นูรา ฮุสเซน: ศาลซูดานพลิกคำตัดสินจากประหารเป็นจำคุก 5 ปี คดีฆาตกรรมสามีที่ข่มขืนเธอ

  • 28 มิถุนายน 2018
ภาพวาดนูรา กำลังร้องไห้

พ่อแม่ของนูรา ฮุสเซน เปิดใจกับบีบีซี เป็นครั้งแรก หลังจากที่ลูกสาวถูกตัดสินประหารชีวิต จากความผิดฐานฆ่าสามีซึ่งเธอกล่าวหาว่าข่มขืนเธอ แต่ล่าสุดศาลได้ยกเลิกการลงโทษเดิม แล้วตัดสินให้จำคุก 5 ปีแทน

พ่อแม่ของนูรา ปฏิเสธรายงานข่าวที่บอกว่าพวกเขาตัดสัมพันธ์กับลูกสาว พ่อของเธอบอกด้วยว่าเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่า การให้บุตรสาวแต่งงานกับญาติจะมีผลที่เลวร้ายตามมาเช่นนี้

นูรา ฮุสเซน ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นระหว่างพบกับแม่ในเดือนนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ครอบครัวเดินทางไปเยี่ยมเธอ หลังถูกคุมขังเมื่อ 1 ปีก่อน

หญิงสาววัย 19 ปี บอกแม่ทั้งน้ำตาว่า ตอนแรกเธอคิดว่าจะฆ่าตัวตายหลังจากที่ถูกสามีข่มขืน

"เธอรับตัวเองไม่ได้ หลังจากที่เขาข่มขืนเธอ" ไซนับ อาห์เหม็ด แม่ของนูรา กล่าว

"เธอเตรียมมีดไว้แล้วเพื่อปลิดชีวิตตัวเอง ถ้าเขาแตะต้องตัวเธออีกครั้ง"

แต่ในช่วงที่กำลังโกรธแค้นอยู่นั้น เธอได้ใช้มีดแทงสามี ทั้งที่เขายังไม่ได้แตะต้องตัวเธออีก แม่ของเธอยืนกรานว่า มันเป็นการป้องกันตัว

เมื่อนูรา ถูกตัดสินประหารชีวิตเมื่อเดือนที่แล้ว ได้มีการรณรงค์ในโลกออนไลน์ด้วยการติดแฮชแท็ก #JusticeforNoura ขึ้น และมีคนทั่วโลกร่วมรณรงค์เรียกร้องความยุติธรรมให้แก่นูรา

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
โลกโซเชียลร่วมเรียกร้อง "ความยุติธรรมให้นูรา"

นาโอมิ แคมป์เบลล์ ซูเปอร์โมเดล และเอ็มมา วัตสัน นักแสดง อยู่ในกลุ่มผู้มีชื่อเสียงจำนวนมากที่ร่วมเคลื่อนไหวประณามการตัดสินประหารชีวิต และเรียกร้องให้มีการกลับคำตัดสินนี้

เมื่อแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนส่งอีเมล์ไปยังรัฐมนตรียุติธรรมของซูดาน เพื่อขอให้เขาเข้าแทรกแซงคดีนี้ เขาได้รับอีเมล์มากมายมหาศาล จนทำให้ต้องใช้ที่อยู่อีเมล์ใหม่

นูรา เพิ่งทราบว่าโลกภายนอกให้การสนับสนุนเธอ ก็ตอนที่แม่เดินทางไปเยี่ยมเธอที่เรือนจำหญิงออมเดอร์มาน ซึ่งมีสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้าย

ตอนนี้โลกของเธอถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ภายในกำแพงเรือนจำ นักโทษทุกคนต้องใช้ชีวิตรวมกันในสนามขนาดใหญ่

ฮาฟิซ โมฮัมเหม็ด ผู้ประสานงานซูดานขององค์กรจัสติซแอฟริกา (Justice Africa) เคยบอกว่า "ไม่มีหลังคา ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องใช้ผ้าบังแดด"

นูรา ยังคงถูกล่ามโซ่ตรวนนับตั้งแต่ที่เธอถูกจับกุม แต่แม่เธอบอกว่าบุตรสาวดูแข็งแรงดี แม้ดูเหมือนจะขาดขวัญกำลังใจ

นูรา ฮุสเซน เป็นลูกคนที่ 2 จากจำนวนพี่น้อง 8 คน เธอเติบโตขึ้นในหมู่บ้านอัลเบเกอร์ อยู่ห่างจากกรุงคาร์ทูมของซูดาน ไปทางใต้ราว 40 กิโลเมตร เป็นสถานที่ที่ถูกล้อมรอบไปด้วยเนินเขาหินและเนินทรายขนาดเล็ก ไม่ไกลจากแม่น้ำไนล์

ผักและผลไม้สีสันสดใสที่วางอยู่บนผืนผ้าบนพื้นในตลาดท้องถิ่น ตัดกับทิวทัศน์ที่ดูแห้งแล้งและส่วนใหญ่มีแต่สีน้ำตาล

ไซนับ อาห์เหม็ด กล่าวว่า ลูกสาวของเธอเป็นเด็กหญิงที่ไม่ค่อยพูด และเป็นคนฉลาด

"เธอมีความทะเยอทะยาน" ไซนับ กล่าว "นูรา ฝันอยากเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัย และจะทำงานเป็นอาจารย์"

ครอบครัวขนาดใหญ่ย้ายออกจากเมืองดาร์ฟูร์ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ไปยังอัลเบเกอร์ ตอนที่นูรายังเป็นเด็ก พวกเขาไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ธุรกิจร้านฮาร์ดแวร์ขนาดเล็กที่ขายน้ำมันและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของพ่อนูรา ก็ทำให้นูราได้ได้เรียนหนังสือ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอมีความสุขที่สุด

คำบรรยายภาพ ข้อความคำพูดที่ระบุว่า "เด็กสาวจำนวนมากแถวนี้กำลังท้อง"

แต่ในปี 2015 อับดุลราห์มัน โมฮาเหม็ด ฮัมหมัด ญาติวัย 32 ปีของนูรา ได้มาสู่ขอขณะเธอมีอายุ 16 ปี

แม่ของเธอบอกว่า ตอนแรก ดูเหมือนลูกสาวไม่ได้แสดงความไม่พอใจที่มีคนมาสู่ขอ แต่ได้ขอร้องให้เธอได้เรียนหนังสือต่อ เธอยังขอให้เลื่อนการแต่งงานออกไป จนกว่าแม่ของเธอซึ่งกำลังตั้งครรภ์อยู่จะคลอด

แต่แรงกดดันจากครอบครัวเริ่มเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจาก ฮุสเซน พ่อของเธอเอง

"เด็กสาวจำนวนมากแถวนี้กำลังท้อง และมีลูกที่ไม่ชอบธรรมตามกฎหมาย" ฮุสเซน กล่าว

ฮุสเซน บอกว่า เขาไม่อยากให้นูราต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกันกับเด็กสาวเหล่านั้น และลงเอยด้วยการไม่มีสามี

ขณะที่เธอเริ่มเข้าพิธีแต่งงานในช่วงแรก นูราก็แสดงการต่อต้านการแต่งงานเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน

เธอหนีไปอยู่กับป้าในเมืองซินนาร์ ซึ่งอยู่ห่างออกไป 350 กิโลเมตร และอยู่ที่นั่นนาน 2 วัน เธอถูกโน้มน้าวให้กลับบ้านโดยเข้าใจว่า พิธีแต่งงานนั้นจะไม่ถูกจัดต่อจนเสร็จสมบูรณ์

แต่ความจริงที่พบเมื่อเธอเดินกลับไปคือ พิธีแต่งงานที่จัดต่อจนเสร็จสิ้น แต่เธอยังไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับสามี โดย 2 ปีนับจากนั้น เธอยังอยู่ที่บ้านของตัวเอง เมื่ออับดุลราห์มัน มาหา เธอก็บอกเขาอย่างตรงไปตรงมาว่าเธอไม่อยากแต่งงานกับเขา

อย่างไรก็ตาม ผู้อาวุโสของตระกูลได้เริ่มยืนกรานให้นูราและสามีของเธอต้องมีความสัมพันธ์กันฉันสามีภรรยาปกติ และปฏิบัติตัวเช่นเดียวกับคู่แต่งงานตามกฎหมายทั่วไป

ในชุมชนปิดของพวกเขา ผู้อาวุโสจะเป็นผู้ที่ตัดสินใจเรื่องสำคัญต่าง ๆ การให้เกียรติและการเคารพต่อครอบครัวเป็นค่านิยมที่สำคัญที่สุดของวัฒนธรรมพวกเขา

ฮุสเซน พ่อของเธอ บอกว่า เขาไม่เห็นว่าจะมีข้อดีอะไรที่ลูกสาวปฏิเสธการอยู่ร่วมกับสามี ครอบครัวยอมเธอมานานหลายปีแล้ว

ภายใต้แรงกดดันทำให้นูรายอมย้ายไปอยู่กับอับดุลราห์มันในเดือนเมษายนปี 2017

จากคำบอกเล่าของนูราที่เปิดเผยต่อซีเอ็นเอ็น เธอบอกว่า ช่วงสัปดาห์แรกที่อยู่ด้วยกัน เธอไม่ยอมให้สามีกระทำการล่วงเกินทางเพศใด ๆ

เธอร้องไห้ ไม่ยอมกินข้าว ตอนที่อับดุลราห์มันนอนหลับ เธอก็พยายามหนีออกจากแฟลต แต่มันถูกล็อกไว้

รายงานของซีเอ็นเอ็น ระบุว่า ในวันที่ 9 ของการอยู่ด้วยกัน อับดุลราห์มันกลับมาที่แฟลตพร้อมกับญาติหลายคน พวกเขาช่วยกันถอดเสื้อผ้าเธอและยึดตัวเธอไว้ ขณะที่อับดุลราห์มันลงมือข่มขืนเธอ

วันต่อมา อับดุลราห์มัน พยายามทำอีกครั้ง คราวนี้นูราหามีดมาได้ ซึ่งเธอบอกแม่ว่าจะใช้มีดฆ่าตัวตาย

คำบอกเล่าของนูรา ระบุว่า ในช่วงที่เธอดิ้นไม่ยอมให้เขาปลุกปล้ำ มือของเธอถูกมีดบาด และอับดุลราห์มันกัดหัวไหล่ของเธอ จากนั้นก็คำบอกเล่าก็ข้ามไปที่ นูราวิ่งไปที่บ้านของพ่อแม่ ในมือของเธอถือมีดที่เปื้อนเลือดอยู่

ฮุสเซน และภรรยา ตกใจมากเมื่อเห็นลูกสาวยืนอยู่หน้าบ้านพร้อมกับถืออาวุธที่ใช้ฆ่าคน

"หนูฆ่าสามี หลังจากเขาข่มขืนหนู" เธอบอกพ่อและแม่ ขณะถือมีดอยู่ในมือ

"ตอนนั้นผมรู้แล้วว่าสถานการณ์นี้รุนแรงแค่ไหน" ฮุสเซน กล่าว เขารู้จักครอบครัวของอับดุลราห์มัน และรู้ว่าพวกเขาจะต้องล้างแค้นอย่างแน่นอน

เขาบอกว่า คนในครอบครัวทุกคนตกอยู่ภายใต้การคุกคาม ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจพาทุกคนไปยังสถานีตำรวจ เพื่อปกป้องพวกเขา ไม่ใช่เพื่อนำตัวเธอไปมอบตัวแก่ตำรวจอย่างที่มีการรายงาน แต่นูราก็ถูกจับกุมตัวและตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ครอบครัวของเธอกลับไปบ้านเพื่อขอให้ผู้อาวุโสเจรจากับครอบครัวของอับดุลราห์มัน พวกเขาปฏิเสธ และยังยืนกรานให้ฮุสเซนและไซนับต้องไม่เจอกับนูราอีกต่อไป หากพวกเขาต้องการปกป้องลูกคนอื่น ๆ

เมื่อบ้านและร้านค้าของพวกเขาถูกวางเพลิง ฮุสเซนและไซนับ ก็ยอมทำตาม

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีการข่มขู่พวกเขาอยู่ ทั้งคู่จึงตัดสินใจพาลูก ๆ หนีไป

ต่อมา ศาลในเมืองออมเดอร์มาน ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของซูดาน พบว่า นูรา ฮุสเซน มีความผิดฐานฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเมื่อเดือนที่แล้ว ก็ได้ตัดสินประหารชีวิตเธอด้วยการแขวนคอ หลังจากครอบครัวของสามีไม่ยอมรับการชดเชยทางการเงิน ซึ่งเป็นทางเลือกที่จะทำให้เธอรอดพ้นโทษประหารได้

ทนายความของนูรา จึงได้อุทธรณ์คำตัดสิน และพยายามหาหางให้เธอได้รับอภัยโทษ ล่าสุดศาลได้ยกเลิกการตัดสินประหารชีวิต แต่ได้ตัดสินจำคุกเธอเป็นเวลา 5 ปีแทน

ฮุสเซน กล่าวว่า เขาไม่ได้พบลูกสาวอีกเลยนับตั้งแต่คืนนั้น เพราะมีการข่มขู่ว่าเขาและลูกจะได้รับอันตราย ถ้าเขาพบนูรา

"ผมอยากเจอลูกสาว และไปเยี่ยมเธอที่เรือนจำเช่นกัน เธอจะได้มีกำลังใจ แต่ผมทำแบบนั้นไม่ได้" เขากล่าว

แต่ว่าเขาก็ได้คุยกับเธอทางโทรศัพท์ และเล่าว่า เธอบอกเขาว่าเธอแข็งแรงดี

คำบรรยายภาพ ข้อความคำพูดที่ระบุว่า "มีนูราอีกหลายแสนคน"

ไซนับ อาห์เหม็ด กล่าวว่า เธอหวังว่าจะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นกับลูกสาวของเธอในนาทีสุดท้าย เธอมักจะจินตนาการว่า ผู้อาวุโสของตระกูลจะเข้ามาแทรกแซงและโน้มน้าวให้ครอบครัวขอบอับดุลราห์มันขอให้ศาลยกเลิกโทษประหารชีวิต

ด้าน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล คิดว่า ความหวังนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้

"ในขั้นนี้ ดูเหมือนว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ถ้าพวกเขาทำเช่นนี้ พวกเขาก็คงขอรับการชดเชยไปแล้วในช่วงที่มีการพิพากษาลงโทษ ตอนนี้ทางครอบครัวจะไม่มีอิทธิพลใด ๆ ต่อการตัดสินของศาล" ดร. โจน เนียนยูกิ ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก ระบุ

อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่า แรงกดดันจากนานาชาติ อาจจะได้ผล

"ตอนที่เราขอให้ผู้คนส่งอีเมล์ไปหารัฐมนตรียุติธรรมของซูดาน เรียกร้องให้อภัยโทษแก่นูรา เขาต้องปิดอีเมล์ตัวเองภายในสอบสัปดาห์ แสดงว่านั่นมีอิทธิพลอย่างมาก ถ้าคนส่งอีเมล์ถึงสถานทูตซูดานในประเทศของตัวเอง เรียกร้องให้ปล่อยตัวเธอ นั่นก็คงจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นได้"

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า "มีนูราอีกหลายแสนคนที่ยังไม่มีใครได้ยินเสียงพวกเธอ พวกเธอถูกข่มขืนจากการถูกบังคับให้แต่งงาน การต่อสู้นี้เป็นการต่อสู้เพื่อพวกเธอด้วยเช่นกัน"

ปัจจุบัน พ่อแม่ของนูราอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลออกไปจากอัลเบเกอร์

พวกเขากล่าวว่า ชีวิตสมรสของพวกเขายังคงเหนียวแน่น และพวกเขาให้กำลังกันและกันและให้กำลังใจลูก ๆ ในช่วงเวลาที่เลวร้ายนี้ แต่ชะตากรรมของนูราก็ยังคงตามหลอกหลอนพวกเขา

"ไม่มีใครที่อยากให้ลูกสาวมีชีวิตที่ลำเค็ญ" ฮุสเซน กล่าว

"ผมไม่คาดคิดว่า สิ่งต่าง ๆ จะมาถึงขั้นนี้ เรากำลังหวังว่า พระเจ้าจะช่วยชีวิตเธอ"

รายงานเพิ่มเติมโดย Megha Mohan

ภาพวาดประกอบโดย Katie Horwich

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม