เรื่องน่ารู้ของ “ฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า” สะพานข้ามทะเลยาวที่สุดในโลกของจีน

  • 22 ตุลาคม 2018
Aerial view of Hong Kong-Zhuhai-Macau Bridge on June 11, 2018 in Zhuhai, Guangdong Province of China. (Photo by VCG) Image copyright Getty Images/VCG

จีนจะเปิดใช้งาน "ฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า" สะพานข้ามทะเลที่มีระยะทางยาวที่สุดในโลกวันนี้ (23 ต.ค.) โดยเป็นสะพานยาว 55 กม.ที่เชื่อมระหว่างเมืองสำคัญทางภาคใต้ของจีน คือ เกาะฮ่องกง มาเก๊า และเมืองจูไห่ ที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่ของจีนบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ล

สะพานแห่งนี้สำคัญอย่างไร?

มีรายงานว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนได้เดินทางไปเปิดสะพานแห่งนี้ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าการเดินทางของผู้นำจีนครั้งนี้เป็นการกระตุ้นความเชื่อมั่นให้ประชาชนในช่วงที่จีนกำลังทำสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็อาจมีการบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางเศรษฐกิจของจีนด้วย

โครงการนี้จะช่วยสนับสนุนเป้าหมายของประธานาธิบดีสี ในการทำให้บริเวณที่เรียกว่า Greater Bay Area ซึ่งหมายถึงอ่าวกวางตุ้ง ฮ่องกง และ มาเก๊า กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เพื่อแข่งขันกับเมืองท่าสำคัญของโลก อย่าง นครซานฟรานซิสโก นครนิวยอร์ก และกรุงโตเกียว เพราะจะช่วยย่นเวลาการเดินทางระหว่าง 3 เมืองลง

Image copyright EPA

โดยจะช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางทางบกระหว่างฮ่องกงกับเมืองจูไห่เหลือไม่ถึง 30 นาที จากเดิมที่ต้องใช้เวลานานถึง 4 ชม. และทำให้การขนส่งสินค้าจากท่าอากาศยานฮ่องกง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าที่คึกคักที่สุดในโลกไปยังจีนแผ่นดินใหญ่มีความสะดวกยิ่งขึ้น อีกทั้งยังคาดว่าจะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในแถบนี้ด้วย

รัฐบาลจีนตั้งความหวังว่า จะพัฒนาให้บริเวณ Greater Bay Area ซึ่ง ประกอบไปด้วยฮ่องกง มาเก๊า รวมทั้งอีก 9 เมืองในมณฑลกวางตุ้ง ที่มีประชากรรวมกันราว 68 ล้านคนนั้น กลายเป็นเขตเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีเหมือนกับแถบ Silicon Valley ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียนั่นเอง

สะพานแห่งนี้น่าทึ่งอย่างไร?

นี่คือความสำเร็จในการก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ สะพานแห่งนี้ใช้เวลาในการวางแผน 6 ปี และก่อสร้างนาน 8 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ อุโมงค์ยาว 6.7 กม. จะช่วยให้เรือขนส่งสินค้าแล่นผ่านไปได้ นอกจากนี้ เกาะเทียมขนาด 625 เมตรก็น่าทึ่งอยู่ไม่น้อย

โครงการนี้เป็นการรวมระหว่างสะพานข้ามทะเลและอุโมงค์ใต้ทะเล มีข้อมูลว่าเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้างครั้งนี้สามารถใช้สร้างหอไอเฟลได้ถึง 60 หอ

โครงการนี้คุ้มค่าหรือไม่?

บรรดานักวิจารณ์ ระบุว่า สะพานที่ใช้งบก่อสร้าง 4.8 หมื่นล้านหยวน (ราว 2.25 แสนล้านบาท) แห่งนี้จะเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่าการลงทุนมหาศาล เพราะจะมีค่าบำรุงรักษาไม่คุ้มค่ากับผลตอบแทนทางธุรกิจที่ได้กลับคืนมา

โดยนอกจากตัวสะพานอย่างเดียวจะใช้งบก่อสร้างอย่างน้อย ประมาณ 2.25 แสนล้านบาทซึ่งเกินงบเดิมไป 25% แล้ว ฮ่องกงยังต้องใช้งบประมาณอีกต่างหากเกือบ 490 ล้านบาทในการสร้างสิ่งปลูกสร้างและถนนเชื่อมต่อกับสะพานแห่งนี้ด้วย

นอกจากนี้ การก่อสร้างยังล่าช้าจากกำหนดเดิมที่คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2016 โดยเกิดจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานและวัสดุในการก่อสร้าง

Image copyright AFP

นายอัลเบิร์ต ไล กวง ตัก วิศวกรผู้เชี่ยวชาญของฮ่องกง ระบุว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดถูกลงโทษจากปัญหางบประมาณการก่อสร้างที่บานปลายเลย "นี่คือความล้มเหลวของระบบการเมืองเพราะรัฐบาลของเราไม่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนตามหลักประชาธิปไตย เจ้าหน้าที่รัฐจึงไม่ต้องรับผิดชอบกับการกระทำผิดใด ๆ" เขากล่าวกับบีบีซีแผนกภาษาจีน

นอกจากนี้ หลายฝ่ายมองว่า การสร้างสะพานแห่งนี้อาจเป็นอีกหนึ่งความพยายามของรัฐบาลจีนในการค่อย ๆ ลดความเป็นอิสระในการปกครองตนเองของฮ่องกงลง

ก่อนจะมีสะพานแห่งนี้ ทั้งฮ่องกง มาเก๊า ซึ่งเป็นเขตบริหารพิเศษของจีน ไม่มีพรมแดนทางบกเชื่อมต่อกับจีนแผ่นดินใหญ่ และใช้หลักการการปกครองที่เรียกว่า "หนึ่งประเทศ สองระบบ" จึงทำให้มีนโยบายว่าด้วยคนเข้าเมืองและศุลกากรของตนเอง รวมทั้งกฎจราจร ที่ขับรถชิดซ้ายแบบอังกฤษ ในขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่ขับรถชิดขวา ซึ่งทำให้เกิดความท้าทายด้านการขับขี่ยานพาหนะที่สะพานแห่งนี้

Image copyright AFP

นอกจากนี้ ยังเกิดคำถามว่าจะมีการใช้งานสะพานแห่งนี้ได้อย่างเต็มที่หรือไม่

เดิมทีทางการจีนประเมินว่าจะมียานพาหนะข้ามสะพานแห่งนี้วันละประมาณ 9,200 คัน แต่ได้ลดตัวเลขประมาณการณ์ดังกล่าวลง เพราะมีการสร้างเครือข่ายการคมนาคมขนส่งแห่งใหม่ในภูมิภาค ทำให้คาดว่ารายได้จากการเก็บค่าผ่านทางที่สะพานแห่งนี้จะลดลง

จากการประเมินของบีบีซีโดยใช้ข้อมูลจากรัฐบาลจีนพบว่าสะพานนี้จะมีรายได้จากการเก็บค่าผ่านทางปีละประมาณ 2.75 พันล้านบาท แต่ค่าบำรุงรักษาในปีแรกของสะพานแห่งนี้กลับสูงถึง 1 ใน 3 ของตัวเลขดังกล่าวแล้ว

น.ส.ทันยา ชาน ส.ส.ฮ่องกง บอกกับบีบีซีว่า "ดิฉันมั่นใจว่าจะไม่ทำเงินได้เท่ากับค่าก่อสร้างที่ฮ่องกงลงทุนไปเกือบ 490 ล้านบาท และดิฉันก็ไม่แน่ใจว่าสะพานนี้จะมีรายได้พอหรือไม่หากไม่มีรถใช้บริการมากพอ"

Image copyright AFP

สะพานนี้ปลอดภัยหรือไม่?

สะพานนี้ถูกออกแบบให้ทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวและพายุไต้ฝุ่น นอกจากนี้ ทีมวิศวกรยังสร้างเกาะเทียมขึ้น 2 เกาะในน่านน้ำบริเวณฮ่องกงและมาเก๊า

อย่างไรก็ตามชาวฮ่องกงมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของตัวสะพาน หลังมีคนหลายสิบรายถูกตั้งข้อหารับสินบนในโครงการนี้เมื่อปีที่แล้ว จากการปลอมแปลงผลการทดสอบคอนกรีตที่ใช้ในการก่อสร้าง

ภาพที่เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตเผยให้เห็นบล็อกคอนกรีตที่ใช้ดูดซับแรงคลื่นกระจัดกระจายอยู่ในทะเล ทำให้เกิดข้อกังขาเรื่องคุณภาพและความแข็งแรงทนทานของคอนกรีตดังกล่าว หนังสือพิมพ์เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ รายงานว่า ทางการจีนได้ปฏิเสธข้อกังวลด้านความปลอดภัยดังกล่าว แต่ผู้เชี่ยวชาญในฮ่องกงกลับไม่เชื่ออย่างนั้น

Image copyright HZMB.ORG
คำบรรยายภาพ ภาพบล็อกคอนกรีตที่ใช้ดูดซับแรงคลื่นกระจัดกระจายอยู่ในทะเล

นายอัลเบิร์ต ไล กวง ตัก บอกกับบีบีซีว่า ทางการฮ่องกงมีระบบการควบคุมมาตรฐานที่สูงกว่า แต่ทางการไม่ได้เข้าไปร่วมควบคุมตรวจสอบการก่อสร้างโครงการนี้เพราะเจ้าหน้าที่จีนแผ่นดินใหญ่เป็นผู้ควบคุมดำเนินการเป็นหลัก

การรวบรวมข้อมูลของบีบีซีพบว่า ที่ผ่านมา มีข่าวว่า คนงานก่อสร้างโครงการนี้เสียชีวิตไป 18 ราย และบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน จากความผิดพลาดในการใช้เครื่องจักรหรือไม่ก็พลัดตกลงไปในทะเล

นอกจากนี้ ยังพบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชี้ว่าโครงการก่อสร้างนี้ ซึ่งมีการถมทะเลสร้างเกาะเทียมอาจทำลายระบบนิเวศทางทะเลในแถบดังกล่าว

หนึ่งในดัชนีชี้วัดเรื่องนี้คือการที่ โลมาขาวเทา หรือ โลมาเผือก (Chinese white dolphin) ซึ่งอยู่ในบัญชีแดงไอยูซีเอ็นของสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์กำลังหายไป

องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) สาขาฮ่องกงระบุว่า จากการสังเกตจำนวนโลมาขาวเทาในทะเลแถบฮ่องกงพบว่ามีจำนวนลดลงจาก 148 ตัว มาอยู่ที่ 47 ตัวในช่วง10 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันได้หายไปจากบริเวณสะพานแห่งนี้แล้ว ซึ่ง WWF แสดงความกังวลว่าโครงการนี้จะสร้างความเสียหายอย่างถาวรให้ทะเลแถบนี้ และอาจทำให้ประชากรโลมาขาวเทาไม่เพิ่มจำนวนขึ้นอีกเลย

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ปัจจุบันไม่พบโลมาขาวเทาในทะเลแถบที่มีการก่อสร้างสะพานฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า อีกแล้ว

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม