เขื่อนผลิตไฟฟ้า กลายเป็นที่นิยมทั่วโลกได้อย่างไร ?

  • 6 สิงหาคม 2018
เขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ Image copyright Getty Images

เหตุอุทกภัยครั้งร้ายแรงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ที่เกิดจากการพังทลายของเขื่อนที่เพิ่งถูกสร้างขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงทั้งผลกระทบและความนิยมในการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าทั่วโลก

นอกจาก สปป.ลาว ที่ประกาศตัวเป็น "แบตเตอรีของเอเชีย" แล้ว ในหลายภูมิภาคทั่วโลก ยังมีแผนก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำอีกหลายพันแห่ง

อุตสาหกรรมที่ในอดีตเคยถูกมองว่าไม่มีอนาคต กำลังกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งในวันนี้ ขณะที่นักวิจารณ์หลายคนชี้ให้เห็นถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนจำนวนมาก อย่างรวดเร็วโดยไม่ได้พิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างถี่ถ้วน

ทีมงานบีบีซี เรียลลิตี เช็ก (BBC Reality Check) ค้นหาคำตอบว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้การสร้างเขื่อนจึงกลับมาเฟื่องฟูในปัจจุบัน

พลังงานเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเขื่อนเหล่านี้ มักถูกนำเสนอในฐานะเครื่องมือที่จะช่วยให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจนในหลายประเทศ ตามความเห็นของ ซูซาน ชไมเออร์ อาจารย์อาวุโสประจำสถาบันการจัดการน้ำ IHE Delft

"ผู้คนจำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้า เราจำเป็นต้องมีไฟฟ้าพลังงานน้ำที่ยั่งยืน คำถามก็คือ ใครจะเป็นผู้ตัดสินใจว่ามันควรจะเกิดขึ้นอย่างไร?" ชไมเออร์ กล่าว

ทุกวันนี้ ไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ เป็นแหล่งไฟฟ้าทดแทนอันดับหนึ่งของโลก

เขื่อนผลิตไฟฟ้าเหล่านี้กักเก็บน้ำจากแม่น้ำเอาไว้ และเมื่อมีการปล่อยน้ำออกจากเขื่อน พลังน้ำจะไปหมุนกังหันน้ำและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า

Image copyright มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
คำบรรยายภาพ ประชาชนขณะร่วมเดินเท้าคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ เมื่อปี 2017

ตามฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัยตูบินเจน ของเยอรมนี ระบุว่าในปัจจุบันมีเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำกว่า 3,500 แห่ง ที่กำลังอยู่ในระหว่างการวางแผนหรือกำลังก่อสร้างทั่วโลก และตัวเลขอาจเพิ่มเป็นเท่าตัวภายในปี 2030

อย่างไรก็ดี ฐานข้อมูลดังกล่าวยังไม่นับรวมเขื่อนที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำ ป้องกันน้ำท่วม การคมนาคม หรือเพื่อการนันทนาการ ซึ่งหมายความว่าจำนวนเขื่อนที่กำลังถูกสร้างทั่วโลกนั้นอาจสูงกว่านี้มาก

บราซิลเป็นประเทศที่สร้างเขื่อนใหม่มากเป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่คาดการณ์กันว่าการผลิตกระแสไฟฟ้าส่วนใหญ่ของจีนจะมาจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

คริสเตียน ซาร์ฟล ผู้ดูแลฐานข้อมูลดังกล่าวระบุว่า ข้อมูลที่ยังไม่ได้มีการเผยแพร่ ชี้ให้เห็นว่านับตั้งแต่ปี 2015 มีการเสนอโครงการก่อสร้างเขื่อนกว่า 100 แห่งในทวีปแอฟริกา และอีกกว่า 130 โครงการในอเมริกาใต้ โดยเฉพาะในเปรู บราซิล และเอกวาดอร์

นอกจากนี้โครงการใหม่ขนาดใหญ่อย่างการก่อสร้างเขื่อนเบโล มอนต์ ในบราซิล ที่ปลุกกระแสต่อต้านกลุ่มกิจการขนาดใหญ่ ของชนพื้นเมืองแอมะซอน และโครงการก่อสร้างเขื่อนเรเนสซองส์ ในแม่น้ำไนล์ ของเอธิโอเปีย ล้วนเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง

ตามข้อมูลจากองค์การแม่น้ำนาชาติ (International Rivers) ระบุว่าตลอดความยาวของแม่น้ำโขงมีเขื่อนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด 5 โครงการ ขณะที่อีก 2 โครงกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และอีก 10 โครงการกำลังอยู่ในขั้นวางแผน และภายในปี 2020 สปป. ลาว ตั้งเป้าหมายที่จะมีโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังน้ำที่ใช้งานได้กว่า 100 แห่ง

บทบาทที่ลดลงของธนาคารโลก

นับจนถึงช่วงทศวรรษที่ 1990 ธนาคารโลกมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากในการสนับสนุนโครงการก่อสร้างเขื่อนทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากสาธารณะและข้อครหาจำนวนมากที่เกิดจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ได้นำไปสู่งความกังวลที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ในปี 1993 ธนาคารโลกได้เพิกถอนเงินกู้สำหรับโครงการสร้างเขื่อนมูลค่าหลายล้านเหรียญสหรัฐฯ บริเวณแม่น้ำนาร์มาดา ของอินเดีย

ในรายงานเมื่อปี 2000 ที่ธนาคารโลกให้ คณะกรรมการเขื่อนโลก (World Commission on Dams - WCD) จัดทำขึ้น ได้นำเสนอ ความเสียหายทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากเขื่อนขนาดใหญ่ โดยระบุว่ามีประชาชนราว 40-80 ล้านคนทั่วโลกที่ต้องพลัดถิ่นจากการสร้างเขื่อน

ขณะที่บางคนเชื่อว่าตัวเลขดังกล่าวอาจสูงกว่านี้ หากนับรวมผลกระทบในด้านการเข้าถึงพื้นที่เกษตรกรรมและการทำประมง

"มันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการวางแผนและพัฒนาเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ โดยหันไปให้ความสำคัญกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ" วิลล์ เฮนลีย์ โฆษกของ สมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ (International Hydropower Association - IHA) กล่าว

จีนเข้ามาแทนที่

"ประเทศที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าอย่างมาก ต่างกำลังมองหาพลังงานที่สะอาดและราคาถูก" จูเลียน เคิร์ชเฮอร์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยยูเทรกต์ ของเนเธอร์แลนด์ กล่าว

และเมื่อธนาคารโลกถอยห่างจากอุตสาหกรรมเขื่อนผลิตไฟฟ้า จีนก็ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญจนกลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมทุกวันนี้

นับตั้งแต่ขึ้นศตวรรษใหม่ IHA ระบุว่า การก่อสร้างโรงผลิตไฟฟ้าพลังน้ำทั่วโลกนั้นเป็นโครงการที่จีนมีส่วนร่วมกว่าครึ่งหนึ่ง และจีนยังมีศักยภาพในการก่อสร้างเขื่อนมากกว่าสหรัฐฯ ถึงสองเท่า

จีนไม่ได้เป็นเพียงเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลกเท่านั้น แต่บริษัทก่อสร้างและบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศ ยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้ขยายธุรกิจไปในต่างประเทศอีกด้วย

นั่นเป็นเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า ในปัจจุบันบริษัทของจีนเป็นผู้ครองตลาดการก่อสร้างเขื่อนทั่วโลก ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง

"บริษัทจากจีนถูกมองเป็นสิ่งที่เข้ามาทดแทนเงินทุนจากธนาคารโลก ซึ่งหลายประเทศยินดีต้อนรับ เพราะบริษัทเหล่านี้ไม่ตั้งคำถาม [ถึงผลกระทบต่อชุมชนและความหลากหลายทางชีวภาพ] มากมายเหมือนกับธนาคารโลก" เคิร์ชเฮอร์ กล่าว

Image copyright Getty Images

เขื่อนซานเสียต้าป้าของจีน

  • เขื่อนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
  • ต้นทุนก่อสร้างสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท
  • ประชาชนกว่า 1.4 ล้านคนต้องย้ายถิ่นฐาน
  • อ่างเก็บน้ำทำให้ เมือง 13 แห่ง เทศบาลเมือง 140 แห่ง และหมู่บ้าน 1,350 แห่งจมอยู่ใต้น้ำ
  • ผลิตกระแสไฟฟ้าได้เท่ากับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 11 โรง

ความวิตกกังวล

คำตอบว่าเขื่อนทั่วโลกมีจำนวนมากเกินไปหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเขื่อนเหล่านั้นถูกก่อสร้างขึ้นอย่างไร และมีการปรึกษาหารือ กับชุมชนท้องถิ่นมากแค่ไหน

"การก่อสร้างที่นำมาซึ่งความยั่งยืนนั้นต้องใช้เวลา มันจำเป็นต้องมีการประเมินผลที่คำนึงถึงเขื่อนอื่น ๆ บนแม่น้ำสายเดียวกันด้วย" คริสเตียน ซาร์ฟล กล่าว

"การเร่งสร้างเขื่อนอย่างรวดเร็ว สามารถนำไปสู่ข้อผิดพลาดได้"

ในขณะที่โครงการก่อสร้างเขื่อนจำนวนมากขยายตัวไปทั่วโลก นักรณรงค์ยังคงเดินหน้านำเสนอผลกระทบที่มีต่อประชารท้องถิ่น และระบบนิเวศโดยรอบ

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ การพังทลายของเขื่อนในลาว ทำให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง

ผลสำรวจความเห็นเมื่อปี 2012 พบว่า กว่า 70% ของประชาชนที่ต้องย้ายถิ่นฐานกล่าวว่าพวกเขาประสบปัญหาความยากจน ขณะที่การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งยังพบด้วยว่า เขื่อนทำให้ประชากรปลาในลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของคนท้องถิ่นมีจำนวนลดลง

อย่างไรก็ตาม เขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำมีประโยชน์ที่ชัดเจน ในการทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากทั่วโลก ทั้งยังช่วยในเรืองกิจกรรมทางการเกษตรอีกด้วย

ชไมเออร์ อาจารย์อาวุโสประจำสถาบันการจัดการน้ำ IHE Delft เห็นว่าการที่ธนาคารโลกกลับมาให้ความสนใจและสนับสนุนการก่อสร้างเขื่อน 2 โครงการในประเทศลาวเมื่อเร็ว ๆ นี้ ยังบ่งบอกได้ชัดเจนถึงแรงสนับสนุนจากนานาชาติต่อเขื่อนที่มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ "โดยเฉพาะในบริบทของการถกเถียงกันถึงเรื่องความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม