ฮุน เซน: จากลูกชาวนาสู่นายกรัฐมนตรี 3 ทศวรรษ
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้

ฮุน เซน: จากลูกชาวนาสู่นายกรัฐมนตรี 3 ทศวรรษ

  • 24 กรกฎาคม 2018

"จอมพลสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน" คือชื่อที่กระทรวงข่าวสารของกัมพูชาสั่งให้สื่อมวลชนใช้เรียกขาน นายฮุน เซน ชายผู้มีพื้นเพมาจากครอบครัวชาวนา แต่นำพาตนเองสู่เส้นทางการเมือง จนกลายเป็นนายกรัฐมนตรีผู้ครองอำนาจยาวนานที่สุดคนหนึ่งของโลก

ขณะเดียวกัน เขาเป็นผู้นำที่เผชิญข้อครหาเรื่องการใช้อำนาจศาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงเป็นเครื่องมือในการข่มขู่และกำจัดการกับเสี้ยนหนามทางการเมืองตลอดระยะเวลา 33 ปีที่เขาปกครองกัมพูชา

จากลูกชายชาวนาสู่นายกรัฐมนตรี

นายฮุน เซน เกิดที่จังหวัดกำปงจามทางภาคกลางของกัมพูชาเมื่อปี 1952 เขาเป็นลูกคนที่ 3 จากพี่น้อง 6 คนในครอบครัวชาวนา และมีชื่อเดิมว่า "ฮุน โบนาล" เมื่ออายุ 13 ปี เขาจากครอบครัวไปเรียนหนังสือกับพระที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ

ช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 เขาได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา (เขมรแดง) เมื่ออายุ 18 ปี โดยมีข้อมูลว่าเขาเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มเขมรแดงด้วย แต่เจ้าตัวปฏิเสธข้อกล่าวหานี้มาโดยตลอด พร้อมยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าทหารธรรมดาคนหนึ่ง

Image copyright Getty Images

ช่วงชีวิตในการเป็นทหารนี้เอง ทำให้นายฮุน เซน ต้องสูญเสียดวงตาข้างซ้ายไปในระหว่างการรบ ส่งผลให้เขามองเห็นได้ในระยะที่จำกัดนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ในสมัยการปกครองอันโหดร้ายของนายพอล พต อดีตผู้นำเขมรแดง ช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ซึ่งมีชาวกัมพูชาถูกสังหารไป 2 ล้านคนนั้น นายฮุน เซน หลบหนีไปเข้าร่วมกับฝ่ายที่ต่อต้านเขมรแดงในเวียดนาม

ในปี 1979 เวียดนามตั้งรัฐบาลใหม่ในกัมพูชา นายฮุน เซน เดินทางกลับบ้านเกิดในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 1985 ขณะมีอายุ 33 ปี

Image copyright Getty Images

ก่อรัฐประหารยึดอำนาจผู้ชนะเลือกตั้ง

นายฮุน เซน พ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี 1993 แต่ประกาศไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง แล้วใช้วิธีบีบบังคับจนได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของกัมพูชาร่วมกับสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ หัวหน้าพรรคฟุนซินเปกที่ชนะการเลือกตั้งและทรงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ของประเทศ

จากนั้นในปี 1997 นายฮุน เซน ก็เข้ายึดอำนาจในการก่อรัฐประหารนองเลือด แล้วบีบบังคับให้สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ เสด็จออกนอกประเทศเป็นการชั่วคราว

ในปี 2003 พรรคประชาชนกัมพูชา หรือ Cambodian People's Party (CPP) ของนายฮุน เซน ชนะการเลือกตั้งทั่วไปแต่ได้คะแนนไปไม่ถึง 2 ใน 3 ของคะแนนเสียงข้างมาก ทำให้ต้องทำข้อตกลงกับพรรคฟุนซินเปกในปี 2004 เพื่อปลดล็อกภาวะชะงักงันทางการเมือง และในปีนั้นเองเขาก็ได้รับเลือกจากรัฐสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ฮุน เซน และสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์

ข้อครหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ในการเลือกตั้งปี 2008 พรรค CPP กวาดที่นั่งที่ลงชิงชัยได้เกือบทั้งหมด ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคณะผู้สังเกตการณ์นานาชาติถึงเรื่องความไม่โปร่งใสของการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยสหภาพยุโรป (อียู) ระบุว่าพรรคของนายฮุน เซน ใช้ทรัพยากรของรัฐในการรณรงค์หาเสียงของตนเองอย่าง "ต่อเนื่องและแพร่หลาย"

ขณะที่ ฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุว่า สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในกัมพูชาถดถอยลงอย่างมาก ในปี 2012 โดยปัญหาความรุนแรงพุ่งสูงขึ้นในช่วงที่พรรค CPP เตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศในปี 2013

การเลือกตั้งปีนั้น พรรคกู้ชาติกัมพูชา หรือ CNRP ซึ่งมาจากการรวมตัวกันของสองพรรคฝ่ายค้านที่เก่าแก่ เกือบจะเอาชนะพรรค CPP ของนายฮุน เซน ได้ ท่ามกลางข้อกล่าวหาจากพรรคฝ่ายค้านว่ารัฐบาลว่าโกงการเลือกตั้ง และออกมาประท้วงบนท้องถนนในกรุงพนมเปญ ซึ่งหลังจากนั้น 4 เดือน พวกเขาก็ถูกปราบปรามอย่างหนักจากทหารและตำรวจ

Image copyright Getty Images

ใช้ศาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงขจัดเสี้ยนหนามทางการเมือง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดระยะเวลา 33 ปี ที่อยู่ในอำนาจ นายฮุน เซน มีบทบาทสำคัญในการช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจกัมพูชาหลังจากประเทศต้องเผชิญกับห้วงเวลาแห่งความหายนะในยุคเขมรแดงที่มีการสังหารหมู่ประชาชนครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในช่วงศตวรรษที่ 20

แต่ขณะเดียวกัน นายฮุน เซน ก็ถูกมองว่าเป็นผู้นำเผด็จการที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างแพร่หลาย โดยเขาถูกกล่าวหาว่าใช้ศาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงในการกำจัดศัตรูทางการเมืองและกลุ่มผู้เห็นต่าง ไม่ว่าจะเป็นการสังหาร, ทำร้ายร่างกาย, ข่มขู่คุกคาม และการใช้อำนาจตามอำเภอใจในการจับกุมบรรดานักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนที่ต่อต้านกรณีที่รัฐบาลกัมพูชาใช้สารพัดวิธีเพื่อนำที่ดินของชาวบ้านไปให้เหล่านายทุนใช้ประโยชน์

การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร ทำให้มีผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งจำนวนมากขึ้นที่เป็นกลุ่มผู้มีการศึกษาดีและเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งเปิดรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อสังคมออนไลน์ และไม่สนใจกับคำเตือนของนายฮุน เซน ที่ว่ากัมพูชาจะกลับไปสู่ความรุนแรงเหมือนในอดีตหากพรรคของเขาถูกขับออกจากอำนาจ

ในเดือนสิงหาคม ปี 2017 รัฐบาลได้ปิดสถานีวิทยุหลายแห่งที่กระจายเสียงรายการซึ่งได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสหรัฐฯ เช่น เรดิโอ ฟรี เอเชีย (Radio Free Asia) และวอยซ์ ออฟ อเมริกา (Voice of America) นอกจากนี้ยังเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง 6.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 220 ล้านบาทจากหนังสือพิมพ์เดอะ แคมโบเดีย เดลี (The Cambodia Daily) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ส่งผลให้หนังสือพิมพ์ต้องยุติการตีพิมพ์ลง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ผ่านกฎหมายใหม่ที่ให้อำนาจในการยุบพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้ หากหัวหน้าพรรคถูกตั้งข้อหาอาญา ซึ่งเมื่อเดือน พ.ย. 2017 ศาลกัมพูชาได้ตัดสินยุบพรรค CNRP และห้ามสมาชิกของพรรคยุ่งเกี่ยวกับการเมืองนาน 5 ปีหลังจากนายเกิม โซะคา หัวหน้าพรรคถูกจับในข้อหากบฏ โดยเขาถูกกล่าวหาว่าร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการโค่นล้มรัฐบาล ขณะเดียวกันกลุ่มผู้เห็นต่างจำนวนมากก็พากันลี้ภัยไปอยู่ต่างแดน หนึ่งในนั้นก็คือนายสม รังสี อดีตหัวหน้าพรรค CNRP ซึ่งอยู่ระหว่างลี้ภัยทางการเมืองในประเทศฝรั่งเศส

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ นายสม รังสี ปัจจุบันลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส

เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมากัมพูชาผ่านกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี สำหรับผู้กระทำผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ซึ่งเมื่อกลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ครูใหญ่โรงเรียนประถมคนหนึ่งในกัมพูชาได้ถูกจับกุมและตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นรายแรกนับแต่มีการบังคับใช้กฎหมายนี้ องค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนต่างแสดงความกังวลว่ากฎหมายฉบับใหม่นี้จะถูกรัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือปราบปรามฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนางบุน รานี ภริยา เดินทางมาทำพิธีบวงสรวงที่นครวัด

กลยุทธ์ขจัดคู่แข่งทางการเมืองเหล่านี้ ทำให้หลายฝ่ายคาดว่านายฮุน เซน ในวัย 66 ปี จะชนะการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ของกัมพูชาที่จะมีขึ้นวันที่ 29 ก.ค. นี้ได้อย่างไม่ยากเย็น และช่วยให้เขาได้ครองอำนาจต่อไป ดังที่ครั้งหนึ่งเขาเคยพูดไว้ ว่าจะปกครองกัมพูชาต่อไปจนถึงอายุ 70 ปี

ผลการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 29 ก.ค. จะพิสูจน์ว่าเขาจะอยู่ในตำแหน่งได้อีกสมัยหรือไม่