันทางการเงินอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน" ต่อรัฐบาลอิหร่าน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ

เขาได้ตั้งเงื่อนไขสำหรับการทำข้อตกลงใหม่กับอิหร่านไว้หลายข้อ รวมถึง การถอนกำลังของอิหร่านออกจากซีเรีย และยุติการสนับสนุนกลุ่มกบฏในเยเมนด้วย

ทั้งนี้ การคว่ำบาตรเดิมของสหรัฐฯ ได้ห้ามการค้าขายเกือบทุกอย่างกับอิหร่าน

นายปอมเปโอ ไม่ได้บอกว่า มาตรการใหม่ที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาอยู่มีอะไรบ้าง แต่ได้เรียกการคว่ำบาตรที่บังคับใช้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วต่อผู้ว่าการธนาคารกลางของอิหร่านว่า "เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น"

การคว่ำบาตรเสี่ยงต่อการเกิดสงครามหรือไม่?

บทวิเคราะห์โดยโจนาธาน มาร์คัส ผู้สื่อข่าวการทูต บีบีซี

นี่คือ "แผนบี" ของสหรัฐฯ ที่ใช้กับอิหร่าน เป็นการเพิ่มการคว่ำบาตรเพื่อบีบให้รัฐบาลอิหร่านเข้าสู่ข้อตกลงทางการทูตฉบับใหม่ อิหร่านจะต้องยอมรับเงื่อนไขที่กว้างมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ แต่ยังรวมถึงโครงการขีปนาวุธ และการขยายบทบาทของอิหร่านในภูมิภาคด้วย

แต่นี่คือนโยบายที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงเพื่อให้เกิดการประนีประนอมกับอิหร่านจริงหรือ? หรือเป็นสูตรที่ทำให้เกิดความตึงเครียดมากขึ้น ในความเป็นจริงแล้ว การใช้การทูตแบบเหยี่ยวเป็นการจงใจอำพรางนโยบายที่มีเป้าหมายหลักคือ การเปลี่ยนแปลงการปกครองในอิหร่านใช่หรือไม่?

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ อิหร่านจำกัดการทำกิจกรรมเกี่ยวกับนิวเคลียร์ที่อ่อนไหว เพื่อแลกกับการผ่อนคลายการคว่ำบาตร

การคว่ำบาตรคงจะเข้มงวดอย่างแน่นอน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ รีบประกาศความพยายามอย่างเบ็ดเสร็จในการควบคุมอิหร่าน และลดอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาคลง

แต่นโยบายนี้นำไปปฏิบัติได้จริงแค่ไหน? และมีพันธมิตรของรัฐบาลสหรัฐฯ กี่ชาติที่น่าจะเห็นด้วย นอกเหนือไปจากซาอุดีอาระเบียและอิสราเอล

นายปอมเปโอได้อธิบายถึงเหตุผลที่รัฐบาลทรัมป์เห็นว่า ข้อตกลงที่ทำขึ้นในสมัยรัฐบาลนายบารัค โอบามา กับอิหร่าน มีข้อบกพร่องโดยพื้นฐาน

เขากล่าวหาว่า คณะของนายโอบามา ล้มเหลวในการใช้อำนาจที่มีอยู่จากการคว่ำบาตร และบรรลุข้อตกลงกันด้วยมาตรการที่ไม่เด็ดขาดพอ แต่จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า อิหร่านไม่ได้อ่อนกำลังลงจากการถูกคว่ำบาตร แต่กำลังเข้าใกล้ระเบิดมากขึ้น

รัฐบาลนายโอบามายอมรับว่า อิหร่านอาจจะเสริมสมรรถนะยูเรเนียมต่อไปในระดับที่ถูกควบคุมไว้ได้ในตอนที่ทำข้อตกลงกัน แต่ก็จะเป็นการยืดเวลาที่อิหร่านจะสามารถผลิตระเบิดออกไปได้อีก และถ้าข้อตกลงนั้นได้ผล ก็จะทันเวลากับการเจรจากันที่จะเกิดขึ้นตามมา ข้อตกลงนั้นไม่สมบูรณ์แบบ แต่การทูตก็มักจะเช่นนี้

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ผู้ตรวจสอบจาก ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA รับรองว่า อิหร่านทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้เกี่ยวกับนิวเคลียร์

การคว่ำบาตรจากหลายชาติที่มีต่ออิหร่านก็ค่อย ๆ อ่อนแอลง นายโอบามาเลือกเงื่อนไขบางอย่าง เพราะรู้ว่าต้องมีการดำเนินการต่อไปในอนาคต แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงในการเกิดสงครามกับอิหร่านได้ถูกปัดออกไป

แต่ตอนนี้ หนึ่งในข้อเรียกร้องของนายปอมเปโอที่มีต่ออิหร่านคือ อิหร่านต้องยอมล้มเลิกการเสริมสมรรถนะทั้งหมด นั่นเป็นเงื่อนไขที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในปี 2015 ซึ่งเท่ากับว่าจะไม่เกิดขึ้นในปัจจุบันเช่นกัน

การตัดสินใจทางธุรกิจ

กลยุทธ์ของสหรัฐฯ อยู่ที่การออกมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่ออิหร่าน และร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อจำกัดการขยายตัวของอิทธิพลอิหร่าน แน่นอนว่า การจะทำให้การคว่ำบาตรได้ผล จะต้องมีความเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และได้รับการสนับสนุนจากชาติต่าง ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ตอนนี้พันธมิตรในยุโรปยังคงยึดมั่นในข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านอยู่

ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจบอกว่า สิ่งที่รัฐบาลยุโรปพูดไม่สำคัญ แต่ความสำคัญอยู่ที่ภาคธุรกิจต้องตัดสินใจว่าจะลงทุนในอิหร่าน หรือเสี่ยงกับการเผชิญมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า ขณะที่รัฐบาลชาติยุโรปชาติใหญ่ ๆ จะประท้วงและต่อว่าสหรัฐฯ เหมือนกับ Total บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส ภาคธุรกิจจะกังวลเกี่ยวกับผลกำไรและถอนตัวออกจากการยุ่งเกี่ยวกับอิหร่าน

รัสเซีย จีน และอินเดีย มีแนวโน้มที่จะยอมรับการใช้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ กดดันอิหร่านไหม? การบังคับให้พันธมิตรและประเทศอื่น ๆ เลิกค้าขายกับอิหร่าน เสี่ยงที่จะทำให้ความสัมพันธ์ทางการทูตในด้านอื่น ๆ เสียหายไปด้วย รัฐบาลสหรัฐฯ พร้อมที่จะนำความสัมพันธ์ทวิภาคีที่สำคัญกับหลายชาติ ไปผูกไว้กับนโยบายที่มีต่ออิหร่านหรือไม่

Image copyright AFP

จากคำพูดของนายปอมเปโอ นี่คือความเห็นที่ไม่ตรงกันเกี่ยวกับวิธีการ ไม่ใช่เป้าหมาย ยุโรป รัสเซีย จีน และแน่นอน อิหร่าน ต้องการให้ข้อตกลงนิวเคลียร์คงอยู่ต่อไป แต่ก็มีความกังวลหลายอย่างเช่นเดียวกับสหรัฐฯ ซึ่งต้องการเพิ่มมาตรการในการพยายามควบคุมโครงการขีปนาวุธอิหร่าน และความเสี่ยงในระดับภูมิภาค

แต่สิ่งที่หลายชาติกังวลก็คือ ความเห็นที่ไม่ตรงกันนี้ จริง ๆ แล้ว เป็นเรื่องของเป้าหมาย และรัฐบาลทรัมป์มีความกระตือรือร้นที่จะทำตามแนวทางของนายจอห์น บอลตัน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในอิหร่านมาเป็นเวลานานแล้ว

อย่างไรก็ตาม ปัญหาพื้นฐานยังคงอยู่ที่ตัวอิหร่านเอง

อิหร่านจะไม่ยอมรับเงื่อนไขใด ๆ ในแผนการ 12 ข้อของนายปอมเปโอ และเมื่อถึงจุดหนึ่งอาจจะตัดสินใจถอนตัวออกจากข้อตกลงเอง และเพิ่มการทำกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับนิวเคลียร์ นี่ไม่ใช่แนวทางที่จะทำให้กลุ่มหัวรุนแรงในอิหร่านอ่อนกำลังลง หรือเป็นการทำให้เกิดเสถียรภาพในระดับภูมิภาค

หลายคนเกรงว่า นี่ไม่ใช่กลยุทธ์ที่จะนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ที่ดีกว่า แต่เป็นการทำให้เกิดความเสี่ยงที่นำไปสู่สงครามต่างหาก

ทำไมอิหร่านจึงถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามในภูมิภาค?

อิหร่านได้ขยายอิทธิพลในหลายพื้นที่ของตะวันออกกลาง ซึ่งมีชาวมุสลิมนิกายชีอะห์อาศัยอยู่จำนวนมาก ตั้งแต่อิรักไปจนถึงเลบานอน

โดยเฉพาะการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ในเลบานอน ทำให้อิสราเอลรู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก ขณะที่ซาอุดีอาระเบีย ศัตรูอีกชาติหนึ่ง กล่าวหาอิหร่านว่า ช่วยติดอาวุธให้แก่กลุ่มกบฏในเยเมน

ส่วนในสงครามกลางเมืองของซีเรีย อิหร่านเป็นหนึ่งในพันมิตรจากภายนอกไม่กี่ชาติของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด และมีการส่งนักรบและที่ปรึกษาทางการทหารเข้าไปในซีเรียจำนวนมาก

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม