อังกฤษขายอาวุธ-ยุทธภัณฑ์ให้ไทยเพิ่มขึ้นเกือบ 7 เท่า ในสมัย คสช.

  • 13 มิถุนายน 2018
machine guns and ammunition manufactured by Bulgarian company Arsenal, presented at the Eurosatory Defence and Security international exhibition in Villepinte, near Paris Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ยอดขายอาวุธและยุทธภัณฑ์ขนาดเล็กจากอังกฤษสู่ไทยเพิ่มขึ้นเกือบ 7 เท่า ในรอบ 4 ปีที่ คสช. ดูแลความสงบของประเทศ (อาวุธในภาพไม่ใช่ที่อังกฤษขายให้ไทย)

ยอดขายอาวุธและยุทธภัณฑ์จากอังกฤษสู่ประเทศไทยเพื่อกิจการทหารเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 7 เท่า ในรอบ 4 ปีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดูแลความสงบของประเทศ

องค์กรต่อต้านการค้าอาวุธ Campaign Against Arms Trade (CAAT) ที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอน เปิดเผยบีบีซีไทยว่า ยอดอนุมัติขายอาวุธขนาดเล็ก และยุทธภัณฑ์จากสหราชอาณาจักรสู่ประเทศไทย เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจาก 5.7 ล้านปอนด์ (245 ล้านบาท) ปี 2557 มาเป็น 35 ล้านปอนด์ (1.5 พันล้านบาท) ในปี 2560

ข้อมูลดังกล่าวมาจากการรวบรวมของ CAAT จากรายงานประจำปีของหน่วยงานของรัฐบาลอังกฤษที่เปิดเผยใบอนุญาตการขายยุทธภัณฑ์ ที่ให้แก่เอกชนอังกฤษที่จัดหาสินค้าแก่ประเทศอื่น ๆ ตัวเลขนี้เป็นการประเมินขั้นต่ำที่ไม่รวมยุทธภัณฑ์ที่ขายให้เพื่อการใช้งานทางพลเรือน

ยุทธภัณฑ์ที่ขายให้ไทยมีหลากหลาย ตั้งแต่ อุปกรณ์เพื่อการควบคุมฝูงชน ปืน ระเบิดแสวงเครื่องทางการทหาร ไปจนถึงอะไหล่สำหรับรถหุ้มเกราะ ชิ้นส่วนประกอบสำหรับเรือบรรทุกเครื่องบิน ส่วนประกอบเรดาห์ทหาร รวมทั้งอุปกรณ์นำทางและสื่อสารสำหรับเครื่องบิน

องค์การด้านกลาโหมและความมั่นคงของกระทรวงการค้าระหว่างประเทศของสหราชอาณาจักร ตอบกระทู้ จากรัฐสภา เมื่อ 7 ก.ย. 2560 ว่า ไทยเป็น 1 ใน 39 ประเทศที่ถือเป็น "ตลาดหลัก" สำหรับโอกาสทางสินค้าทางกลาโหมและความมั่นคงจากอังกฤษ สำหรับปี 2560-2561

Image copyright CAAT
คำบรรยายภาพ ยอดอนุมัติขายยุทธภัณฑ์จากสหราชอาณาจักรสู่ประเทศไทยปี 2557

CAAT เปิดเผยข้อมูลชุดนี้ 1 สัปดาห์ก่อนการเยือนสหราชอาณาจักรของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 20-22 มิ.ย. นี้

พล.อ.ประยุทธ์ และคณะมีกำหนดเดินทางด้วยเที่ยวบินพิเศษของกองทัพอากาศ มาถึงกรุงลอนดอนช่วงเช้าวันที่ 20 มิ.ย. ก่อนเข้าหารือข้อราชการกับนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีอังกฤษ บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวน์นิ่ง

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ CAAT เปิดเผยข้อมูลชุดนี้ กว่า 1 สัปดาห์ก่อนการเยือนสหราชอาณาจักรของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 20-22 มิ.ย. นี้

มีรายงานว่ากลุ่มต่อต้านการรัฐประหารในไทย พยายามจะรวบรวมผู้ประท้วงไปยื่นจดหมายต่อต้านการมาเยือนที่บ้านเลขที่ 10 ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเดินทางมาถึงด้วย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเมื่อ 12 มิ.ย. ถึงการเดินทางเยือนประเทศอังกฤษและประเทศฝรั่งเศส ว่าเป็นการประสานงานผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศ ตามมติข้อผ่อนปรนของสหภาพยุโรปที่ให้เขาไปเยือน

"ขอให้สังคมอย่าคิดว่าเรื่องการเดินทางไปครั้งนี้มุ่งหวังผลประโยชน์หรือไปซื้อขายกับต่างประเทศ" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

Image copyright CAAT
คำบรรยายภาพ ส่วนหนึ่งของ สินค้ายุทธภัณฑ์จากสหราชอาณาจักรที่ได้รับอนุญาตให้ขายให้ประเทศไทยปี 2557

แอนดรู สมิธ โฆษกของ CAAT ที่ออกมาเปิดเผยมูลค่าการค้าอาวุธ กล่าวตำหนิรัฐบาลอังกฤษว่าเป็นพวกพูดอย่างทำอย่าง

"รัฐบาลอังกฤษมักพูดเสมอในเรื่องความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ทว่า พวกเขากลับปูพรมแดงต้อนรับระบอบการปกครองที่ทำร้ายประชาชนและเผด็จการจากทั่วโลก" สมิธกล่าวกับ บีบีซีไทยเป็นภาษาอังกฤษ

CAAT ซึ่งรณรงค์ต่อต้านการค้าอาวุธมา 4 ทศวรรษ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลของนางเทเรซา เมย์ ยุติการค้าอาวุธกับรัฐบาลทหารของไทย พร้อมกับเรียกร้องต่อคณะรัฐประหารให้รีบคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนไทยโดยเร็ว

"โลกจะมองการต้อนรับการมาเยือนครั้งนี้ว่าอังกฤษให้การสนับสนุนระบอบเผด็จการ แต่สำหรับคนไทยที่ต้องตกอยู่ใต้การกดขี่แล้ว พวกเขาจะรู้สึกว่าสิทธิเสรีภาพของพวกเขาไม่มีความหมาย และชีวิตของพวกเขามีความสำคัญต่อรัฐบาลอังกฤษ น้อยกว่ามูลค่าการค้าอาวุธและสัมพันธ์ที่หวานชื่น กับระบอบเผด็จการ" สมิธกล่าว

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ CAAT เรียกร้องให้รัฐบาลของนางเทเรซา เมย์ ยุติการค้าอาวุธกับรัฐบาลทหารของไทย

รัฐบาลอังกฤษชี้แจง

สหราชอาณาจักรยกระดับความสัมพันธ์กับไทยมาสู่การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับรัฐมนตรี หลังคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป (อียู) มีข้อสรุปให้รื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการเมืองกับรัฐบาลทหารของไทยในทุกระดับ เมื่อ ธ.ค. ปีที่แล้ว

"ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับประเทศไทยอยู่บนพื้นฐานของความร่วมมือกว่า 4 ศตวรรษในหลายด้าน เช่น ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม การค้า และการลงทุน เราเชื่อว่า จิตวิญญาณของความเปิดกว้างต่อกันจะทำให้ความร่วมมือดังกล่าวเข้มแข็งขึ้น และเราจะเดินหน้าผลักดันส่งเสริมให้ประเทศไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตย" โฆษกรัฐบาลอังกฤษชี้แจงกับบีบีซีไทย

ทางด้านการขายอาวุธ รัฐบาลอังกฤษอ้างว่า หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 รัฐบาลอังกฤษได้ตรวจสอบแผนการขายอาวุธให้ไทยทั้งหมด และได้ระงับธุรกรรมหลายรายการ ที่เข้าข่ายฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ของสหภาพยุโรป และธุรกรรมเหล่านั้นยังคงถูกระงับจนปัจจุบัน

"รัฐบาลสหราชอาณาจักรให้ความใส่ใจกับการควบคุมการส่งออกอย่างจริงจัง โดยตรวจสอบทุกคำขออย่างเข้มงวดภายใต้ข้อกำหนดแห่งชาติ และของสหภาพยุโรป ที่ว่าด้วยการให้ใบอนุญาตส่งออกอาวุธ โดยพิจารณาถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวพันกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นประเด็นสำคัญด้วย" โฆษกรัฐบาลอังกฤษอีกรายกล่าวกับบีบีซีไทย

"เราจะไม่ออกใบอนุญาตให้ถ้าพบว่าการทำเช่นนั้นจะไม่เป็นตามหลักเกณฑ์ (ที่ว่าด้วยการให้ใบอนุญาตส่งออกอาวุธ) และจะระงับ หรือยกเลิกใบอนุญาตทันที หากพบว่า ระดับของความเสี่ยงเปลี่ยนไป"

Image copyright Getty Images

ปืนกลล็อตใหญ่

ข้อมูลจาก CAAT ระบุว่า มูลค่าการขายยุทธภัณฑ์ให้ไทยในปี 2560 ที่พุ่งขึ้น 8 เท่า จากปี 2559 พบว่า มาจากยอดซื้ออาวุธในเดือน เม.ย. คือ ระเบิดมือ และระเบิด มูลค่า 9.1 ล้านปอนด์ และยอดซื้ออาวุธในเดือน ส.ค. คือ ปืนกล 1,359 กระบอก และกระสุน มูลค่า 9 ล้านปอนด์

ในเอกสารของกระทรวงการค้าต่างประเทศของรัฐบาลอังกฤษไม่ได้บอกยี่ห้อ หรือรุ่นของปืนกลนี้

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ CAAT เรียกร้องให้รัฐบาลของนางเทเรซา เมย์ ยุติการค้าอาวุธกับรัฐบาลทหารของไทย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลไทยเพิ่มงบประมาณด้านการทหารเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพและระบบป้องกันประเทศ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ซึ่งงบด้านการทหารเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายในระยะเวลาไม่ถึง 3 ปี ข้อมูลจากสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสต็อกโฮล์ม หรือ SIPRI ชี้ว่า งบประมาณทหารไทยเพิ่มจากราว 8.6 หมื่นล้านบาทในปี 2549 เป็น 1.69 แสนล้านบาทในปี 2552 และเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงราว 2 แสนล้านบาทในปี 2556 ก่อนจะถูกปรับลดลงเล็กน้อย ส่วนงบประมาณในปี 2560 อยู่ที่ราว 2.14 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.4 เท่าในรอบ 12 ปี ส่วนงบประมาณปี 2562 ที่เพิ่งผ่านสภาไปนั้นงบที่กระทรวงกลาโหมได้รับสูงถึง 2.27 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.1 พันล้านบาทจากงบของปี 2561

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยยังไม่เคยสั่งซื้ออาวุธจากประเทศอังกฤษเลย เนื่องจากไทยอยู่ในช่วงของรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ อาจทำให้ความสัมพันธ์ส่วนนี้หายไป แต่ความสัมพันธ์ทางการทหาร และความร่วมมือด้านความมั่นคงยังเป็นไปตามเดิม และขณะนี้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศในยุโรปก็เริ่มกลับมาใกล้เคียงภาวะปกติแล้ว

Image copyright Getty Images

ส่วนที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ยกคณะเดินทางไปดูงานจัดแสดงอาวุธที่กรุงลอนดอน เมื่อ ก.ย. 2560 นั้น พล.ท.คงชีพกล่าวว่า เมื่อเขาเชิญมา ก็เป็นสิ่งที่เราไม่ปฏิเสธ แต่ไม่ได้หมายความว่าไปแล้วต้องมีการซื้อ-ขายอาวุธกัน

"คงไม่ใช่เรื่องที่รัฐมนตรี หรือนายกฯ ไปพบกันเพื่อตกลงซื้ออาวุธ แล้วกลับมาสั่งการหน่วยปฏิบัติ นั่นคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเรามีแผนพัฒนาและเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพซึ่งเป็นแผนที่ทำทุก ๆ 5 ปี ซึ่งที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยตกลงใจสั่งซื้ออาวุธใดๆ จากอังกฤษเลย" พล.ท.คงชีพกล่าว

โฆษกกระทรวงกลาโหมอธิบายด้วยว่า ในการจัดซื้ออาวุธ ต้องพิจารณาความต้องการและความพร้อมของเหล่าทัพในฐานะ "หน่วยใช้งาน" เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภากลาโหม ก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อนุมัติในหลักการ และพิจารณากรอบงบประมาณว่าจะก่องบผูกพันข้ามปี หรือใช้งบจากส่วนไหนอย่างไร

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม