จ้าว คังหมิน ผู้ค้นพบกองทัพนักรบดินเผาแห่งสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้

  • 26 พฤษภาคม 2018
สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ Image copyright Getty Images

จ้าว คังหมิน เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 16 พ.ค. นี้ เมื่ออายุได้ 81 ปี บีบีซีได้นำเสนอประวัติส่วนหนึ่งของของจ้าว คังหมิน ซึ่งควรได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ค้นพบหุ่นปั้นนักรบดินเผาแห่งสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ในเมืองซีอานของจีน

เมื่อจ้าว คังหมิน รับโทรศัพท์สำคัญครั้งหนึ่งในเดือน เม.ย. 1974 เขาได้ข้อมูลว่าชาวนากลุ่มหนึ่งที่กำลังขุดบ่อน้ำพบโบราณวัตถุ หลังขุดหลุมลงไปราวหนึ่งเมตรเพื่อหาน้ำในหน้าแล้ง พวกเขากลับได้เจอกับดินสีแดงซึ่งแข็งมาก และก็พบกับเครื่องปั้นดินเผาที่เป็นรูปหัวคน รวมทั้งหัวธนูสัมฤทธิ์มากมาย

เมื่อรายงานหัวหน้า จ้าวก็ถูกสั่งให้ออกไปดูโดยเร็ว เพราะอาจเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก

เขาเร่งรุดไปดูทันที แล้วพบว่าสิ่งที่ชาวนาเจอเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของจีน นั่นก็คือสุสานใต้ดินของจักรพรรดิองค์แรกของจีน ฉิน ซื่อ หวง หรือที่รู้จักกันดีว่า จิ๋น ซี ฮ่องเต้ ผู้รวบรวมแผ่นดินจีนเข้าด้วยกัน และตั้งราชวงศ์ฉิน ซึ่งปกครองในช่วงระหว่างปี 221-206 ก่อนคริสตศักราช

ก่อนหน้านั้นสิบปี จ้าวเองได้ขุดค้นพบรูปปั้นดินเผาของนักรบที่กำลังนั่งย่อเข่า แต่เขาไม่แน่ใจว่าเป็นผลงานในสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้หรือไม่

แต่สิ่งที่จ้าวกำลังจะพบในตอนนั้นเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการไปถึง เพราะชาวนาเหล่านั้นได้ขุดลงไปตรงแหล่งโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 นั่นคือ รูปปั้นทหารราว 8,000 ตัว ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ 2,200 ปีก่อน เพื่อปกป้องพระจักรพรรดิในโลกหลังความตาย นอกจากนี้รูปปั้นทหารแล้วยังมีรูปปั้นม้า รถม้า อยู่พร้อมกันในสุสานใต้ดินซึ่งไม่อยากให้ใครไปพบเจอ

จ้าวไปยังสถานที่ที่มีรายงานว่าชาวนาขุดเจอโบราณวัตถุพร้อมกับเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง "เพราะว่าเราตื่นเต้นกันมาก เราขี่จักรยานไปอย่างรวดเร็ว เหมือนกับจะบินได้" เขาเล่าไว้ในบทความที่เขาเขียนในปี 2014 เมื่อเขาไปถึงที่นั่น "ผมเห็นชิ้นส่วนแปดชิ้น มีขา แขน แล้วก็หัวสองหัวอยู่ข้าง ๆ บ่อน้ำ รวมทั้งเศษอิฐกระจัดกระจาย" เขาบอกกับจอห์น แมน นักประวัติศาสตร์ขาวอังกฤษ

Image copyright JOHN MAN
คำบรรยายภาพ จ้าว คังมิน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมาเมื่ออายุ 81

เขาบอกว่าเขารู้ในทันทีว่าชิ้นส่วนเหล่านี้ต้องเป็นโบราณวัตถุที่มาจากสมัยราชวงศ์ฉิน ที่จริงชาวนาไม่ได้เพิ่งเจอของเหล่านั้นในวันที่จ้าวไป พวกเขาขุดบ่อน้ำหลายสัปดาห์ก่อนหน้า และได้ขายหัวธนูบรอนซ์ที่เจอพร้อมกันไปแล้วด้วย จ้าวสั่งให้ชาวนาหยุดขุดบ่อน้ำทันที ชิ้นส่วนเหล่านั้นถูกเก็บรวบรวมและนำไปยังพิพิธภัณฑ์ และก็เริ่มต่อชิ้นส่วนเหล่านั้นเข้าด้วยกัน ซึ่งเขาบอกว่าบางชิ้นมีขนาดเท่าเล็บมือเท่านั้น

หลังจากทำงานไปสามวัน เขาก็ต่อหุ่นดินปั้นของนักรบสองตัวสำเร็จ ทั้งสองตัวสูง 1.78 เซนติเมตร แม้ว่าเขาจะยินดีที่ได้พบโบราณวัตถุสำคัญนี้ แต่อีกใจหนึ่งเขาก็หวั่นวิตกไม่น้อย เนื่องจากจีนในปี 1974 อยู่ในยุคช่วงปลายแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรม ภายใต้การนำของท่านประธานเหมา เจ๋อ ตง สิ่งที่เขากังวลคือ กองกำลังพิทักษ์แดง หรือเรดการ์ด ซึ่งมีชื่อเสียงว่าดุดัน และมักทำลายสิ่งของที่เป็นตัวแทนของประเพณีเก่า ๆ ตามแนวคิดล้มล้างแนวคิดเดิมแล้วสร้างสังคมอันบริสุทธิ์ขึ้นมาใหม่

จ้าวเล่าไว้ในหนังสือของเขาเองที่มีชื่อว่า "กองทัพหุ่นปั้นดินเผา" ว่าเขาเคยถูกลงโทษให้วิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง ในช่วงท้าย ๆ ของทศวรรษ 1960 อันเป็นช่วงที่การปฏิวัติวัฒนธรรมกำลังเข้มข้น เพราะเขามองว่าเป็นพวกหัวเก่าชื่นชอบวัฒนธรรมเก่า แม้ว่าช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมอันเข้มข้นจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่จ้าวก็อดจะกังวลไม่ได้ว่าอาจจะถูกสั่งให้ทำลายโบราณวัตถุเหล่านั้น

Image copyright DANIELE DAROLLE
คำบรรยายภาพ นักโบราณคดีทำงานขุดค้นสุสานจิ๋นซี ในปี 1979 (จ้าวไม่ได้อยู่ในภาพนี้)

ดังนั้นเขาจึงตัดสินที่จะเก็บเรื่องหุ่นไว้เป็นความลับ "รอเวลาที่เหมาะสมที่จะรายงานเรื่องนี้" แต่ไม่นานก็มีนักข่าวจากสำนักข่าวซินหัวเข้ามาในพื้นที่ และมาเห็นหุ่นดินปั้นโดยบังเอิญ "เขาถามผมว่านี่เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ ทำไมคุณไม่รายงานเรื่องนี้" จ้าวเขียนไว้ในหนังสือ

ตอนนั้นจ้าวตอบไปว่า "ผมไม่รู้จะรายงานเรื่องนี้ดีหรือไม่ แล้วผมจะรายงานไปว่าอย่างไรกันเล่า"

นักข่าวไม่สนใจความกังวลของจ้าว เขารายงานข่าวออกไป และเรื่องนี้ก็ไปถึงหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์อย่างรวดเร็ว และความกลัวของจ้าวที่ว่าหุ่นปั้นนี้จะถูกทำลายก็ไม่เป็นความจริง

มีคำสั่งมาจากปักกิ่งที่ให้ขุดค้นบริเวณนี้อย่างละเอียด และในเวลาไม่กี่เดือนก็ได้พบหุ่นปั้นนักรบมากกว่า 500 ตัว

เมื่องานดำเนินไป ทุกคนเริ่มพบว่าขนาดของโบราณสถานที่ค้นพบมีขนาดใหญ่มาก ครอบคลุมพื้นที่ถึง 56 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเชื่อกันว่าจักรพรรดิจิ๋นซี ชายผู้ซึ่งมีชื่อเสียงว่าเป็นนักรบที่เหี้ยมหาญ ผู้เอาชนะรัฐศัตรูหกรัฐ รวบรวมมาไว้ภายใต้อาณาจักรเดียว ได้สั่งให้สร้างสุสานใต้ดินนี้ขึ้นเมื่อเขาขึ้นสู่บัลลังก์ตอนอายุเพียง 13 ปีเท่านั้น

หุ่นปั้นนักรบหลายพันถูกจัดวางไว้ตามรูปขบวนยุทธวิธีศึก เตรียมพร้อมที่จะปกป้องจักรพรรดิตลอดเวลา หุ่นปั้นมีรายละเอียดที่แตกต่างกันมากมาย ส่วนหัวยิ่งมีความละเอียดและเกือบจะไม่มีรายละเอียดที่ซ้ำกันเลย นอกจากนี้ยังมีรถม้าถึง 100 คัน รวมทั้งอาวุธที่ทำด้วยบรอนซ์นับพันนับหมื่น

แม้จนบัดนี้ ก็ยังไม่มีข่าวว่าหลุมฝังศพของฉิน ซื่อ หวง ที่แท้จริง ถูกเปิดออกมาแต่อย่างใด คาดกันว่าภายในน่าจะมีโบราณวัตถุที่มีคุณค่ามากมาย แต่การเปิดสุสานนั้นก็มีความเสี่ยงด้วย เช่น อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างที่ไม่สามารถซ่อมแซมได้ ทำให้รัฐบาลจีนยังไม่ตัดสินใจเปิดสุสาน และเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง ก็เสด็จไปเยี่ยมชมด้วยในช่วงทศวรรษ 1980

ในปี 1975 หนึ่งปีหลังการขุดค้นเริ่มขึ้น ทางรัฐบาลก็ตัดสินใจที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้น และการขุดค้นก็ดำเนินต่อไป คนสำคัญจากทั่วโลกไปเยือนสถานที่ขุดค้นในนครซีอานอย่างต่อเนื่อง

ในปี 1987 สุสานจิ๋นซีได้กลายเป็นมรดกโลก ซึ่งทางยูเนสโกเองกล่าวถึงรูปปั้นหุ่นเหล่านี้ว่าเป็น "งานชิ้นเอกของความสมจริง"

ปัจจุบันนี้ สุสานจิ๋นซี ที่นครซีอาน ได้รับการยกย่องว่าเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์แห่งชาติของจีน แต่จ้าว คังหมิน กลับไม่เป็นที่รู้จักในประเทศจีน คนส่วนใหญ่จะรู้จักแต่ หยาง จื้อฟา ชาวนาที่ขุดชิ้นส่วนของทหารดินเผาขึ้นมาคนแรก และเขาก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่ค้นพบหุ่นนักรบเหล่านี้

หยาง จื้อฟา จะนั่งอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งหุ่นนักรบและม้าดินเผา และแจกลายเซ็นให้แก่ผู้ที่ไปเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์ และเขาก็ยังเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เมื่อประธานาธิบดีบิล คลินตัน มาเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์ ก็ได้จับมือกับหยางผู้นี้นี่เอง

Image copyright JOHN MAN
คำบรรยายภาพ นามบัตรที่จ้าวให้กับผู้ที่เยี่ยมชม

อย่างไรก็ตาม เมื่อสองสามปีก่อน หยางยอมรับว่าเขาไม่ได้มาดูการขุดและการซ่อมแซมฟื้นฟูหุ่นต่าง ๆ จนปี 1995 ซึ่งเขาได้รับการติดต่อจากผู้จัดการร้านขายของที่ระลึกในพิพิธภัณฑ์ ที่ให้เขามานั่งเซ็นลายเซ็นลงในหนังสือให้กับคนที่ซื้อมันไป

"เขาบอกว่าจะจ่ายให้ผม 300 หยวนต่อเดือน ผมก็คิดว่าไม่เลวแฮะ ผมก็เลยไป" หยางกล่าวกับไชน่า เดลี่ ส่วนชาวนาอีกสามคนก็ถูกเชิญเข้ามาในภายหลัง และได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า อย่างไรก็ตามทุกคนร้องเรียนว่าพวกเขาไม่เคยได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับสิ่งที่พวกเขาพบ หนำซ้ำที่ดินของพวกเขายังถูกยึดมาทำเป็นพิพิธภัณฑ์อีกด้วย

หนังสือพิมพ์เซาธ์ ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่าชาวนาสามในเจ็ดคนที่ขุดบ่อน้ำ พบกับความตายอย่างน่าอนาถ หนึ่งคนผูกคอตาย ส่วนอีกสองคนตายเมื่อวัยห้าสิบต้น ๆ ยากจนข้นแค้นถึงขั้นไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล

หลิว กัวะหยาง มัคคุเทศก์ท้องถิ่น ผู้นำชมหุ่นนักรบเหล่านี้ก็ไม่เคยได้ยินชื่อของจ้าว คังหมิน มาก่อนเลย เขายังบอกว่าด้วยว่าในพิพิธภัณฑ์จ้างคนมาแสดงเป็นหยาง จื้อฟา หรือชาวนาคนอื่น ๆ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ การขุดค้นเพื่อพบหาหุ่นนักรบ

ในปี 2004 จ้าว คังหมิน โมโหมาก เมื่อชาวนาที่ยังมีชีวิตอยู่อีกสี่คนขอให้มีการบันทึกว่าพวกตนเป็นผู้ค้นพบหุ่นนักรบอย่างเป็นทางการ แต่พวกเขาก็ไม่ได้รับการตอบรับแต่อย่างใด

จ้าวบอกว่าไชน่า เดลี่ ว่า "สิ่งที่พวกนั้นต้องการก็คือเงิน การเจอแบบนั้นไม่ได้เรียกว่าค้นพบ พวกเขาขุดลงไปเจอชิ้นส่วนดินเผา แต่พวกเขาไม่รู้ว่ามันเป็นโบราณวัตถุที่สำคัญ แถมยังทำมันเสียหายด้วย"

ผมต่างหากที่ไปเก็บชิ้นส่วนพวกนั้นแล้วมาต่อเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นหุ่นนักรบ" จ้าวบอกจอห์น แมน ด้วยว่าถ้าเขาไม่ได้ไปที่นั่น "อาจจะเป็นความเสียหายใหญ่หลวง"

อู๋ หยงฉี ซึ่งเป็นหัวหน้าพิพิธภัณฑ์หุ่นนักรบดินเผาในช่วง 1998-2007 เห็นด้วยกับจ้าว เขากล่าวว่าจ้าวเป็นคนที่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของหุ่นนักรบเหล่านั้น "หากไม่มีเขา การค้นพบสุสานอาจจะต้องล่าช้าไปอีกหลายปีเลยทีเดียว" อู๋ยังอธิบายบุคลิกของจ้าวด้วยว่าเป็นคนง่าย ๆ และมีความเมตตากรุณา

ในขณะที่หยาง จื้อฟา และเพื่อนชาวนาที่ขุดบ่อน้ำ มักมาอยู่ประจำที่พิพิธภัณฑ์หลัก เพื่อเซ็นชื่อลงในหนังสือให้กับคนที่มาเยี่ยมชม จ้าวยังคงทำงานอยู่ที่พิพิธภัณฑ์หลินถง ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเล็ก ๆ แม้แต่ในปีท้าย ๆ ของชีวิตเขา เขายังคงนั่งอยู่ข้าง ๆ กับหุ่นนักรบที่เขาซ่อมแซมขึ้น สวมหมวกสักหลาด และพูดคุยกับผู้มาเยี่ยมชมที่อยากรู้เรื่องราว

แม้ว่าเขาจะไม่เคยได้รับชื่อเสียง หรือเงินทองใด ๆ จากการค้นพบนี้ แต่จ้าวก็ดูเหมือนจะพอใจกับสิ่งที่เขาเป็น เขามักจะเล่าอย่างภาคภูมิใจถึงตอนที่เริ่มต้นขุดค้นใหม่ ๆ ว่าข้าราชการที่มาจากปักกิ่งบอกเขาว่าสิ่งที่เขาทำนั้นคือการสร้างเกียรติภูมิให้กับประเทศชาติ ในปี 1990 เขาเพิ่งได้รับการยกย่องจากคณะมุขมนตรี (State Council) และได้รับเงินยังชีพหลังเกษียณพิเศษด้วย

ในความคิดของจ้าวเอง ไม่ว่าคนอื่นจะกล่าวอย่างไร สถานะของเขาในวงการโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของจีนนั้นแจ่มชัดยิ่ง

เขามักจะเซ็นโปสเตอร์ และหนังสือแก่นักท่องเที่ยวที่ไปยังพิพิธภัณฑ์หลินถงว่า "จ้าว คังหมิน ผู้ค้นพบ ฟื้นฟู ชื่นชม และเป็นผู้ตั้งชื่อรวมทั้งขุดค้นหุ่นนักรบดินเผา"