น้ำท่วมอินเดีย : ทำอย่างไรจึงจะพยากรณ์น้ำท่วมได้อย่างแม่นยำ ?

  • 24 สิงหาคม 2018
เจ้าหน้าที่อพยพผู้หญิงหนีน้ำท่วมในรัฐเกรละ Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เหตุน้ำท่วมในรัฐเกรละทางใต้ของอินเดีย ทำให้มีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 1 ล้านคน

รัฐเกรละทางใต้ของอินเดียกำลังพยายามทำทุกทางเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านให้ฟื้นตัวจากอุทกภัย ครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 100 ปี ที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 350 คน และอีกกว่า 1 ล้านคน ต้องไร้ที่อยู่อาศัย

ในระหว่างที่ความช่วยเหลือจากนานาชาติกำลังหลั่งไหลเข้ามา เหตุการณ์ครั้งนี้ได้จุดประเด็นคำถามหลายอย่างเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งคำถามที่ว่าเหตุใดเราจึงยังไม่สามารถพยากรณ์การเกิดน้ำท่วมได้อย่างแม่นยำ ทำไมอุทกภัยที่เกิดในพื้นที่อย่างรัฐเกรละถึงรุนแรงนัก

สาเหตุของอุทกภัย

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของอินเดีย (ไอเอ็มดี) รายงานว่าปริมาณน้ำฝนในรัฐเกรละในเดือนสิงหาคมปีนี้ มีมากกว่าปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยใน เดือนสิงหาคมของหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ฝนที่ตกเพิ่มเติมช่วงฤดูร้อนในรัฐเกรละเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้น

การบริหารจัดการน้ำฝนที่ตกมากกว่าปกตินั้นทำได้โดยใช้เขื่อนกักเก็บน้ำ แต่เขื่อนหลายแห่งในรัฐเกรละมีระดับน้ำสูงตั้งแต่ก่อนต้นเดือนสิงหาคมแล้ว

อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำท่วมนั้นไม่ได้มาจากน้ำฝนเพียงอย่างเดียว

"อุทกภัยนั้นเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายอย่าง รวมทั้งปริมาณน้ำที่กักเก็บในอ่างเก็บน้ำ ความชื้นของดิน ระดับน้ำในแม่น้ำ ความแข็งแรงของเขื่อนและคันกั้นน้ำ" ดร.มริตยันเจย์ โมหะภัตรา นักวิทยาศาสตร์อาวุโสของไอเอ็มดี บอก

แผนที่ข่าวสาร

อินเดียนั้นภาคภูมิใจที่เป็นชาติชั้นนำในเรื่องการพยากรณ์อากาศของภูมิภาค การใช้ดาวเทียมและสถานีเรดาร์ที่ติดตั้งอยู่หลายแห่ง ทำให้สำนักงานอุตุนิยมวิทยา สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้นาน 5 วัน รวมทั้งยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณน้ำฝนด้วย

Image copyright Getty Images

อินเดียยังมีสถานีพยากรณ์และเฝ้าระวังระดับน้ำถึง 226 แห่ง เพื่อติดตามระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญ ๆ ทว่า การทำงานของสถานีพยากรณ์เหล่านี้ เน้นอยู่ที่เพียงระบบจัดการน้ำระดับลุ่มน้ำ 19 แห่ง แต่ไม่ได้รวมในรัฐเกรละด้วย

ปัจจัยทางภูมิศาสตร์

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐเกรละยังขนาบข้างไปด้วยภูเขา ฝนที่ตกลงมาในช่วงฤดูมรสุมสามารถแปรเปลี่ยนธารน้ำเล็ก ๆ ให้กลายเป็นกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่ สามารถพัดพาทุกสิ่งทุกอย่างให้จมหายไปได้

นอกจากนี้จุดที่ประชาชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นกับบริเวณที่ฝนตกก็อยู่ใกล้เคียงกัน ซึ่งนั่นทำให้เกิดปัญหา

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เดือนสิงหาคมปีนี้ รัฐเกรละมีปริมาณน้ำฝนสูงกว่าปริมาณเฉลี่ยของเดือนสิงหาคมปีอื่น ๆ ถึง 170 เปอร์เซ็นต์

"ในรัฐเกรละนั้นจุดรับน้ำที่อยู่ไกลที่สุด กับบริเวณที่อยู่อาศัยของชาวบ้านนั้นอยู่ห่างกันไม่มาก เมื่อมีฝนตกหนัก น้ำจะเข้าท่วมเมืองได้ในเวลา 3 ชั่วโมง ไม่มีทางที่จะเตรียมตัวได้ทัน" เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานพยากรณ์และเฝ้าระวังน้ำท่วม ซึ่งไม่ต้องการเปิดเผยนาม บอกกับบีบีซี

อย่างไรก็ดี เขาบอกด้วยว่า ขีดความสามารถในการพยากรณ์ว่าจะเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำของแมน้ำหิมาลัยนั้นดีขึ้นมาก

พูดง่าย ๆ คือว่าขีดความสามารถในการพยากรณ์การเกิดน้ำท่วมอันมีต้นกำเนิดจากระยะไกลนั้นทำได้ แต่การคาดการณ์เรื่องน้ำท่วมฉับพลัน นั้นยังเป็นปัญหา

ปัจจัยอันเกิดจากมนุษย์

นักเคลื่อนไหวในท้องถิ่นบอกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตคงน้อยกว่านี้ หากทางการดูแลควบคุมไม่ให้มีการก่อสร้างบ้านและรีสอร์ตโดยไม่ได้รับอนุญาต บนที่ราบซึ่งน้ำท่วมถึง เพราะนั่นเท่ากับเป็นการสร้างที่อยู่อาศัยบนเส้นทางน้ำท่วมโดยตรง

นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังพูดตรงกันว่า น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในรัฐเกรละ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของแม่น้ำ 44 สาย คงไม่รุนแรงเท่านี้ หากทางการค่อย ๆ ปล่อยน้ำออกจากเขื่อนต่าง ๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีการปล่อยน้ำจากเขื่อนกว่า 80 แห่ง ในสัปดาห์ที่สามของเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นจังหวะที่น้ำท่วมสูงสุด ยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลง

Image copyright Getty Images

ขาดแคลนข้อมูล

คุณภาพของข้อมูลที่รวบรวมได้นั้นแตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศ และบางประเทศไม่ได้รวบรวมข้อมูลอย่างเป็นมาตรฐาน ไม่มีระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงที่สามารถพยากรณ์ได้อย่างแม่นยำ

และแม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะเชื่อว่าหลายประเทศมีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับน้ำ อุทกวิทยาและผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ แต่ก็มักจะไม่นำข้อมูลเหล่านี้มาใช้พิจารณาเพื่อมองในภาพกว้าง

ภัยพิบัติใหญ่ ๆ ไทยพยากรณ์ไม่ค่อยผิด

ในส่วนของไทยนั้น นายสุรพงษ์ สารปะ รักษาราชการแทน ผอ.กองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การพยากรณ์อากาศ และปริมาณน้ำฝนในปัจจุบันทำได้แม่นยำกว่าเดิมซึ่งเป็นไปตามเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ประชาชนมีองค์ความรู้มากขึ้น และมีระบบเตือนภัยที่ดีขึ้น จึงทำให้การรับมือกับภัยพิบัติทำได้ดีกว่าในอดีต

"สำหรับในไทย ถ้าภัยพิบัติใหญ่ ๆ การพยากรณ์ไม่ค่อยผิด อย่างพวกพายุ ส่วนที่พยากรณ์ยากจะเป็นเหตุการณ์เฉพาะจุดในพื้นที่เล็ก ๆ และพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดภัยพิบัติมาก่อน" นายสุรพงษ์ กล่าว

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ การพยากรณ์อากาศของอินเดียและไทยทำได้ยากกว่าประเทศในเขตอบอุ่นเหนือเส้นละติจูดขึ้นไป

นายสุรพงษ์ อธิบายถึงลักษณะร่วมกันของการพยากรณ์อากาศของไทยและอินเดียว่า เป็นประเทศในโซนเขตร้อน แต่ละวันสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงน้อย ลักษณะของการเกิดฝนจะเกิดเป็นจุด ๆ ไม่ได้ครอบคลุมทั้งพื้นที่ การคาดการณ์อากาศจะทำได้ยากกว่าประเทศเขตอบอุ่นที่อยู่เหนือเส้นละติจูดขึ้นไป อย่างจีน ญี่ปุ่น และยุโรป ซึ่งอากาศเปลี่ยนแปลงมาก จึงสามารถทำนายคาดการณ์ได้มากกว่า

เขายังกล่าวอีกว่า อินเดียมีบุคลากรพยากรณ์เชี่ยวชาญกว่าในไทย ทว่าด้วยความแตกต่างของพื้นที่ที่เจริญแล้วกับพื้นที่ที่ยังเข้าไม่ถึงยังมีสูงอยู่มาก

รักษาราชการแทน ผอ.กองพยากรณ์อากาศ ยังระบุอีกว่า ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันยังไม่มีประเทศไหนพยากรณ์ปริมาณฝนที่ชัดเจนถึงขั้นระบุได้ว่า ปริมาณน้ำฝนกี่มิลลิเมตร เนื่องจากพฤติกรรมของอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป จะคาดการณ์ได้เฉพาะความมากน้อยของปริมาณฝน เช่น ฝนตกหนัก เป็นต้น

โลกรับมืออย่างไร

องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) พบว่าอุทกภัยคิดเป็นสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่งของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีการบันทึกไว้ และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 157,000 คน ในช่วงปี 1995-2015 และสร้างความเสียหายให้กับผู้คนราว 2.3 ล้านคน

ขณะนี้องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกกำลังทำงานร่วมกับประเทศต่าง ๆ กว่า 60 ประเทศทั่วโลก เพื่อสร้างเสริมทักษะการพยากรณ์การเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตปีละ 5,000 คน

โครงการนี้ต้องอาศัยข้อมูลปริมาณน้ำฝนที่เป็นปัจจุบัน และข้อมูลพยากรณ์อากาศจากดาวเทียม ซึ่งภาพจากดาวเทียมนี้จะช่วยให้หน่วยงาน พยากรณ์อากาศมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำสายต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังจะมีข้อมูลเกี่ยวกับอุณหภูมิ การไหลของน้ำ ความชื้นของดิน และอื่น ๆ ที่ชาติต่าง ๆ สามารถแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันได้ โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกหวังว่าจะพัฒนาระบบที่ว่านี้ให้ใช้การได้ภายในเวลา 6 เดือน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม