สองเดือนแรกรัฐบาลมหาเธร์ ทำตามสัญญา เดินหน้ากวาดล้างเครือข่ายเก่า

  • 17 มิถุนายน 2018
มหาเธร์ โมฮัมหมัด Image copyright AFP/Getty Images

ผ่านไปเพียงหนึ่งเดือนครึ่งหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปในมาเลเซียเมื่อ 9 พ.ค. รัฐบาลผสม Pakatan Harapan (PH) ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด เร่งดำเนินมาตรเฉพาะหน้าตามนโยบาย 10 ข้อที่สัญญาไว้ว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 100 วันหลังการเลือกตั้ง หลังมอบความปราชัยและการสิ้นสุดอำนาจการเมืองให้แนวร่วมบาริซาน เนชั่นนาล (BN) ภายใต้การนำของพรรคอัมโน (UMNO: United Malays National Front)

เศรษฐกิจมาก่อน

มาตรการแรกที่สร้างเสียงฮือฮาตอบรับอย่างสูง คือการลดเปอร์เซ็นต์ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Good and Services Tax: GST) เป็นศูนย์ก่อนยกเลิกอย่างถาวรหลังการเปิดประชุมรัฐสภากลางเดือนกรกฎาคม ตามด้วยการมาตรการลดภาระทางเศรษฐกิจของประชาชนอื่น ๆ เช่น การกำหนดราคาน้ำมันคงตัว ชะลอการจ่ายหนี้เพื่อการศึกษา ตามด้วยมาตรการลดรายจ่ายของรัฐด้วยการทบทวนโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ริเริ่มโดยรัฐบาลที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงระหว่างกัวลาลัมเปอร์กับสิงคโปร์ และโครงการทางรถไฟ East Coast Rail Link (ECRL) ซึ่งเป็นความตกลงกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น

สภาอาวุโสและสมาชิกหลากที่มา

ในวันที่สามหลังการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีมหาเธร์ประกาศตั้งสภาผู้อาวุโส (Council of Eminent Persons) ขึ้นเป็นกลไกใหม่ในการกลั่นกรองข้อมูลและข้อเสนอจากกระทรวงทบวงกรมและนำเสนอนโยบายต่อรัฐบาล สภาผู้อาวุโสที่ประกอบด้วยอดีตข้าราชการประจำ นักธุรกิจ นักการเมือง และนักเศรษฐศาสตร์จำนวนห้าคนนี้เริ่มต้นดำเนินงานด้านนโยบายอย่างรวดเร็วแม้ว่ากระบวนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรียังไม่แล้วเสร็จ และมีบทบาทอย่างสูงในการตัดสินใจทางการเมืองของรัฐบาล โดยเฉพาะการตรวจสอบกรณีทุจริต 1MDB

ท่ามกลางเสียงสนับสนุนล้นหลามรัฐบาล PH ต้องเผชิญความท้าทายใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับแนวร่วมรัฐบาลอัมโน เริ่มตั้งแต่การปรับตัวเข้าหากันของแกนนำที่มาจากจากขั้วต่าง ๆ ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่อดีตนักการเมืองสายอนุรักษ์นิยมจากพรรคอัมโน นักธุรกิจใหญ่ นักวิชาการฝ่ายซ้าย ไปจนถึงอดีตนักกิจกรรมภาคประชาสังคม นอกจากนั้นแกนนำที่รับตำแหน่งรัฐมนตรีส่วนใหญ่ยังไม่มีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องเร่งเรียนรู้การทำหน้าที่เป็นรัฐบาลในภาวะที่ประชาชนตั้งความหวังอย่างสูง ท้ายที่สุดทั้งหมดนี้ต้องทำงานร่วมกันภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ ผู้ซึ่งในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ได้เร่งการจัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ อย่างรวดเร็วจนสร้างความกังวลต่อสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลบางรายว่าจะเป็นแนวโน้มผูกขาดอำนาจแบบเก่าของเขาหรือไม่

Image copyright AFP/Getty Images

ทำตามสัญญา ฟังประชามากขึ้น

มหาเธร์พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาตั้งใจที่จะทำตามข้อตกลงของแกนนำรัฐบาลในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยการเดินหน้าขอพระราชทานอภัยโทษแก่ นาย อันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำอย่างไม่เป็นทางการของพรรค Pakatan Rakyat ซึ่งเป็นพรรคที่มีที่นั่งสูงสุดในพรรคแนวร่วมรัฐบาล

การได้รับเสรีภาพทำให้นายอันวาร์สามารถเข้าดูแลบุคลากรในพรรค จัดการกับปัญหาความไม่ลงรอยภายใน และสร้างความมั่นใจต่อสาธารณชนในเรื่องความสมานฉันท์ของแนวร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างตัวเขากับนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ เอื้อให้รัฐบาลเดินหน้ากำหนดนโยบายต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

แม้ว่าการทำงานของรัฐบาลใหม่จะปลอดจากแรงกดดันของฝ่ายค้านซึ่งอยู่ระหว่างรวบรวมกำลังหลังความสูญเสียจากการเลือกตั้ง แต่ประชาชนผู้แสดงความเห็นต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่แสดงผ่านสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียอย่างเสรี ได้สร้างแรงกดดันใหม่ ๆ ทางการเมืองอย่างไม่เคยมีมาก่อน ความคิดเห็นของประชาชนสามารถสร้างผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การคัดค้านมหาเธร์เรื่องการรับนักการเมืองแปรพักตร์จากอัมโนเข้าร่วมรัฐบาล และค้านเจตนาจะนั่งเก้าอี้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอีกตำแหน่งหนึ่ง มีผลทำให้มหาเธร์ต้องประกาศเลิกล้มเจตนาดังกล่าวในเวลาไม่ถึงสัปดาห์

มาตรการ 60 ประการ สู่ การเมืองใหม่

คำสัญญา 10 ประการในหนึ่งร้อยวันเป็นเพียงคำสัญญารอบแรกที่รัฐบาลใหม่ให้ไว้เพื่อสนองตอบความต้องการเฉพาะหน้าของประชาชน ในระยะยาวรัฐบาล PH ได้ให้คำสัญญาที่จะดำเนินมาตรการ 60 ประการเพื่อผลักดันมาเลเซียให้เข้าสู่ยุค 'การเมืองใหม่' ที่หมายถึงความโปร่งใส เท่าเทียม กำจัดการหาผลประโยชน์ทางการเมืองจากความแตกต่างทางเชื้อชาติ และสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้ว รัฐบาลชุดนี้อาจยิ่งต้องเร่งการทำงานให้เร็วขึ้นเพราะระยะเวลาห้าปีในการเป็นรัฐบาลอาจน้อยเกินไปสำหรับงานในมือ

รื้อคดีทุจริต 1MDB กวาดล้างเครือข่าย นาจิบ ราซัก

การปลดออกและลาออกของข้าราชการระดับสูงและหัวหน้าองค์กรอิสระในช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาย โมฮัมหมัด อปันดี อาลี อัยการสูงสุด และ นายซูลกิฟลี อาหมัด ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มาเลเซีย (MACC) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยอดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัก เป็นการส่งสัญญานอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลกำลังวางตัวบุคคลเพื่อกรุยทางในการสืบสวนเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องในคดีทุจริตครั้งสำคัญนี้ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าคือนาย นาจิบ ราซัก และพวก

งานชิ้นแรก ๆ ของสภาผู้อาวุโสที่ตั้งขึ้นสามวันหลังจากการเลือกตั้งคือการเริ่มต้นสองสวนคดีทุจริต 1MDB ที่เป็นหนึ่งในสัญญาร้อยวันของรัฐบาล PH บริษัท 1MDB หรือ 1 Malaysia Development Berhad เป็นบริษัทเพื่อการลงทุนของรัฐที่ตกเป็นข่าวใหญ่ครั้งแรกใน ปี 2015 เมื่อหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal รายงานว่าเงินประมาณ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ (กว่า 22,000 ล้านบาท) ถูกผ่องถ่ายจาก 1MDB ผ่านกระบวนการฟอกเงินในต่างประเทศเข้าสู่บัญชีส่วนตัวของนายนาจิบก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2013 นอกจากนั้นต่อมายังมีข่าวกรณีย่อยที่เกี่ยวข้องกับนายนาจิบโดยตรงอีกกรณีหนึ่ง คือเรื่องการโอนเงินจำนวน 42 ล้านริงกิตมาเลเซีย (ราว 336 ล้านบาท) จากบริษัท SRC International ซึ่งขณะนั้นเป็นบริษัทลูกของ 1MDB ผ่านบริษัทต่าง ๆ ในประเทศเข้าสู่บัญชีส่วนตัวภายในประเทศของนายนาจิบ

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ นายนาจิบ ราซัค และภริย

ปี 2016 ซึ่งเป็นช่วงนายนาจิบดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อัยการสูงสุดขณะนั้นยืนยันหลังได้รับรายงานจาก.ป.ช.ว่า ไม่พบว่านายนาจิบ ราซัก มีความผิดเนื่องในกรณีเงินโอนจากบริษัท SRC International เนื่องจากจากนายนาจิบไม่ทราบว่าเงินที่โอนเข้าบัญชีของตนมาจากบริษัทนี้ ในส่วนเงิน 22,000 ล้านบาทซึ่งนายนาจิบกล่าวว่าเป็นเงินบริจาคจากเชื้อพระวงศ์ซาอุดีอาระเบียนั้น อัยการสูงสุดยืนยันว่าได้ส่งกลับคืนแก่ผู้บริจาคแล้ว เป็นที่รู้กันในแวดวงการเมืองมาเลเซียว่า บุคคลทั้งสองหลุดออกจากตำแหน่งเนื่องจากมีส่วนในการกลบเกลื่อนการกระทำที่ไม่ชอบมาพากลของนายนาจิบนั่นเอง

แม้การสืบสวนกรณี 1MDB ภายในมาเลเซียจะเงียบไปในช่วงปีสุดท้ายของรัฐบาลนาจิบ และเอกสารการสอบสวนในอดีตถือเป็นความลับของทางรายการ แต่รัฐบาลอย่างน้อย 6 ประเทศที่เกี่ยวข้องได้เดินหน้าสืบสวนคดีในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศตน โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกาที่รับผิดชอบการตรวจสอบและยึดทรัพย์สินในสหรัฐ ฯ ได้ประมาณไว้ว่ามีเงินอย่างต่ำ 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ (ราวหนึ่งแสนสี่หมื่นล้านบาท) ได้ถูกยักยอกจากบริษัท 1MDB ตั้งแต่ปี 2009

ห้ามออกนอกประเทศ

รัฐบาลมหาเธร์สั่งระงับการเดินทางออกนอกประเทศของ นาย นาจิบ ราซัก นางรอสมาฮ์ มันโซร์ ภรรยา หนึ่งสัปดาห์หลังการเลือกตั้งกำลังตำรวจเข้าตรวจค้นและยึดทรัพย์สินจากบ้านพักนายนาจิบและสถานที่ที่เกี่ยวข้อง ในวันเดียวกันรัฐบาลประกาศตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อรื้อฟื้นสืบสวนสอบสวนครั้งใหม่ ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้ตั้งนายโมฮัมหมัด ชูกรี อับดุล อดีตเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน 1MDB ของ ป.ป.ช. ขึ้นเป็นประธานป.ป.ช. คนใหม่ โดยใน พ.ศ. 2558 นายชูกรี ต้องหอบหลักฐานการทุจริตของนายนาจิบลี้ภัยไปสหรัฐอเมริกาเนื่องจากการข่มขู่จากพรรคอัมโน ความพร้อมในการจัดการนายนาจิบ ราซัก แสดงออกอย่างชัดเจนผ่านคำพูดของนาย ทอมมี โทมัส อัยการสูงสุดคนใหม่ผู้ประกาศว่าจะไม่มีใครได้รับการละเว้นในคดี 1MDB แม้แต่ผู้เดียว

ในขณะนี้ ป.ป.ช. และคณะกรรมการพิเศษมุ่งเป้าสืบสวนกรณี เงิน 42 ล้านริงกิตของบริษัท SRC International ในบัญชีนายนาจิบ ราซักเป็นอันดับแรกเนื่องจากธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดกระทำภายในประเทศ ไม่ต้องอาศัยข้อมูลจากต่างประเทศ หลักฐานการสอบสวนได้ส่งถึงมืออัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาส่งฟ้องแล้ว หากพบหลักฐานชัดเจน ประชาชนมาเลเซียอาจได้เห็นอดีตผู้นำประเทศถูกจับกุมจากการทุจริตเป็นครั้งแรกในเร็ว ๆ นี้

วาระปฏิรูปสถาบันการเมืองเขย่าฐานอำนาจอัมโน

การเปลี่ยนตัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงในช่วงเดือนแรกของรัฐบาล PH ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตำแหน่งอัยการสูงสูดและประธาน ป.ป.ช. เพียงสองตำแหน่ง แต่ยังมีข้าราชการชั้นสูงและประธานองค์กรอิสระสำคัญรายอื่น ๆ ที่ลาออกในเวลาไล่เลี่ยกัน เช่น ผู้ว่าการธนาคารกลางมาเลเซีย, ประธานผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลาง ประธานผู้พิพากษาศาลอุธรณ์ และ นาย ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ เป็นต้น

สาเหตุหลักของการพ้นจากตำแหน่งของบุคคลเหล่านี้คือ การมีพฤติกรรมสนับสนุนการกระทำมิชอบต่าง ๆ ของนาย นาจิบ ราซัก เช่น ผู้ว่าการธนาคารกลางเซ็นอนุมัติกรณีซื้อที่ดินที่เชื่อมโยงกับ 1MDB ผู้พิพากษาทั้งสองซึ่งมีความสนิทสนมกับนายนาจิบ ราซัก ได้รับการแต่งตั้งโดยอาศัยอำนาจนายกรัฐมนตรีให้เข้ารับตำแหน่งสูงสุดหลังเกษียณอายุไปแล้ว สร้างกระแสคัดค้านวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงตุลาการ ในขณะเดียวกัน ประธาน ป.ป.ช. ผู้นี้เป็นผู้รับผิดชอบนำเสนอแผนแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่สู่รัฐสภาในสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดสภาเพื่อการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการแบ่งเขตเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในและนอกประเทศว่าสามารถเอื้อประโยชน์ต่อรัฐบาลอัมโนอย่างสูง ทั้งสองกรณีนี้นำไปสู่ การฟ้องร้องข้อหาขัดรัฐธรรมนูญตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง

แก้ไข หรือ แก้แค้น

มองเผิน ๆ อาจดูเหมือนว่าการพ้นตำแหน่งอย่างกะทันหันของบุคคลเหล่านี้มาจากการล้างแค้นทางการเมืองของรัฐบาลใหม่ แต่เมื่อพิจารณนโยบายปฏิรูปกฎหมายและสถาบันทางการเมืองของรัฐบาลชุดนี้แล้ว การลาออกหรือปลดข้าราชการและผู้บริหารหน่วยงานของรัฐระดับสูงที่เกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งการดำเนินคดีในกรณีกระทำผิดบางรายในอนาคต อาจเป็นเรื่องจำเป็นในการบวนการปฏิรูป ที่มุ่งแก้ปัญหาหลัก ๆ ทางสถาบันที่ฝังลึกในระบบมายาวนาน เช่นปัญหาระบบตุลาการถูกครอบงำจากการเมือง การเลือกตั้งไม่เป็นธรรม ความไม่โปร่งใสทางการเงินของพรรคการเมือง และการใช้กฎหมายไม่เป็นธรรมหลายฉบับ

ในสัปดาห์แรกหลังการเลือกตั้ง มีการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปสถาบัน (Institutional Reforms Committee) ขึ้น คณะกรรมการทั้งห้าคนที่เป็นนักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน นักวิชาการและอดีตข้าราชการตุลาการอาวุโส วางกรอบเวลา 60 วันในการหน้าที่รับฟังข้อเสนอด้านการปฏิรูปจากกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม ก่อนจะร่างแผนเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

ในระหว่างนี้คาดว่ายังจะมีข้าราชการและเจ้าหน้าที่องค์กรอิสระระดับสูงในเครือข่ายพรรคอัมโนที่ต้องทยอยพ้นจากตำแหน่งอีกจำนวนหนึ่ง

ชูธงชาตินิยม ปลดล็อกการเมืองเชื้อชาตินิยม

ความท้าทายสำคัญประการหนึ่งของรัฐบาล PH คือการโดยชูอุดมการณ์ความเป็นหนึ่งเดียวของชาวมาเลเซียหลากเชื้อชาติ เพื่อลดความแตกแยกที่เกิดจากแนวคิดมลายูเป็นใหญ่ที่ชี้นำโดยพรรคอัมโนและสร้างปัญหาทางสังคมและการเมืองต่อมาเลเซียมากว่า 6 ทศวรรษ

Image copyright AFP/Getty Images

รัฐบาล PH เสนออุดมการณ์ชาตินิยมเพื่อทดแทนเชื้อชาตินิยมของอัมโน ผู้ที่ใช้วาทกรรมชาตินิยมได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดคือนายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด ที่เน้นย้ำเรื่องการ'สร้างชาติใหม่' หรือการ 'นำความภูมิใจในการเป็นชาวมาเลเซียกลับมา' ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งอยู่บ่อยครั้ง วาทกรรมชาตินิยมนี้ได้รับการขานรับจากนักการเมืองและอดีตนักการเมืองปีกรัฐบาล เช่น นาย ลิม กวน อิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเชื้อสายจีนผู้กล่าวในการแถลงข่าวครั้งหนึ่งว่าเขาไม่ใช่ชาวจีนแต่เป็นชาวมาเลเซีย นางราฟีดาห์ อาซิส อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ ในการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนมักชูคำขวัญ "พลังมาเลเซีย" (kekuatan Malaysia) แทนที่คำขวัญเก่า "พลังมลายู" (kekuatan melayu) ของอัมโน

รัฐบาลมหาเธร์กระตุ้นความรู้สึกชาตินิยมในหมู่ประชาชนอย่างชาญฉลาดด้วยการตั้งกองทุนแห่งความหวัง 'Tabung Harapan Malaysia' ขึ้นรับกระแสตื่นตัวของประชาชนเรื่องบริจาคเงินช่วยแก้ปัญหาหนี้สินของชาติ กองทุนนี้สามารถระดมทุนได้ถึง 50 ล้านริงกิตในสัปดาห์แรก

อย่างไรก็ตาม การท้าทายความคิดมลายูเป็นใหญ่ในสังคมการเมืองมาเลเซียไม่ใช่เรื่องง่าย ดังจะเห็นได้จากความล่าช้าในการแต่งตั้งนายทอมมี โทมัส นักกฎหมายอาวุโสเชื้อสายอินเดียขึ้นเป็นอัยการสูงสุดคนใหม่ เขาจะเป็นอัยการสูงสุดคนแรกในระยะเวลากว่า 50 ปีที่ไม่ใช่เชื้อสายมลายู ความล่าช้านี้นำไปสู่การคาดคะเนและความวิตกในหมู่ประชาชนเรื่องความเห็นที่ไม่ลงรอยกันของสถาบันชั้นสูงกับฝ่ายรัฐบาล ในเรื่องเชื้อชาติของบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง อย่างไรก็ตามความกังวลนี้ยุติลงหลังจากที่นายอันวาร์ อิบราฮิม ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระราชาธิบดี และทรงลงพระนามแต่งตั้งนายทอมมี ในเวลาต่อมา

แนวทางมาเลเซียหนึ่งเดียวของรัฐบาล PH ยังจะต้องเผชิญความท้าทายใหญ่ ๆ ต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลเริ่มต้นมาตรการแก้ไขความขุ่นข้องหมองใจของพลเมืองเชื้อชาติอื่นต่อสิทธิพิเศษทางเศรษฐกิจที่พลเมืองมลายูได้รับ ในขณะที่ต้องสร้างความมั่นใจต่อชาวมลายูว่าสิทธิพิเศษของตนจะไม่ถูกลิดรอนลง

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นายนาจิบ (ซ้าย) เคยได้รับการสนับสนุนจากนายมหาเธร์ (กลาง)

ห้าปีกับงานหนักของรัฐบาล PH

รัฐบาล PH ภายใต้การนำของมหาเธร์ โมฮัมหมัด สร้างความหวังอย่างสูงให้แก่ประชาชนผู้ปรารถนาจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเกิดขึ้นหลังจมปลักอยู่กับระบบการเมืองเก่ามาเป็นเวลานาน

รัฐบาลใช้เวลาหนึ่งเดือนแรกไปในการดำเนินการตามสัญญาระยะสั้นที่ให้ไว้ต่อประชาชน พร้อมกับกำหนดวาระการเมืองหลักของประเทศ สร้างความมั่นใจต่อนักลงทุน และ เก็บกวาดปัญหาใหญ่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลเก่า โดยเฉพาะประเด็นความโปร่งใสทางการเมืองและเศรษฐกิจ และการทุจริตใหญ่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐ

ภารกิจในระยะกลางคือการแก้ปัญหาหนี้สินของประเทศที่มีกว่าหนึ่งล้านล้านบาท การสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานของบริษัทใหญ่ ๆ ของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเศรษฐกิจ เช่น 1MDB ปิโตรนาส และอื่น ๆ ซึ่งในอดีตเป็นแหล่งทุจริตของนักการเมืองในรัฐบาลเก่า และกำจัดพฤติกรรมใช้เส้นสายทางการเมืองหาผลประโยชน์ทางธุรกิจที่แน่นหนาของพรรคอัมโดยเฉพาะเรื่องสัมปทานผูกขาดในกิจการต่าง ๆ และการเปิดโต๊ะเจรจาทบทวนโครงการขนาดใหญ่กับต่างประเทศโดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาชนจีน

ในระยะยาว รัฐบาลมีภาระในการผลักดันรูปธรรมของนโยบายปฏิรูปการเมืองและสถาบันหลัก ๆ ของประเทศให้ปรากฏ รวมทั้งสลายความแตกแยกทางเชื้อชาติซึ่งเป็นปัจจัยขัดขวางพัฒนาการทางการเมืองนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

นับว่าเวลาห้าปีไม่มากเลยสำหรับการทำงานของรัฐบาลชุดนี้

-----

ปรางค์ทิพย์ ดาวเรือง เป็นนักวิจัยในโครงการ 'ชนชั้นนำและแรงงานในเอเซีย' โดยศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม