ซีเรีย: เปิดหลักฐานผู้นำประเทศใช้อาวุธเคมีสังหารประชาชน

  • 21 ธันวาคม 2018
Image copyright EPA

หลังสงครามกลางเมืองที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงในซีเรียดำเนินไปนาน 7 ปี ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 350,000 คน ขณะนี้ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด ใกล้จะคว้าชัยเหนือกองกำลังฝ่ายต่อต้านที่พยายามโค่นอำนาจเขา

ทว่านายอัสซาดใกล้จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามปราชัยในสงครามกลางเมืองอันโหดเหี้ยมอำมหิตและนองเลือดนี้ได้อย่างไร

รายงานข่าวสืบสวนสอบสวนร่วมกันระหว่างบีบีซี พานอรามา และ บีบีซีแผนกภาษาอารบิก เผยให้เห็น เป็นครั้งแรกว่าอาวุธเคมีถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในยุทธศาสตร์การรบที่จะทำให้ได้ชัยชนะครั้งนี้

จุดที่มีการใช้อาวุธเคมีโจมตีในซีเรียระหว่างปี 2014-2018

แตะหรือคลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ที่มา: การตรวจสอบของ บีบีซี พานอรามา และ บีบีซี อารบิก แผนที่สร้างด้วยซอฟต์แวร์คาร์โต

1. มีการใช้อาวุธเคมีในวงกว้าง

บีบีซีมั่นใจว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะบอกได้ว่ามีการโจมตีด้วยอาวุธเคมีอย่างน้อย 106 ครั้งในซีเรีย นับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2013 ซึ่งเป็นช่วงที่ประธานาธิบดีอัสซาดได้ลงนามในอนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention--CWC) ระหว่างประเทศ และตกลงว่าจะทำลายคลังอาวุธเคมีของซีเรีย

ซีเรียให้สัตยาบันต่อ CWC หนึ่งเดือนหลังจากเกิดการโจมตีด้วยอาวุธเคมีในเขตชานเมืองของกรุงดามัสกัส มีการใช้ก๊าซพิษซารินซึ่งมีผลทำลายประสาท ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน ภาพที่น่าสยดสองของเหยื่อที่ทุรนทุรายจากสารเคมีสร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก ชาติมหาอำนาจ ตะวันตกระบุว่าผู้ที่สามารถโจมตีดังกล่าวได้ มีเพียงฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น แต่นายอัสซาด กล่าวหาว่า เป็นฝีมือของฝ่ายต่อต้าน

สหรัฐฯ ขู่จะใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อตอบโต้ แต่ก็มีท่าทีที่อ่อนลง เมื่อรัสเซียซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของนายอัสซาดโน้มน้าวให้เขากำจัดคลังอาวุธเคมี แม้ว่าองค์การห้ามอาวุธเคมี (Organisation for the Prohibition of Chemical Weapons--OPCW) และองค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ทำลายอาวุธเคมีน้ำหนักรวม 1,300 ตัน ที่รัฐบาลซีเรียสำแดงไปแล้ว แต่การโจมตีด้วยอาวุธเคมีก็ยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องในซีเรีย

อาบู จาฟาร์ ชาวเมืองอเลปโป ซึ่งเป็นพื้นที่ยึดครองของฝ่ายต่อต้านก่อนที่จะตกอยู่ภายใต้การควบคุม ของกองกำลังรัฐบาลในปี 2016 กล่าวว่า "การใช้อาวุธเคมีโจมตีเป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง การทิ้งระเบิดหรือใช้ขีปนาวุธโจมตีทำให้ตายทันทีโดยไม่ทันจะได้รู้สึกตัว...แต่สารเคมีทำให้คนหายใจไม่ออก ค่อย ๆ ตาย เหมือนกับคนจมน้ำที่ค่อย ๆ ขาดออกซิเจน มันน่าสยดสยองจริง ๆ"

ทว่านายอัสซาด ยังคงยืนกรานว่า กองกำลังของเขาไม่เคยใช้อาวุธเคมีใด ๆ

"เราไม่มีคลังอาวุธเคมี นับตั้งแต่เรายอมทำลายมันไปในปี 2013" เขากล่าวในปีนี้

"[OPCW] ได้สอบสวนเรื่องนี้แล้ว และเป็นที่ชัดเจนว่าเราไม่มีอาวุธเคมี"

อาวุธเคมี คืออะไร?

OPCW ซึ่งเป็นองค์กรเฝ้าระวังและตรวจสอบการใช้อาวุธเคมีทั่วโลก ระบุว่า อาวุธเคมี คือ สารเคมีที่ถูกใช้เพื่อทำให้เสียชีวิตอย่างจงใจ หรือทำให้เกิดอันตรายจากคุณสมบัติที่เป็นพิษของมัน

การใช้อาวุธเคมีเป็นเรื่องต้องห้ามภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะใช้ต่อเป้าหมายที่เป็นทหารหรือไม่ก็ตาม โดยธรรมชาติแล้วอาวุธนี้ส่งผลกระทบโดยไม่เลือกหน้า และถูกออกแบบมาเพื่อทำให้เกิดความทุกข์ทรมานและการบาดเจ็บมากมายอย่างไม่จำเป็น

นับตั้งแต่ปี 2014 คณะทำงานค้นหาความจริง (Fact-Finding Mission--FFM)ของ OPCW ในซีเรีย และกลไกการสอบสวนร่วมกัน (Joint Investigative Mechanism--JIM)ระหว่าง OPCW และ UN ซึ่งถูกยุบไปแล้ว ได้ตรวจสอบข้อกล่าวหาหลายข้อเกี่ยวกับการใช้สารเคมีที่เป็นพิษเพื่อตอบโต้ในซีเรีย

เจ้าหน้าที่จากทั้งสองหน่วยงานนี้ระบุว่า มี 37 เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องหรือน่าจะเกี่ยวข้องกับการใช้สารเคมีเป็นอาวุธ ระหว่างเดือนก.ย. 2013 ถึงเดือนเม.ย. 2018

คณะกรรมการไต่สวนอิสระระหว่างประเทศ (Independent International Commission of Inquiry--COI)ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council)เกี่ยวกับเหตุการณ์ในซีเรีย และหน่วยงานที่ร่วมมือกับ UN หลายหน่วยงาน ได้สรุปว่า มีเหตุผลที่หนักแน่นในการเชื่อได้ว่า มีการใช้อาวุธเคมีใน 18 เหตุการณ์

พานอรามา และ บีบีซี อารบิก ได้ตรวจสอบรายงานการโจมตีด้วยอาวุธเคมี 164 ฉบับ ที่ถูกกล่าวหาว่าเกิดขึ้นในซีเรียตั้งแต่ซีเรียลงนามใน CWC เมื่อกว่า 5 ปีก่อน

ทีมงานของบีบีซี ยืนยันว่า มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือที่ทำให้มั่นใจได้ว่า มีการใช้อาวุธเคมีในการโจมตี 106 ครั้ง จาก 164 ครั้ง

ขณะที่การโจมตีเหล่านี้กลายเป็นข่าวใหญ่เพียงไม่กี่ครั้ง ข้อมูลนี้ระบุถึง รูปแบบที่ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก และอาวุธเคมีที่ถูกใช้มาโดยตลอด

จูเลียน ทันเกเร หัวหน้าภารกิจ OPCW ในซีเรีย กล่าวว่า "การใช้อาวุธเคมี ทำให้เกิดผลบางอย่าง ที่พวกเขา [กองกำลังฝ่ายรัฐบาล] เชื่อว่า คุ้มค่าที่จะเสี่ยง และในเวลาต่อมา [อาวุธเคมี] ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า คุ้มค่าที่เสี่ยง เพราะพวกเขาใช้มันอย่างต่อเนื่อง ซ้ำแล้วซ้ำอีก"

คาเรน เพียร์ซ ผู้แทนถาวรของสหราชอาณาจักรประจำ UN ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ เรียกการใช้อาวุธเคมีในซีเรียว่า "ชั่วร้าย"

"ไม่เพียงผลลัพธ์ที่น่าสยดสยองเท่านั้น แต่อาวุธเคมีเหล่านี้ถูกห้ามใช้มานานเกือบร้อยปีแล้ว" เธอกล่าว

เกี่ยวกับข้อมูล

ทีมงานของ บีบีซี พิจารณารายงานการโจมตีด้วยอาวุธเคมี 164 ครั้ง นับตั้งแต่เดือนก.ย. 2013 เป็นต้นมา

รายงานเหล่านี้มาจากหลายแหล่งที่ถือว่าไม่มีอคติและไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ มีทั้งองค์กรระหว่างประเทศ, กลุ่มสิทธิมนุษยชน, องค์กรการแพทย์ และสถาบันวิจัย

ควบคู่ไปกับการสอบสวนของ UN และ OPCW นักวิจัยของบีบีซี ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากนักวิเคราะห์อิสระหลายคน ยังได้ศึกษารายงานการโจมตีแต่ละครั้งจากข้อมูลแบบโอเพน ซอร์ซ (open source data) ที่เข้าถึงได้ รวมถึงคำให้การของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และเหยื่อ ภาพถ่ายและวิดีโอ

ทีมงานของบีบีซีได้ให้นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบวิธีการที่บีบีซีใช้ด้วย

นักวิจัยของบีบีซี ได้ตัดเหตุการณ์ที่มีแหล่งข่าวเพียงแหล่งเดียว หรือเหตุการณ์ที่เห็นว่ามีหลักฐานไม่เพียงพอออกไป และได้ข้อสรุปว่า มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือมากพอในการที่จะยืนยันว่ามีการใช้อาวุธเคมีในการโจมตี 106 ครั้ง

ทีมงานของบีบีซีไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปบันทึกภาพในซีเรีย และไม่สามารถไปยังจุดที่มีรายงานการเกิดเหตุได้ ดังนั้นจึงไม่สามารถตรวจสอบหลักฐานได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม พวกเขาได้ชั่งน้ำหนักของความหนักแน่นของหลักฐานในแต่ละกรณี รวมถึงภาพวิดีโอและภาพนิ่งจากแต่ละเหตุการณ์ รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่และเวลา

ข้อมูลของบีบีซี แสดงให้เห็นว่า จำนวนรายงานการโจมตีสูงสุดเกิดขึ้นในจังหวัดอิดลิบทางตะวันตกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ยังมีการโจมตีอีกหลายครั้งเกิดขึ้นในจังหวัดฮามา และอเลปโป ที่อยู่ติดกับจังหวัดอิดลิบ และภูมิภาคอีสเทิร์น กูตา ที่อยู่ใกล้กับกรุงดามัสกัสด้วย

พื้นที่เหล่านี้เคยเป็นฐานที่มั่นของฝ่ายต่อต้านหลายช่วงเวลาในช่วงที่เกิดสงคราม

สถานที่ที่มีรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการโจมตีด้วยอาวุธเคมีมากที่สุดอยู่ในเมืองคัฟร์ ซีตา ในจังหวัดฮามา และเมืองดูมา ในอีสเทิร์น กูตา

มีการสู้รบกันเกิดขึ้นหลายครั้งในทั้งสองเมืองนี้ ระหว่างนักรบของฝ่ายต่อต้านและกองกำลังของรัฐบาล

จากรายงานที่มีอยู่พบว่า การโจมตีที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดเกิดขึ้นในเมืองข่าน เชคุน ในจังหวัดอิดลิบ เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2017 เจ้าหน้าที่ที่ดูแลด้านการแพทย์ของฝ่ายต่อต้านระบุว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 80 คนในวันนั้น

แม้ว่าอาวุธเคมีมีอันตรายถึงชีวิต ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของ UN ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การโจมตีส่วนใหญ่ที่พลเรือนเสียชีวิตและพิการนั้นเป็นการใช้อาวุธธรรมดาที่มีอยู่อย่างผิดกฎหมาย อย่าง ระเบิดลูกปราย และอาวุธระเบิดในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น

2. หลักฐานบ่งชี้ว่าเป็นฝีมือของรัฐบาลซีเรียในหลายเหตุการณ์

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจากภารกิจร่วมระหว่าง OPCW และ UN ประกาศในเดือนมิ.ย. 2014 ว่า พวกเขาได้กำจัดหรือทำลายวัตถุอาวุธเคมีที่ซีเรียเปิดเผยทั้งหมดแล้ว พร้อมกับทำข้อตกลงที่มีสหรัฐฯ และรัสเซีย เป็นตัวกลาง หลังจากเกิดเหตุโจมตีด้วยแก๊สซารินในปี 2013

นายทันเกเร หนึ่งในเจ้าหน้าที่ตรวจสอบของ OPCW กล่าวว่า "ทุกอย่างที่เรารู้ว่ามีอยู่ที่นั่น ได้ถูกกำจัดหรือไม่ก็ถูกทำลายทิ้งแล้ว"

แต่เขาชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่ตรวจสอบมีเพียงข้อมูลที่พวกเขาได้รับเท่านั้น

"สิ่งที่เราทำได้ก็คือ การตรวจสอบสิ่งที่เราได้รับแจ้งว่ามีอยู่ที่นั่น" เขากล่าว "เรื่องของอนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี อยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจกัน"

ทาง OPCW ระบุว่าทางคณะเจ้าหน้าที่ของ OPCW กำลังพยายามแก้ไขปัญหาในสิ่งที่เรียกว่า "ช่องว่าง, ความไม่สอดคล้องกัน และความคลาดเคลื่อน" ในการเปิดเผยอาวุธเคมีของซีเรีย

ในเดือนก.ค. 2018 อาห์เหม็ต อูซุมจู ผู้อำนวยการในขณะนั้นของ OPCW กล่าวต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติว่า ทีมงาน "กำลังพยายามอย่างต่อเนื่องในการทำให้ปัญหาที่สำคัญต่าง ๆ มีความกระจ่างขึ้น"

แม้ว่าจะมีการประกาศในเดือนมิ.ย. 2014 ว่า อาวุธเคมีที่ทางการซีเรียเปิดเผยได้ถูกกำจัดหรือไม่ก็ถูกทำลายไปแล้ว แต่ก็ยังมีรายงานการโจมตีด้วยอาวุธเคมีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ เด็กและผู้ใหญ่ชาวซีเรียกำลังรับการรักษา หลังเกิดเหตุโจมตีที่คาดว่ามีการใช้อาวุธเคมีใน อีสเทิร์น กูตา

อับดุล ฮามิด ยูเซฟ เสียภรรยา, ลูกแฝดวัย 11 เดือน, น้องชาย 2 คน, ญาติและเพื่อนบ้านอีกหลายคน จากการโจมตีในเมืองข่าน เชคุน เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2017

เขาเล่าถึงเหตุการณ์บริเวณนอกบ้านเขาว่า เขาเห็นเพื่อนบ้านและคนในครอบครัวจู่ ๆ ก็ล้มลงบนพื้น

"พวกเขาตัวสั่น และมีฟองออกมาจากปาก" เขากล่าว "มันน่ากลัวมาก ทำให้ผมรู้ว่า มันคือการโจมตีด้วยอาวุธเคมี"

หลังจากหมดสติและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล เมื่อรู้สึกตัว เขาถามหาภรรยาและลูก

"หลังจากนั้นราว 15 นาที พวกเขาก็พาภรรยาและลูกมาให้ผม พวกเขาตายแล้ว ผมสูญเสียคนที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตผมไป"

คำบรรยายภาพ อับดุล ฮามิด ยูเซฟ เสียลูกแฝดวัย 11 เดือน จากการโจมตีด้วยอาวุธเคมี

ภารกิจการสอบสวนร่วมกันของ OPCW และ UN ได้ข้อสรุปว่า คนจำนวนมากสัมผัสกับซารินในวันนั้น

ซาริน ถือว่าอันตรายกว่าไซยาไนด์ 20 เท่า เช่นเดียวกับสารทำลายประสาททุกประเภท ซาริน จะไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ทำให้การส่งสัญญาณไม่ทำงาน เซลล์ประสาทของมนุษย์จึงถูกทำลาย หัวใจและกล้ามเนื้อ รวมถึงอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการหายใจหดเกร็ง การสัมผัสกับซารินปริมาณมากอาจนำไปสู่การเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจภายในไม่กี่นาที

JIM ระบุด้วยว่า มีความมั่นใจว่า การปล่อยซารินในเมืองข่าน เชคุน เป็นฝีมือของรัฐบาลซีเรีย โดยมีการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดใส่เมือง

ภาพเหตุการณ์จากเมืองข่าน เชคุน ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สั่งให้ยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพของกองทัพอากาศซีเรีย ซึ่งชาติมหาอำนาจตะวันตกเชื่อว่าเป็นจุดที่เครื่องบินลำดังกล่าวบินขึ้น

ประธานาธิบดีอัสซาด กล่าวว่า เหตุการณ์ในเมืองข่าน เชคุน เป็นการสร้างเรื่อง ส่วนรัสเซียระบุว่า กองทัพอากาศซีเรียทิ้งระเบิดใส่ "คลังกระสุนของกลุ่มก่อการร้าย" ที่เต็มไปด้วยอาวุธเคมี จึงทำให้กลุ่มแก๊สพิษรั่วไหลออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

แต่สเตฟาน มอกึล สมาชิกของทีม OPCW ที่สอบสวนการโจมตี กล่าวว่า เขาพบหลักฐานว่า ซารินที่ถูกใช้ในเมืองข่าน เชคุน เป็นของรัฐบาลซีเรีย

เขากล่าวว่า ซารินที่ถูกใช้ในเมืองข่าน เชคุน "เข้ากันได้อย่างชัดเจน" กับตัวอย่างซารินที่ทีม OPCW นำกลับมาจากซีเรียในปี 2014 ในช่วงที่มีการกำจัดคลังอาวุธเคมีของซีเรีย

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ เจ้าหน้าที่สอบสวนสรุปว่า คนจำนวนมากสัมผัสกับแก๊สพิษซารินซึ่งเป็นสารทำลายประสาท หรือสารที่คล้ายคลึงกับแก๊สซารินในเมืองข่าน เชคุน

รายงานของ JIM ระบุว่า ซารินที่พบในตัวอย่างซึ่งนำมาจากเมืองข่าน เชคุน น่าจะถูกผลิตขึ้นจากสารเคมีตั้งต้น เมทิลฟอสโฟนิล ไดฟลูออไรด์ (methylphosphonyl difluoride--DF) จากคลังอาวุธเคมีที่มีอยู่เดิมของซีเรีย

นายมอกึล กล่าว "นั่นหมายความว่า ไม่ใช่ทุกอย่างที่ถูกทำลายทิ้ง"

นายทันเกเร ซึ่งควบคุมการกำจัดคลังอาวุธเคมีของซีเรียของ OPCW กล่าวว่า "ผมสันนิษฐานได้แต่เพียงว่า วัตถุนั้น ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของอาวุธเคมีที่ถูกเปิดเผย และไม่ได้อยู่ในจุดที่พวกเราทำลาย"

"ความจริงคือ ภายในขอบเขตอำนาจของเรา สิ่งที่เราทำได้ก็คือ การตรวจสอบสิ่งที่เราได้รับแจ้งว่ามีอยู่ตรงนั้น มีกระบวนการแยกต่างหากในการสอบสวนช่องโหว่ที่เป็นไปได้ของการเปิดเผยอาวุธ"

แล้วรายงานการโจมตีอีก 105 ครั้งที่ทีมงานบีบีซี ระบุจุดไว้ในแผนที่ล่ะ ใครที่คาดว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีเหล่านั้น

JIM สรุปว่า การโจมตีสองครั้งที่ใช้สารซัลเฟอร์มัสตาร์ด เป็นฝีมือของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม หรือ IS จากข้อมูลของบีบีซี มีหลักฐานที่ระบุว่า กลุ่ม IS ก่อเหตุโจมตีอีก 3 ครั้งด้วย

จนถึงปัจจุบัน JIM และ OPCW ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า กลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้านกลุ่มใดบ้าง นอกเหนือจาก IS ที่ก่อเหตุโจมตี นอกจากนี้ การสืบสวนสอบสวนของบีบีซี ก็ไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อถือที่มีข้อสรุปอื่นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลซีเรีย และรัสเซีย กล่าวหานักรบของฝ่ายต่อต้านว่าใช้อาวุธเคมี ในหลายโอกาส และได้รายงานไปยัง OPCW ซึ่งสอบสวนข้อกล่าวหาดังกล่าว กลุ่มย่อยของฝ่ายต่อต้านได้ปฏิเสธการใช้อาวุธเคมี

หลักฐานที่หามาได้ รวมถึงภาพวิดีโอ, ภาพนิ่ง และคำให้การของพยาน ระบุว่า รายงานการโจมตีอย่างน้อย 51 ครั้ง จาก 106 ครั้ง มาจากทางอากาศ โดย บีบีซี เชื่อว่า การโจมตีจากทางอากาศทุกครั้ง เป็นฝีมือของกองกำลังฝ่ายรัฐบาล

แม้ว่าเครื่องบินรัสเซียได้ร่วมโจมตีหลายพันรอบ เพื่อสนับสนุนนายอัสซาดตั้งแต่ปี 2015 ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติที่อยู่ในคณะกรรมการไต่สวน ได้ระบุว่า ไม่มีข้อบ่งชี้ว่า กองกำลังของรัสเซียเคยใช้อาวุธเคมีในซีเรีย

เช่นเดียวกัน OPCW ก็ไม่พบหลักฐานว่า กลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้านมีขีดความสามารถในการก่อเหตุโจมตีทางอากาศในเหตุการณ์ที่ทาง OPCW สอบสวน

โทบีแอส ชไนเดอร์ จากสถาบันนโยบายสาธารณะโลก (Global Public Policy Institute) พยายามพิสูจน์ว่า ฝ่ายต่อต้านสามารถใช้อาวุธเคมีโจมตีทางอากาศได้หรือไม่ ผลสอบสวนคือ พวกฝ่ายต่อต้านไม่มีความสามารถทำได้ "รัฐบาลอัสซาดเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถปล่อยอาวุธเคมีทางอากาศได้"

ดร. ลีนา คาทิบ หัวหน้าของโครงการตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ที่ชาทัม เฮาส์ (Chatham House) กล่าวว่า "การโจมตีด้วยอาวุธเคมีส่วนใหญ่ที่เราเห็นในซีเรีย ดูเหมือนจะมีรูปแบบที่บ่งบอกว่า เป็นฝีมือของรัฐบาลและพันธมิตร ไม่ใช่กลุ่มอื่น ๆ ในซีเรีย"

เธอกล่าวว่า "บางครั้ง รัฐบาลใช้อาวุธเคมี เมื่อไม่มีขีดความสามารถทางทหารในการยึดพื้นที่กลับคืนมาด้วยการใช้อาวุธปกติ"

ซารินถูกใช้ในการโจมตีที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในจำนวนการโจมตี 106 ครั้ง โดยเกิดขึ้นที่เมืองข่าน เชคุน แต่จากหลักฐานที่มี พบว่า สารเคมีที่เป็นพิษที่ถูกใช้บ่อยที่สุดได้แก่ คลอรีน

คลอรีน เป็นสารเคมีที่ได้ชื่อว่า "ใช้ได้ทั้งทางพลเรือนและทางการทหาร" โดยมันถูกใช้อย่างสันติและถูกต้องชอบธรรมในทางพลเรือนหลายอย่าง แต่ CWC ห้ามใช้เป็นอาวุธ

จากข้อมูลของบีบีซี คาดว่า คลอรีน ถูกใช้ในรายงานการโจมตี 79 จาก 106 ครั้ง OPCW และ JIM ชี้ว่า น่าจะมีการใช้คลอรีนเป็นอาวุธในการโจมตีที่ทั้งสองหน่วยงานสอบสวนอยู่ 15 กรณี

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า มันเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะพิสูจน์การใช้คลอรีนในการโจมตี เพราะมันระเหยและกระจายตัวไปอย่างรวดเร็ว

นายทันเกเร อดีตเจ้าหน้าที่ตรวจสอบของ OPCW "ถ้าคุณไปที่จุดที่มีการโจมตีด้วยคลอรีนเกิดขึ้น, แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้หลักฐานมาจากสภาพแวดล้อมนั้น ถ้าคุณไม่ได้ไปถึงอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น"

"ด้วยเหตุนี้ ด้วยคุณสมบัติที่เหมาะแก่การใช้งาน จึงทำให้แทบไม่มีหลักฐานทิ้งไว้เบื้องหลัง คุณคงรู้ได้ว่า ทำไมมันถึงถูกใช้หลายต่อหลายครั้ง"

3. การใช้อาวุธเคมีดูเหมือนจะเป็นกลยุทธ์

เมื่อพิจารณาจากเวลาและสถานที่ของรายงานการโจมตีด้วยอาวุธเคมี 106 ครั้ง ดูเหมือนว่า เราพบการโจมตีที่เป็นรูปแบบเดียวกัน

รายงานการโจมตีหลายครั้ง เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งในและโดยรอบพื้นที่เดียวกัน และในช่วงเวลาเดียวกัน โดยตรงกับช่วงที่รัฐบาลกำลังบุกโจมตีทั้งใน ฮามาและอิดลิบ ในปี 2014, ใน อิดลิบ ปี 2015, ใน อเลปโป ปลายปี 2016 และใน อีสเทิร์น กูตา ช่วงต้นปี 2018

"อาวุธเคมีหลายอย่างถูกใช้เมื่อรัฐบาลต้องการส่งสัญญาณไปยังประชาชนในพื้นที่ว่า รัฐบาลไม่ต้องการให้พวกเขาอยู่ในพื้นที่" ดร. คาทิบ จากชาทัม เฮาส์ กล่าว

"นอกจากอาวุธเคมีซึ่งเป็นการลงโทษขั้นสุดท้าย และทำให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นในหมู่ประชาชน พวกมันยังมีราคาถูกและสะดวกสำหรับรัฐบาล ในช่วงที่ขีดความสามารถทางทหารลดลง เพราะการสู้รบ" ที่ยืดเยื้อ

"ไม่มีอะไรที่ทำให้คนกลัวมากไปกว่าอาวุธเคมี หลังการใช้อาวุธเคมีทุกครั้ง ชาวเมืองก็หนีออกจากพื้นที่เหล่านั้นแล้ว แล้วมักไม่กลับมาอีก"

อเลปโป เป็นเมืองที่มีการต่อสู้แย่งชิงกันนานหลายปี ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการใช้กลยุทธ์เช่นนั้น

นักรบของฝ่ายต่อต้าน และพลเรือนติดอยู่ในวงล้อมทางตะวันออก ขณะที่รัฐบาลเดินหน้าบุกครั้งสุดท้ายเพื่อเข้าควบคุมเมืองนี้อย่างเต็มที่

คำบรรยายภาพ ครอบครัวชาวซีเรียหลายครอบครัวทำหน้ากากป้องกันด้วยตัวเอง

ตอนแรก พื้นที่ที่ฝ่ายต่อต้านยึดครองอยู่หลายพื้นที่ถูกทิ้งถล่มอย่างหนักด้วยอาวุธปกติก่อน จากนั้นจึงมีรายงานการโจมตีด้วยอาวุธเคมีเกิดขึ้นหลายระลอก ซึ่งมีรายงานว่า ทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายหลายร้อยคน อเลปโปจึงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลในเวลาอันรวดเร็ว และผู้คนก็อพยพหนีไปยังพื้นที่อื่นที่ฝ่ายต่อต้านยึดครอง

ดร. คาทิบ กล่าวว่า "รูปแบบที่เราพบเห็นนี้คือ แบบเดียวกับที่รัฐบาลใช้อาวุธเคมีในหลายพื้นที่ที่ถูกมองว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ตามเป้าหมายของตัวเอง"

"ขั้นสุดท้ายของการยึดคืนพื้นที่เหล่านี้กลับมา ดูเหมือนว่า การใช้อาวุธเคมีจะเป็นเพียงการทำให้ประชาชนในพื้นที่หนีออกไปเท่านั้น"

ช่วงปลายเดือนพ.ย. ถึงเดือนธ.ค. 2016 ช่วงสัปดาห์ท้าย ๆ ของการโจมตีของรัฐบาลบริเวณพื้นที่ทางตะวันออกของอเลปโป มีรายงานการโจมตีด้วยอาวุธเคมี 11 ครั้ง ในจำนวนนี้ 5 ครั้ง เกิดขึ้นในช่วงการโจมตี 2 วันสุดท้าย ก่อนที่นักรบฝ่ายต่อต้านและผู้สนับสนุนจะยอมแพ้ และยอมอพยพออกไปจากพื้นที่

อาบู จาฟาร์ ซึ่งทำงานเป็นนักวิทยาศาสตร์นิติเวชศาสตร์ให้กับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย อยู่ในอเลปโปช่วงวันท้าย ๆ ของการถูกปิดล้อม เขาตรวจสอบศพของเหยื่อหลายคนที่คาดว่าถูกโจมตีด้วยอาวุธเคมี

"ผมไปที่ห้องเก็บศพ และได้กลิ่นคลอรีนรุนแรงฟุ้งออกมาจากศพ" เขาเล่า "ตอนผมตรวจดูศพเหล่านั้น ผมเห็นร่องรอยที่ชัดเจนของการขาดอากาศหายใจจากคลอรีน"

เขาบอกว่า การใช้คลอรีนทำให้เกิดผลกระทบที่เลวร้าย

"แก๊สนี้ทำให้คนหายใจไม่ออก ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและหวาดกลัว" เขากล่าว "มีเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์หลายลำบินอยู่บนท้องฟ้าอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีการยิงปืนใหญ่ แต่สิ่งที่ทำให้เกิดผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดก็คือ อาวุธเคมี"

เมื่อคลอรีนในรูปของเหลวถูกปล่อยออกมา มันจะกลายเป็นแก๊สอย่างรวดเร็ว แก๊สนี้หนักกว่าอากาศ และจะสะสมอยู่บริเวณพื้นดิน ผู้คนที่หลบซ่อนอยู่ในห้องใต้ดิน หรือหลุมหลบระเบิดใต้ดิน จึงเสี่ยงเผชิญกับแก๊สนี้

เมื่อคลอรีนสัมผัสกับเนื้อเยื่อที่มีความชื้น อย่างดวงตา, คอ, และปอด จะเกิดกรดขึ้น และกรดจะทำลายเนื้อเยื่อเหล่านั้น เมื่อสูดเข้าไป คลอรีนจะทำให้ถุงลมในปอดปล่อยของเหลวออกมา ทำให้รู้สึกเหมือนกับคนจมน้ำ

อาบู จาฟาร์ กล่าวว่า "ถ้าพวกเขาขึ้นไป ก็จะถูกระเบิดจากขีปนาวุธ ถ้าลงไป ก็จะตายเพราะคลอรีน ผู้คนจึงแตกตื่นมาก"

รัฐบาลซีเรีย ระบุว่า ไม่เคยใช้คลอรีนเป็นอาวุธ ข้อมูลของบีบีซี ระบุว่า รายงานการโจมตีทั้ง 11 ครั้งในอเลปโปมาจากทางอากาศ และเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ฝ่ายต่อต้านยึดครอง

หลายองค์กรที่อยู่ในพื้นที่ระบุว่า พลเรือนมากกว่า 120,000 คน ออกจากอเลปโปในช่วงสัปดาห์ท้าย ๆ ของการต่อสู้แย่งชิงเมือง ถือเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามกลางเมือง

รายงานการใช้อาวุธเคมีในรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน ยังถูกพบจากข้อมูลที่มาจากอีสเทิร์น กูตา ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของฝ่ายต่อต้านใกล้กับกรุงดามัสกัส

มีรายงานการโจมตีหลายครั้งในเมืองหลายแห่งที่ฝ่ายต่อต้านยึดครองอยู่ในภูมิภาคนี้ระหว่างเดือนม.ค. ถึงเม.ย. 2018

แผนที่แสดงให้เห็นว่าการโจมตีเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ฝ่ายต่อต้านสูญเสียดินแดนที่ยึดครองอยู่

ดูมา ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในอีสเทิร์น กูตา เป็นเป้าของรายงานการโจมตีด้วยอาวุธเคมี 4 ครั้ง ในช่วงเวลา 4 เดือน ขณะที่กองกำลังสนับสนุนรัฐบาลระดมการถล่มทางอากาศอย่างหนัก ก่อนที่จะเริ่มการบุกภาคพื้นดิน

เหตุการณ์สุดท้ายและเป็นเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและเจ้าหน้าที่การแพทย์ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 เม.ย. ขณะที่มีรายงานว่า ถังแก๊สที่ใช้ในอุตสาหกรรมสีเหลือง ถูกทิ้งลงมายังระเบียบของแฟลตแห่งหนึ่ง จากนั้นฝ่ายต่อต้านก็ยอมแพ้ในวันต่อมา

คลิปวิดีโอที่นักเคลื่อนไหวสนับสนุนฝ่ายต่อต้านเผยแพร่ เผยให้เห็นสิ่งที่พวกเขาบอกว่า เป็นศพของเด็ก, ผู้หญิง และผู้ชาย รวมมากกว่า 30 คน ที่หลบภัยอยู่ที่ชั้นล่างของแฟลต

ยัสเซอร์ อัล-โดมานี นักเคลื่อนไหว ซึ่งเข้าไปที่จุดเกิดเหตุในคืนวันนั้น กล่าวว่า ผู้เสียชีวิตต่างมีฟองอยู่รอบปาก และดูเหมือนจะมีรอยไหม้จากสารเคมี

คลิปวิดีโออีกคลิปหนึ่งจากอาคารที่อยู่ใกล้เคียง เผยให้เห็นศพของเด็ก ๆ กลุ่มเดียวกัน ที่ถูกพบเสียชีวิตอยู่ในแฟลตขณะสวมชุดที่เหมือนกัน และมีรอยไหม้เช่นเดียวกัน กำลังรอการระบุอัตลักษณ์

บีบีซี ได้พูดคุยกับผู้เห็นเหตุการณ์ 18 คน ซึ่งต่างยืนกรานว่า เห็นศพถูกนำออกมาจากแฟลตดังกล่าว และถูกส่งไปยังโรงพยาบาล

2 วันหลังจากมีรายงานการโจมตี ผู้เชี่ยวชาญของกองทัพรัสเซียได้เข้าไปยังแฟลตดังกล่าว และระบุว่า พวกเขาไม่พบร่องรอยของคลอรีน หรือสารเคมีอื่นใด รัฐบาลรัสเซียระบุว่า เหตุการณ์นี้เป็นฝีมือของฝ่ายต่อต้านที่ได้รับความช่วยเหลือจากสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่รัฐบาลอังกฤษเห็นว่า "น่าขัน บิดเบือน และ ไร้สาระ"

ทีมเจ้าหน้าที่ปฏิบัติภารกิจค้นหาความจริงของ OPCW เข้าไปยังจุดเกิดเหตุในอีกเกือบ 2 สัปดาห์ต่อมา และได้เก็บตัวอย่างจากถังแก๊สที่ระเบียง ในเดือนก.ค. ทีมเจ้าหน้าที่ได้ออกรายงานว่า "สารเคมีที่มีองค์ประกอบของคลอรีนหลายชนิด" ถูกพบในตัวอย่าง พร้อมกับเศษระเบิด

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ขีปนาวุธที่มีรายงานว่า กองกำลังของรัฐบาลยิงมาตกลงในเมืองดูมาที่กลุ่มกบฏยึดครองอยู่เมื่อเดือนม.ค.

ทีมเจ้าหน้าที่ปฏิบัติภารกิจค้นหาความจริงของ OPCW ยังคงทำงานเพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ชาติมหาอำนาจตะวันตกเชื่อว่า คนที่เสียชีวิตสัมผัสกับคลอรีน

หนึ่งสัปดาห์หลังเกิดเหตุในเมืองดูมา สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใน 3 พื้นที่ที่ทั้ง 3 ชาติระบุว่า "มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการอาวุธเคมีของรัฐบาลซีเรียโดยเฉพาะ"

การโจมตีของชาติตะวันตกเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่กองทัพซีเรียจะประกาศว่า อีสเทิร์น กูตา ปลอดจากกลุ่มนักรบฝ่ายต่อต้านแล้ว ซึ่งก่อนหน้านั้นมีคนราว 140,000 คน อพยพออกจากบ้านเรือน และมีคนมากถึง 50,000 คน อพยพเข้าไปยังพื้นที่ที่กลุ่มกบฏยึดครองอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ

มานูเอล จาราเดห์ ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในเมืองดูมา พร้อมกับสามีและลูกชาย เล่าว่า "ฉันเห็นการทำลายล้าง ผู้คนร้องไห้ บอกลาบ้านของตัวเองหรือลูก ๆ ผู้คนมีสีหน้าที่อ่อนแรงและทุกข์ระทม มันเป็นความเจ็บปวดมาก ฉันลืมไม่ลง สุดท้าย ผู้คนก็บอกว่า พอกันที"

รัฐบาลซีเรียไม่ตอบคำถามต่าง ๆ ของบีบีซี เกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ว่า รัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมี นอกจากนี้ยังปฏิเสธการอนุญาตให้ทีมพานอรามาเดินทางเข้าไปยังกรุงดามัสกัส เพื่อตรวจสอบจุดที่มีรายงานการโจมตีในเมืองดูมา และปฏิเสธการขอสัมภาษณ์หลายครั้งด้วย

เมื่อถูกถามว่า ประชาคมโลกทำให้ประชาชนชาวซีเรียผิดหวังหรือไม่ จูเลียน ทันเกเร อดีตเจ้าหน้าที่ตรวจสอบของ OPCW กล่าวว่า "ใช่ ผมคิดว่าใช่"

"สำหรับรัฐบาลอัสซาด มันคือการต่อสู้ระหว่างความเป็นและความตาย ไม่มีจุดที่หันหลังกลับได้อย่างแน่นอน ผมเข้าใจได้อย่างนั้น"

"แต่วิธีการต่าง ๆ ที่ใช้ และความป่าเถื่อนของบางเรื่องที่เกิดขึ้น มันเกินกว่าที่จะเข้าใจได้ มันน่าสยดสยองมาก"

แล้วประธานาธิบดีอัสซาดไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ หรือ? คาเรน เพียร์ซ ทูตสหราชอาณาจักรประจำ UN คิดว่า ไม่

"มีการเก็บรวบรวมหลักฐาน" เธอกล่าว "สักวันหนึ่ง จะต้องมีความยุติธรรม เราจะทำให้ดีที่สุด เพื่อพยายามทำให้เกิดความยุติธรรมขึ้นอย่างรวดเร็ว"

เครดิต: โปรดิวเซอร์ อาลีส คัมมิงส์ และ เคต มี้ด, ออนไลน์โปรดักชั่น เดวิด กริตเทิน, ลูซี ร็อดเจอร์ส, เจอร์รี เฟล็ตเชอร์, แดเนียล ดันฟอร์ด และนัสซอส สตีเลียนู

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม