กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของกัมพูชา ในมุมมองของพระภาดาของกษัตริย์สีหมุนี

  • 1 สิงหาคม 2018
สถาบันกษัตริย์กัมพูชามักถูกมองว่ามีบทบาทเป็นเพียงสัญลักษณ์ของชาติ Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ สถาบันกษัตริย์กัมพูชามักถูกมองว่ามีบทบาทเป็นเพียงสัญลักษณ์ของชาติ

พระภาดา (ลูกพี่ลูกน้อง) ของ กษัตริย์นโรดม สีหมุนี แห่งกัมพูชา ทรงแสดงความกังวลต่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เพิ่งประกาศใช้ ทรงมองว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลเพื่อจัดการกับผู้เห็นต่างทางการเมือง

นับแต่ที่รัฐสภากัมพูชาผ่านร่างกฎหมายดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ในวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมา มีพลเรือนถูกดำเนินคดีไปแล้ว 3 ราย ได้แก่ ครูใหญ่วัย 50 ปี ถูกควบคุมตัวที่จังหวัดกำปงธม ของกัมพูชา เนื่องจากข้อความทางเฟซบุ๊กของเขาเข้าข่าย "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ในเดือน พ.ค. ช่างตัดผมวัย 70 ปีในจังหวัดเสียมเรียบ และชายหนุ่มในจังหวัดพนมเปญ ถูกควบคุมตัวด้วยข้อหาเดียวกัน

ล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายน สม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านพรรคกู้ชาติกัมพูชา (CNRP) ซึ่งลี้ภัยในฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2015 ถูกเรียกให้ไปศาลเพื่อพิจารณาว่าจะฟ้องดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่ หลังจากที่เขาโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ที่อ้างว่าการที่พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี มีพระราชหัตถเลขาให้คนกัมพูชาออกมาเลือกตั้งอย่างไม่เกรงกลัวใคร เป็นการกระทำภายใต้การข่มขู่ของรัฐบาล

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ สม รังสี เป็นคู่แข่งทางการเมืองของสมเด็จฮุน เซน มานานกว่าสองทศวรรษ

กฎหมายดังกล่าวนี้กำหนดให้อัยการสามารถยื่นฟ้องคดีอาญาในนามของกษัตริย์และราชวงศ์ได้ โดยผู้กระทำผิดจะได้รับโทษจำคุก 1-5 ปี และปรับเป็นเงิน 500-2,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 15,500-77,500 บาท)

ก่อนหน้านี้กลุ่มรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนนานาชาติต่างออกมาคัดค้านและเตือนว่ากฎหมายดังกล่าวมีแนวโน้มจะกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่รัฐบาลกัมพูชาจะใช้จัดการกับฝ่ายตรงข้าม

เชื้อพระวงศ์ทรงวิจารณ์

เจ้าชายสีโสวัฒน์ โทมิโค พระภาดาของกษัตริย์นโรดม สีหมุนี แสดงความกังวลเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าว แม้ว่ารัฐบาลกัมพูชาจะอ้างว่ากฎหมายใหม่นี้บัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา เพื่อ "ดำรงและปกป้องพระเกียรติและพระนามของพระมหากษัตริย์" ก็ตาม

"มันเป็นกฎหมายที่ใช้เพื่อกดดันฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และเพื่อแสดงให้เห็นว่า CPP [พรรคประชาชนกัมพูชา ที่สมเด็จฮุน เซน เป็นหัวหน้า] พยายามปกป้องสถาบันกษัตริย์ แต่ลึก ๆ แล้วพวกเขาไม่แคร์ เขาเป็นพวกคอมมิวนิสต์" เจ้าชายสีโสวัฒน์ กล่าวกับบีบีซีไทย ที่บ้านของพระองค์ที่จังหวัดเสียมเรียบ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBCTHAI
คำบรรยายภาพ เจ้าชายสีโสวัฒน์

ก่อนหน้านี้พรรค CNRP ถูกศาลพิพากษายุบพรรคจากข้อกล่าวหาว่าวางแผนโค่นล้มรัฐบาล ทำให้สมาชิกของพรรคทั้งหมดถูกห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองนาน 5 ปี และหมายความว่าพรรครัฐบาลของสมเด็จฮุน เซน ไร้คู่แข่งสำคัญในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ย้อนไปเมื่อการเลือกตั้งในปี 2556 แม้พรรค CNRP จะถูกกล่าวหาเรื่องโกง แต่พรรคก็สามารถคว้าเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนฯ ได้ถึง 55 ที่นั่ง ในขณะที่พรรค CPP ของรัฐบาลได้ 68 ที่นั่ง

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิด "ภาวะชะงักงันทางการเมือง" เป็นเวลาประมาณ 1 ปี ท่ามกลางการประท้วงที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางที่นำโดยแกนนำพรรค CNRP ทำให้นักวิเคราะห์ทางการเมืองและแกนนำพรรคฝ่ายค้านบางคนฝากความหวังไว้กับกษัตริย์ที่จะเป็น "คนกลาง" ในการหาทางออก

จนกระทั่งเดือน ก.พ. รัฐบาลและรัฐสภาผ่านกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพียง 5 เดือนก่อนการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBCTHAI
คำบรรยายภาพ อนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ที่ใจกลางกรุงพนมเปญ

เจ้าชายสีโสวัฒน์ตรัสว่า ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวแทนกษัตริย์ ขณะพระองค์เสด็จเยือนต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ

"ในความคิดเห็นของข้าพเจ้า ถ้าพระองค์ [กษัตริย์สีหมุนี] ได้รับการขอพระราชทานพระราชวินิจฉัยเกี่ยวกับกฎหมายนี้ ท่านคงจะไม่เห็นด้วยกับมัน" เจ้าชายสีโสวัฒน์ตรัสกับบีบีซีไทย

"พระองค์ไม่ค่อยสนใจ [กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ] เท่าไร และไม่เคยเรียกร้องให้ฟ้องใครเมื่อท่านถูกดูหมิ่น โดยการดำเนินคดีทั้งหมดเป็นไปตามความต้องการของพรรค CPP"

พาย สีพัน โฆษกรัฐบาลกัมพูชา กล่าวกับบีบีซีไทยว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของกัมพูชาสะท้อนมาจากรัฐธรรมนูญของประเทศ ที่กษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ของชาติ ไม่ใช่นักการเมือง

เขาปฏิเสธว่ากฎหมายดังกล่าวถูกใช้เพื่อปิดปากใครทางการเมือง แต่ทุกคนต้องเคารพนับถือและปกป้องกษัตริย์ในฐานะที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเมื่อมีกรณีการหมิ่นประมาทดังกล่าว การบังคับใช้กฎหมายก็เป็นไปอย่างดี

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ กษัตริย์สีหนุ (ซ้าย) และสมเด็จพระราชอัคคมเหสีนโรดม มุนีนาถ

"ลึก ๆ แล้วไม่แคร์"

ตั้งแต่กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถูกบังคับใช้ มีผู้ที่ถูกฟ้องแล้ว 3 คน ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนข้อความหรือรูปภาพที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ปรากฎอยู่ตามสื่อสังคมออนไลน์ของกัมพูชา

"ข้าพเจ้าคิดว่าพวกเขาถูกฟ้องเพราะมีความเชื่อมโยงกับพรรคฝ่ายค้าน และเป็นความพยายาม [ของรัฐบาล] ที่จะแสดงให้เห็นว่า CNRP ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ ซึ่งไม่เป็นความจริง ไม่อย่างนั้นข้าพเจ้าคงไม่เข้าร่วมแต่แรก" เจ้าชายสีโสวัฒน์ตรัส "ประชาชนกัมพูชาส่วนใหญ่ไม่เชื่อ [ว่าพรรค CPP ต้องการปกป้องสถาบันกษัตริย์อย่างแท้จริง]"

เจ้าชายสีโสวัฒน์ ได้เข้าร่วมพรรค CNRP ในปี 2556 เนื่องจากพื้นเพการศึกษาจากประเทศฝรั่งเศส ทำให้ได้รับแนวคิดทางด้านประชาธิปไตย อีกทั้งยังเป็นอดีตผู้ช่วยส่วนพระองค์ของกษัตริย์นโรดม สีหนุเป็นเวลาหลายปี จึงทรงอยากสืบสานสิ่งที่พระองค์เคยสืบทอดไว้เป็นมรดก อย่างเช่น การเป็นข้าราชการสมัยกษัตริย์สีหนุถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นเกียรติ แต่ปัจจุบันคนธรรมดาดูถูกข้าราชการ เช่น ทหาร หรือตำรวจ เนื่องจากพวกเขา "ถูกบังคับให้โกงเพราะไม่มีเงินเดือนที่เพียงพอ"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ กษัตริย์สีหมุนี (ซ้าย) พร้อมกับพระมารดาและพระบิดา

ทั้งนี้ บิดาของเจ้าชายสีโสวัฒน์และกษัตริย์สีหนุมีสถานะเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน

"พรรค CPP ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ในหลวงองค์ก่อนเคยทำไว้ในสมัยที่ยังครองราชสมบัติอยู่ เช่น การทำไม้ผิดกฎหมายไม่เคยเกิดขึ้นภายใต้กษัตริย์สีหนุ กษัตริย์สีหนุมอบที่ดินให้ประชาชน แต่รัฐบาลสมเด็จฮุน เซน เอาที่ดินของประชาชนไป" เจ้าชายตรัส

"ข้าพเจ้าคิดว่าหนทางเดียวที่จะปกป้องสิ่งที่ท่านเคยสืบทอดเอาไว้คือผ่านทางพรรค CNRP เนื่องจากเป็นพรรคเดียวที่สามารถเรียกเสียงสนับสนุนจากประชาชนกัมพูชาจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้"

Image copyright BBC Sport

ที่ผ่านมาเจ้าชายสีโสวัฒน์เคยเจรจากับ CPP ในประเด็นนี้หลายครั้ง แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

"สิ่งที่พรรคทำก็มีแต่นำรูปของกษัตริย์สีหนุใส่ไว้บนธนบัตร และติดภาพพระองค์ไว้ทุกที่ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำลายตึกที่พระองค์เคยสร้างไว้" พระองค์ตรัส "กษัตริย์สีหนุเคยตรัสไว้ว่า คอรัปชั่นสามารถเกิดขึ้นได้ยกเว้นที่กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการศึกษา แต่ตอนนี้ทั้งสองกระทรวงมีคอรัปชั่นเกิดขึ้น"

ก่อนหน้านั้นเจ้าชายสีโสวัฒน์สังกัดพรรคฟุนซินเปก ซึ่งเป็นพรรคนิยมกษัตริย์ที่ก่อตั้งโดยกษัตริย์สีหนุ แต่ต่อมาลาออกจากพรรคเนื่องจากไม่เห็นด้วยในการบริหารงานของพรรค

กษัตริย์ในเชิงสัญลักษณ์

สถาบันกษัตริย์กัมพูชามักถูกมองว่ามีบทบาทเป็นเพียงสัญลักษณ์ของชาติ พระราชอำนาจของกษัตริย์ลดลงอย่างมากตลอด 33 ปีของการบริหารประเทศของสมเด็จฮุน เซน

เจ้าชายสีโสวัฒน์กล่าวว่า ชาวกัมพูชาเคยเคารพนับถือสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกับคนไทย แต่ที่ต่างจากไทยคือ กัมพูชาผ่านการปฏิวัติหลายครั้ง จนประทั่งปี 2513 กษัตริย์สีหนุถูกปลดออกจากตำแหน่งประมุขรัฐ ท่ามกลางการโจมตีสถาบันกษัตริย์อย่างรุนแรง

"การปฏิวัติเหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เฉพาะในสถาบันกษัตริย์แต่เป็นสังคมกัมพูชาโดยรวม กลายเป็นคล้าย ๆ สังคมจีนหรือรัสเซีย ที่ทุกคนอ้างว่ามีความเท่าเทียมกัน" พระองค์ตรัส

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ สมเด็จฮุน เซน (ซ้าย) และกษัตริย์สีหมุนี

อัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์ประจำโครงการไทยศึกษา วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ประชาชนกัมพูชาทั่วไปให้ความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เห็นพระบารมีของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ที่ทรงสร้างความเป็นเอกราชให้บ้านเมืองและนำพาประเทศให้พ้นจากความวุ่นวาย

"แต่ถ้าเป็นวัยรุ่น จะไม่ค่อยให้ความสนใจกับสถาบันกษัตริย์มากนัก เนื่องจากระดับความรับรู้และความสนใจของเยาวชนมุ่งไปที่การพัฒนาตนเอง และรัฐบาลก็เน้นไปที่การพัฒนาประเทศ ดังนั้น การให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของกัมพูชาจึงมีไม่มากนักเมื่อเทียบกับความสนใจในเรื่องอื่น ๆ ของเยาวชน ทั้งนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าประชาชนไม่ได้ให้ความสำคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ให้ความเคารพในฐานะที่ทรงเป็นประมุขของประเทศ" เขากล่าว

อัครพงษ์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า กฎหมายหมิ่นกษัตริย์ที่ออกมาใหม่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอันดับต้น ๆ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีใช้กฎหมายหมิ่นประมาทเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้ามอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว

ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่จะมีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การหมิ่นกษัตริย์ในสื่อสังคมออนไลน์ของกัมพูชาจะอยู่ในรูปแบบของการพูดเพื่อ "กระทบกระเทียบ" รัฐบาล

จากการตรวจสอบของบีบีซีไทย การล้อเลียนกษัตริย์สีหมุนีในเฟซบุ๊กของคนกัมพูชาจะเป็นไปในทำนองที่ต้องการแสดงให้เห็นว่าพระองค์ถูกใช้เป็น "หุ่นเชิด" ของรัฐบาล เช่น มีภาพตัดต่อของกษัตริย์สีหมุนีที่มีสายจูงอยู่รอบคอและถูกสมเด็จฮุน เซน จูงเสมือนว่าเป็นสัตว์เลี้ยง

Image copyright Getty Images

ทั้งนี้ การสืบพระราชสันตติวงศ์ของกัมพูชาไม่ได้เป็นไปตามพระราชประสงค์ของกษัตริย์ แต่จะมีคณะกรรมการตามกฎหมายเป็นผู้คัดเลือกกษัตริย์ภายใน 7 วันหลังจากที่กษัตริย์องค์ก่อนสิ้นพระชนม์ โดยในปี 2547 คณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยสมเด็จฮุน เซน ทรงเลือกกษัตริย์สีหมุนีขึ้นเป็นกษัตริย์ โดยอัครพงษ์ให้เหตุผลว่า เนื่องจากพระองค์เป็นคนที่ไม่ได้มีบทบาททางการเมืองมากนัก

"รัฐบาลต้องการหาผู้ที่คิดว่าจะไม่สร้างข้อครหาให้กับรัฐบาล ซึ่งกษัตริย์สีหมุนีเป็นประมุขของรัฐที่มีความเหมาะสมมากที่สุดสำหรับรัฐบาล ที่มีอำนาจมาก" อังครพงษ์ กล่าว

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม