จีน : สงครามการค้ากับสหรัฐฯทำเศรษฐกิจโตช้า ถึงเวลา "โมเดลจีน" หมดมนต์ขลัง?

  • 1 พฤศจิกายน 2018
中国工厂 Image copyright Reuters

"โมเดลจีน" เป็นแนวคิดเศรษฐกิจที่ได้รับการพูดถึงในวงกว้างในอดีตเพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องและยาวนานของประเทศจีน อย่างไรก็ตามแนวคิดทางเศรษฐกิจนี้กำลังเผชิญกับการท้าทาย เมื่อเศรษฐกิจของประเทศเติบโตช้าลง และ สงครามการค้ากับสหรัฐฯ นำมาซึ่งความไม่แน่นอนมากมาย

นี่ทำให้โลกตั้งคำถามว่า จริง ๆ แล้ว "โมเดลจีน" ไม่อาจจะประสบความสำเร็จในระยะยาวหรือเปล่า และต่อจากนี้ เศรษฐกิจจีนจะหดตัวลงหรือไม่

วิลเลียม โอเวอร์โฮลท์ นักวิจัยอาวุโส จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขียนไว้ในหนังสือ "The Rise of China: How Economic Reform is Creating a New Superpower" ในช่วงต้นยุค 90s คาดการณ์ว่าจีนจะกลายเป็นประเทศที่เข้มแข็งด้วยนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ หนังสือเล่มนี้ทำให้เกิดข้อถกเถียงมากมายในตอนนั้น โดยนักวิชาการตะวันตกส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับเขา และสื่อต่าง ๆ ก็มองว่าเขามองโลกในแง่ดีไป

อย่างไรก็ตาม 30 ปีผ่านไป คำทำนายของเขากลายเป็นจริงและทำให้เขาโด่งดัง

ไม่นานมานี้ที่มหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง นายโอเวอร์โฮลท์เสนอได้เสนอความคิดที่เปลี่ยนไป โดยเขาบอกว่าขณะนี้ "โมเดลจีน" กำลังเผชิญหน้ากับจุดผลิกผัน และหากไม่ระวัง ปาฏิหารย์ที่เคยมีอาจจะเริ่มหมดไป แนวคิดนี้สะท้อนอยู่ในหนังสือเล่มใหม่ของเขาที่ชื่อ "China's Crisis of Success"

Image copyright AFP

"โมเดลจีน" คืออะไร

"โมเดลจีน" คือรูปแบบที่ผันแปรมาจาก "โมเดลเอเชีย" โดยเราได้เห็นความประสบความสำเร็จประเทศในเอเชียอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ ที่มาพร้อม ๆ กับการเริ่มต้นปฏิรูปเศรษฐกิจของจีน

รูปแบบเศรษฐกิจนี้ให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงแรกของการพัฒนา ผู้ปกครองแบบอำนาจเผด็จการในประเทศเหล่านี้กลัวว่าระบอบของตนจะล่มสลาย และจะเริ่มดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมอย่างจริงจัง ลดความเข้มงวดของอุดมการณ์การเมืองและความประสงค์ที่จะแผ่อิทธิพลในภูมิภาค ยุทธศาสตร์ที่มุ่งมั่นเช่นนี้ทำให้รัฐให้น้ำหนักกับการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก รัฐบาลกลางของประเทศมีอำนาจมหาศาลในการวางแผนและควบคุม จนกลไกเศรษฐกิจหยั่งรากลง รัฐบาลกลางจึงค่อยผ่อนปรนให้กลไกตลาดทำงาน จนเศรษฐกิจเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง

ในทศวรรษที่ 90 โอเวอร์โฮลท์กล้าที่จะทำนายอนาคตเศรษฐกิจจีนขณะนั้น เพราะเขาพบว่าผู้นำจีนอย่าง เติ้ง เสี่ยวผิง และจู หรงจี ต่างเลียนแบบ "เอเชียโมเดล" นอกจากนี้ จีนยังจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษหลายแห่งและนโยบายเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น อย่างแนวคิด "หนึ่งประเทศ สองระบบ"

เมื่อเศรษฐกิจจีนเติบโตพัฒนาขึ้น ระบบเศรษฐกิจของประเทศก็มีความซับซ้อนมากขึ้น "โมเดลจีน" แบบเดิมจึงตกอยู่ในวิกฤต เพราะไม่อาจรองรับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจที่ซับซ้อนขึ้นได้อีกต่อไป โอเวอร์โฮลท์ระบุใน China's Success Crisis หนังสือเล่มใหม่ของเขาว่า หนทางเดียวที่เศรษฐกิจจีนจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง คือ การปรับตัวให้เป็นระบบตลาดเสรีมากขึ้น

วิกฤตความสำเร็จ

วิกฤตของความสำเร็จอาจฟังดูย้อนแย้ง หากเปรียบประเทศจีนเป็นบริษัทแห่งหนึ่งอาจจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น

เจ้าของบริษัทสร้างสิ่งประดิษฐ์ชิ้นหนึ่งขึ้น ทำได้ดีในเชิงการตลาด ทำให้ธุรกิจเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และไปถึงจุดที่เจ้าของหวังที่จะให้บริษัทได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยเหตุนี้ เขาต้องพัฒนาโครงสร้างองค์กร มีฝ่ายการบัญชี ฝ่ายบุคคล และคณะผู้บริหารที่เป็นมืออาชีพ หากปรับโครงสร้างบริษัทสำเร็จ ก็จะได้ก้าวไปสู่ความสำเร็จขั้นต่อไป แต่หากไม่ได้ บริษัทก็จะหยุดอยู่กับที่ หรือล้มเหลวไปในที่สุด

อีกข้อเปรียบเทียบในหนังสือ "China's Crisis of Success" ก็คือ จีนเผชิญกับวิกฤตของความสำเร็จก็เหมือนกับเด็กทารกที่โตขึ้น และก็เท้าใหญ่เกินรองเท้าที่เคยใส่ และต้องปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ให้ได้

จีนอาจเป็นตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ "สำนักงาน"แห่งเดียวในกรุงปักกิ่งไม่สามารถจัดการกับประเทศที่เคยเต็มไปด้วยชาวไร่ชาวนา คนทำงานก่อสร้าง และพัฒนากลายมาเป็นระบบเศรษฐกิจที่ซับซ้อนได้

จีนต้องเผชิญกับปัญหา 2 ประการด้วยกัน 1. การปฏิรูปในโลกของความเป็นจริงไม่ได้ง่ายเหมือนกับที่จินตนาการ 2. ระบบเศรษฐกิจที่ซับซ้อนก็ต้องเผชิญกับระบบการเมืองที่ซับซ้อนด้วย

Image copyright Reuters

โอเวอร์โฮลท์ ระบุในหนังสือว่า การปฏิรูปด้วยการจัดสรรปันส่วนทรัพยากรจะส่งผลประโยชน์ต่อกลุ่มผลประโยชน์ตางๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการคลัง ฝ่ายทหาร ฝ่ายพลังงาน และแม้กระทั่งรัฐบาลเอง กลุ่มเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูป และนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชั่นของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็เข้ามาจัดการกับกลุ่มพวกนี้

ผลกระทบก็คือเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งเป็นผู้ดำเนินการนโยบายปฏิรูปรู้สึกหวาดกลัวว่าจะถูกกล่าวหาเรื่องทุจริต พวกเขาจึงเลือกที่จะเป็นเหมือนเด็กนักเรียนท้ายห้องที่ไม่เต็มใจจะตอบคำถามอะไรต่ออาจารย์

จะเกิดอะไรขึ้นหากสี จิ้นผิง ซึ่งครองตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 ต้องล้มเหลวในการปฏิรูปเศรษฐกิจ

โอเวอร์โฮลท์บอกว่า หากเกิดขึ้น เป็นไปได้สูงที่จะซ้ำรอยกับความผิดพลาดของญี่ปุ่นในปี 1975 นั่นก็คือกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ จะกลับมามีอำนาจ

สถานการณ์จะแย่กว่าญี่ปุ่นเสียอีกหากว่าความผิดพลาดเกิดที่จีน ตอนที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นซบเซา ประชาชนมีรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวที่ 4 หมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ประชากรจีนมีรายได้ต่อหัวเพียง 1.5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ ประชาชนจะไม่พอใจในเรื่องระดับรายได้ และจะสร้างแรงกดดันและความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แผนการของจีนในตอนนี้คือการรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ทำให้กลุ่มผลประโยชน์ต่างอยู่ภายใต้การควบคุม และค่อย ๆ หาทางออกท่ามกลางผู้ที่ไม่เห็นด้วยเรื่องการปฏิรูป นั่นหมายความว่าจีนจะต้องอยู่ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง "โมเดลจีน" อาจจะทำงานต่อไปได้อีกสักพัก แต่ก็หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ได้

โอเวอร์โฮลท์มองว่า กระบวนการนี้ทั้งเสี่ยงและยาก และเขาบอกว่าไม่ได้สามารถทำนายสิ่งที่จะเกิดขึเนอย่างที่เคยเมื่อยุค 90s ได้อีกแล้ว บอกได้แค่ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังจะมาถึง