แพทย์เตือน การโหม่งลูกฟุตบอล ส่งผลเสียต่อสมองนักกีฬาในระยะยาว

  • 9 สิงหาคม 2018
การโหม่งบอล มีผลกระทบอย่างไร Image copyright The Washington Post/Getty Images

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการบาดเจ็บทางสมองมีความเห็นว่า การโหม่งลูกฟุตบอลควรถูกจำกัดในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลอาชีพ และควรแบนการโหม่งบอลสำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

นพ. เบ็นเน็ต โอมาลู เป็นผู้คนพบโรคเนื้อเยื่อสมองเสื่อมรุนแรงเรื้อรัง หรือ Chronic traumatic encephalopathy (CTE) ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากการได้ศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนซ้ำ ๆ และส่งผลเสียในระยะยาว

"มันไม่สมเหตุสมผลที่จะควบคุมวัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงด้วยหัวของคุณ" นพ.โอมาลู กล่าว

"ผมเชื่อว่า ท้ายที่สุดแล้ว ในเกมการแข่งขันอาชีพ เราจะต้องจำกัดการโหม่งลูกบอล มันเป็นสิ่งที่อันตราย"

Image copyright Rex Features/Getty Images
คำบรรยายภาพ น็อบบี สไตล์ส นักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1966 ปัจจุบันเขามีอายุ 76 ปี และต่อสู้กับโรคอัลไซเมอร์ยาวนานกว่า 15 ปีแล้ว

ในการให้สัมภาษณ์กับรายการวิทยุของ บีบีซี เรดิโอ 5 นพ. โอมาลู กล่าวเสริมว่าผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีไม่ควรโหม่งลูกบอล

"เด็กอายุต่ำกว่า 12-14 ควรเล่นฟุตบอลที่มีการปะทะน้อยกว่า ซึ่งเราควรจะพัฒนารูปแบบดังกล่าวให้กับพวกเขา เด็กอายุ 12-18 ปี สามารถเล่นฟุตบอลได้ แต่ไม่ควรโหม่งลูกบอล"

"ผมรู้ว่านี่เป็นเรื่องยากสำหรับหลายคน แต่วิทยาศาสตร์ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เราเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา สังคมก็เปลี่ยนไป มันถึงเวลาแล้วที่เราจะเปลี่ยนวิถีปฏิบัติของเรา"

การเสียชีวิตของอดีตนักฟุตบอล

การสืบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของ เจฟฟ์ แอสเติล อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษและสโมสรเวสต์บรอมฯ ได้ข้อสรุปว่าเขาเสียชีวิตจาก สมองได้รับการกระทบกระเทือน ซึ่งเกิดจากการโหม่งลูกฟุตบอลหนังที่มีน้ำหนักมากในสมัยก่อน

เขาเสียชีวิตเมื่อปี 2004 ในวัย 72 ปี หลังจากป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์นานเกือบ 10 ปี เขาใช้เวลา 16 ปีในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ดอว์น ลูกสาวของแอสเติล ได้ออกมาเรียกร้องอีกครั้งให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างการโหม่งบอล กับโรคเนื้อเยื่อสมองเสื่อมรุนแรงเรื้อรัง

"มันคือข้อเท็จจริง เราไม่ได้แค่คิดเอาเองว่าผู้เล่นคนอื่น ๆ อาจจะเสียชีวิตด้วยโรคเดียวกับพ่อ ตอนนี้มันเป็นความจริงแล้ว" เธอกล่าว

ดอว์น ออกมาให้ความเห็นครั้งล่าสุด หลังจากการเสียชีวิตของ ร็อด เทย์เลอร์ อดีตปีกของพอร์ทสมัธ จิลลิงแฮม และบอร์นมัธ เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา หลังจากป่วยด้วยโรคเดียวกันกับพ่อของเธอ

Image copyright Corbis via Getty Images

เรเชล วอลเด็น ลูกสาวของ เทย์เลอร์ กล่าวกับบีบีซีว่า การโหม่งบอลไม่ควรถูกแบน แต่สมาคมนักฟุตบอลอาชีพ (PFA) และสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ควรออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลืออดีตนักฟุตบอลและครอบครัวของพวกเขา

"โรคสมองเสื่อมของพ่อของฉัน เป็นผลมาจากการโหม่งลูกบอล และการถูกกระแทก ... เราไม่สามารถรอจนกว่าพวกเขาเสียชีวิตแล้วค่อยช่วยเหลือ เราต้องเริ่มให้การช่วยเหลือตั้งแต่ตอนนี้" วอลเด็นกล่าว

"เราไม่ได้กล่าวโทษสโมสรที่พ่อเคยเล่นให้ เขาภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสโมสรที่เขาลงสนามให้ มันเป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนเกมฟุตบอล มันเกี่ยวกับการพยายามให้สมาคมนักฟุตบอลแสดงความรับผิดชอบต่อเหล่าสมาชิก ในเวลาที่พวกเขาต้องการอย่างมาก"

อดีตนักฟุตบอลชื่อดังหลายคน ได้ถูกวินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรคสมองเสื่อม นั่นรวมถึง นักเตะชุดแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1966 อย่าง น็อบบี สไตล์ส, มาร์ติน ปีเตอร์ส และ เรย์ วิลสัน ไปจนถึงตำนานของสโมสรลิเวอร์พูล อย่าง รอน เยตส์ และทอมมี สมิธ

โอมาลูกล่าวถึงผลจากการโหม่งบอลที่มีต่อสมองว่า "สมองของมนุษย์ลอยเหมือนกับบอลลูนภายในกระโหลกของคุณ ดังนั้นเมื่อคุณโหม่งลูกฟุตบอล สมองของคุณจึงได้รับความเสียหาย คุณสร้างความเสียหายให้กับสมองเมื่อคุณโหม่งบอลแต่ละครั้ง"

"การเล่นฟุตบอลจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับภาวะสมองบาดเจ็บเมื่อคุณมีอายุมากขึ้นรวมถึงความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมและ CTE"

ตลอดหลายปีมานี้ มีการเคลื่อนไหวหลายครั้งในแวดวงกีฬาอาชีพ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บกับศีรษะ

เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา ลีกคริกเกตของอังกฤษได้ออกกฎการเปลี่ยนตัวใหม่สำหรับผู้ได้รับการกระทบกระเทือน โดยอนุญาตให้แต่ละทีมสามารถเปลี่ยนตัวผู้เล่นที่มีความเสี่ยงได้ทันที ขณะที่ผู้นำสหภาพกีฬารักบี้ได้ประกาศแผนที่จะทำให้นักกีฬาปลอดภัยขึ้นเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม