วิกฤตโรฮิงญา: จะเกิดอะไรขึ้นหลังรายงานยูเอ็นประณามเมียนมารุนแรง?

Children sit on laps in Cox's bazaar camp

ที่มาของภาพ, Getty Images

จะเกิดอะไรขึ้นหลังสหประชาชาติออกมาประณามเมียนมาอย่างรุนแรงผ่านรายงานของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงวิกฤตโรฮิงญา และชี้ว่าเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงต้องถูกสอบสวนดำเนินคดีข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรัฐยะไข่? มาดูกันว่า โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอิโมเจ็น ฟูล์คส์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำนครเจนีวา มองเรื่องนี้อย่างไร

รายงานนี้จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไร?

โจนาธาน เฮด: รายงานฉบับนี้ประณามกองทัพเมียนมาโดยใช้ถ้อยคำรุนแรงอย่างผิดปกติ โดยระบุว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการดำเนินคดีในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้น และเน้นว่าต้องเป็นการดำเนินการของนานาชาติ เพราะไม่มีทางที่จะเห็นกระบวนการเอาผิดกองทัพเมียนมา เกิดขึ้นจากภายในประเทศเอง

เราจะได้เห็นการดำเนินการทางการทูตที่แข็งขันขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และสมัชชาสหประชาชาติ ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเมียนมาปฏิเสธไม่ยอมรับรายงานโดยนานาชาติฉบับอื่น ๆ ที่พูดถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวโรฮิงญา แต่เป็นเรื่องยากที่เมียนมาจะไม่ใส่ใจรายงานฉบับนี้ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่ได้รับความเชื่อถือสามคนนำทีมรวบรวมข้อมูลโดยใช้เวลาปีกว่า

คำบรรยายวิดีโอ,

ใครเผาหมู่บ้านโรฮิงญา

รายงานฉบับนี้ยังชี้ให้เห็นว่ารายงานสืบสวนข้อเท็จจริงที่เมียนมาจัดทำขึ้นเองนั้นไร้ความหมาย ซึ่งเป็นผลให้รัฐบาลเมียนมาไม่สามารถอ้างถึงรายงานเหล่านั้นได้อีก รายงานของยูเอ็นวาดภาพผู้นำทางทหารเมียนมาว่าเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายกาจ แต่ถึงอย่างนั้นก็จะไม่มีผลต่อสภาพการณ์ภายในเมียนมาเท่าไรนัก

อิโมเจ็น ฟูล์คส์: การส่งเรื่องต่อไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ แต่มีความเป็นได้สูงที่จีนซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 สมาชิกถาวรจะใช้อำนาจในการยับยั้ง หากไม่สามารถส่งเรื่องไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศได้ คณะกรรมการสืบสวนแนะนำให้จัดตั้งคณะตุลาการอิสระขึ้นสอบสวนเช่นเดียวกับกรณีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา หรือยูโกสลาเวีย

ยูเอ็นเคยทำอย่างนี้มาก่อนหรือเปล่า?

อิโมเจ็น ฟูล์คส์: การระบุชื่อเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูง ได้แก่ พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา, พลเอกอาวุโส โซ วิน รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พลโท ออง จอ ซอ, พลตรี มอง มอง ซู, นายพลจัตวา อัง อัง และนายพลจัตวา ตัน อู เป็นสิ่งที่สหประชาชาติไม่เคยทำมาก่อน ก่อนหน้านี้ มีการสืบสวนการก่ออาชญากรรมสงครามหลายกรณีในซีเรีย แต่ก็ไม่เคย มีการเปิดเผยชื่อบุคคลระดับสูง กองทัพหรือรัฐบาลซีเรียต่อสาธารณะ

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ,

พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา และนางออง ซาน ซู จี

แต่ในกรณีของเมียนมานี้ ทีมสืบสวนเชื่อว่าการเปิดเผยชื่อผู้ที่สมควรถูกดำเนินคดีน่าจะเป็นผลดี เพราะหลังจากเผยแพร่รายงานนี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง สหภาพยุโรปก็ออกมาประกาศว่าจะหารือกันในสัปดาห์นี้และจะรับฟังรายงานจากปากคณะกรรมการสืบสวนของยูเอ็นเองอีกครั้ง นอกจากนี้ เฟซบุ๊กยังได้ลบบัญชีเฟซบุ๊กที่ข้องเกี่ยวกับผู้นำกองทัพเมียนมา ซึ่งข้อกังวลสำคัญอย่างหนึ่งของรายงานฉบับนี้คือการเผยแพร่ข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง

คณะกรรมการสืบสวนของสหประชาชาติยังได้เสนอให้คว่ำบาตรเมียนมา ขณะที่สหภาพยุโรป หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สามารถสั่งห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ทหารที่ถูกระบุชื่อเดินทาง หรือไม่ก็สั่งอายัดทรัพย์คนเหล่านั้นได้

จะมีการตัดสินลงโทษใครไหม?

อิโมเจ็น ฟูล์คส์: การลงโทษต้องอาศัยการพิจารณาคดีของศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือตุลากรอิสระที่จัดตั้งขึ้น โดยคณะกรรมการของสหประชาชาติมีหน้าที่เพียงการสืบสวนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หลักฐานจำนวนมากที่รวบรวมได้ชี้ให้เห็นว่าจะมีการลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ก็อาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายปี

โจนาธาน เฮด: ไม่น่าเป็นไปได้ที่นางอองซาน ซูจี จะถูกดำเนินคดี รายงานระบุว่า รัฐบาลไม่มีอำนาจเหนือกองทัพเมียนมา และก็ไม่มีหลักฐานว่าฝ่ายพลเรือนทราบเรื่องการโจมตีชาวโรฮิงญาล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม รายงานก็กล่าวหาเธอว่าไม่ใช้ธรรมอำนาจที่มีหยุดยั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น และยังบอกอีกว่า รัฐบาลของเธอมีส่วนในการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ห้ามไม่ให้มีทีมสืบสวนที่ไม่ขึ้นกับฝ่ายใดเข้าไปในประเทศ และยังปฏิเสธว่ากองทัพไม่ได้ทำอะไรผิด

รายงานฉบับนี้มุ่งเป้าไปที่นายทหารระดับสูงของเมียนมาที่จะต้องเป็นตัวหลักรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ผลเสียที่ย่ำแย่ที่สุดที่จะเกิดกับนาง ซู จี ก็คือเธอถูกดึงให้เข้าไปอยู่ในกลุ่มก้อนเดียวกับทหารที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติอย่างร้ายแรงที่สุด นี่ก็เป็นเพราะท่าทีของนางซู จี เองที่ยืนกรานเข้าข้างกองทัพตลอดมากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่

จริง ๆ แล้วนางซู จี อาจแสดงท่าทีสนับสนุนที่กองทัพต้องใช้กำลังตอบโต้กลุ่มติดอาวุธโรฮิงญาเมื่อปีที่แล้วได้ ในขณะเดียวกันก็ควรเปิดช่องให้มีการสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เชื่อถือได้ แต่เธอกลับไม่ทำ และนั่นทำให้ภาพลักษณ์ของเธอที่มีมลทินอยู่แล้วกลายเป็นพังครืนลง

คำบรรยายภาพ,

ในรัฐยะไข่ รายงานพบว่ามีลักษณะของการสังหารหมู่และการเนรเทศ ในลักษณะและความรุนแรงที่มีเจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

อิโมเจ็น ฟูล์คส์: สหประชาชาติอาจหวังว่ารายงานนี้จะทำให้นางออง ซาน ซูจี เข้าใจว่าหากเธอยังอยากอยู่ในอำนาจ หรืออยากจะใช้อำนาจให้เกิดประโยชน์มากกว่าที่ผ่านมา เธอต้องสนับสนุนให้มีการดำเนินคดี ขั้นตอนแรกอาจจะเป็นการตอบรับข้อเรียกร้องของคณะกรรมการสืบสวนที่ต้องการให้พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา ลาออก

เหตุใดยูเอ็นจึงไม่ค่อยใช้คำว่า "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์"?

อิโมเจ็น ฟูล์คส์: "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" เป็นลักษณะอาชญากรรมที่เฉพาะเจาะจงภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และต้องพิสูจน์ได้ว่ามีเจตนาที่จะทำการสังหารหมู่ ไม่ใช่เพียงการก่อความรุนแรงทั่ว ๆ ไป แต่เป็นการวางแผนและมีการสั่งการอย่างชัดเจนจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพให้ข่มเหง ฆ่า หรือเนรเทศกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (โดยปกติเป็นไปเพราะความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์)

ในกรณีของเมียนมา คณะกรรมการสืบสวนบอกว่ามีปัจจัย "ที่ชี้ให้เห็นถึงเจตนาที่จะกดขี่ข่มเหงในวงกว้าง การใช้คำพูดที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง โดยเฉพาะถ้อยคำบางคำของผู้บังคับบัญชา หรือของผู้ที่ลงมือกดขี่ข่มเหง มีนโยบายส่งเสริมการแบ่งแยก รวมถึงการเปลี่ยนโครงสร้างประชากรในรัฐยะไข่ใหม่ มีการวางแผนจัดการที่ชี้ว่ามีการเตรียมการเพื่อทำลาย และกระทำการอันโหดร้ายทารุณอย่างสุดขั้ว"