เฟซบุ๊กยอมรับว่ากลายเป็นสื่อออนไลน์ที่ถูกใช้ "เพื่อยั่วยุให้เกิดความรุนแรง" ในเมียนมา

  • 6 พฤศจิกายน 2018
ผู้ชายชนกลุ่มน้อยโรฮิงญากำลังมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เฟซบุ๊ก เป็นชื่อที่ถูกเรียกในความหมายเทียบเท่ากับ อินเทอร์เนต ในเมียนมา

เฟซบุ๊ก เห็นพ้องกับผลการศึกษาที่สรุปว่า โซเชียลมีเดียแห่งนี้ล้มเหลวในการป้องกันไม่ให้ถูกใช้ "ยั่วยุความรุนแรงออฟไลน์" ในเมียนมา

ผลการศึกษาโดยองค์กรเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งเฟซบุ๊กสั่งให้จัดทำขึ้น ระบุว่า เฟซบุ๊ก สร้าง "สภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาส" ให้มีการแพร่ขยายของการละเมิดสิทธิมนุษยชน

รายงานนี้เกิดขึ้น หลังจากเกิดความรุนแรงต่อชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญาในวงกว้าง ซึ่งสหประชาชาติ ระบุว่า เทียบเท่ากับ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

รายงานระบุด้วยว่า เฟซบุ๊กจะต้อง "ดำเนินการแก้ไข" ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมาในปี 2020

ปัจจุบันมีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กในเมียนมากว่า 18 ล้านคน สำหรับคนจำนวนมาก เฟซบุ๊กเป็นโซเชียลมีเดียหลักเพียงอย่างเดียวหรือวิธีการเดียวที่พวกเขาใช้ในการรับและเผยแพร่ข่าวสาร

เฟซบุ๊กระบุว่า มีความก้าวหน้าในการจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ในเมียนมา แต่ยังมี "สิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติม"

ปีที่แล้ว กองทัพเมียนมาได้ดำเนินการปราบปรามอย่างรุนแรงต่อชนกลุ่มน้อยในรัฐยะไข่ หลังจากลุ่มติดอาวุธชาวโรฮิงญาได้โจมตีป้อมตำรวจหลายจุดจนทำให้มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต

ผู้คนหลายพันคนเสียชีวิตและมีชาวโรฮิงญามากกว่า 7 แสนคน ต้องลี้ภัยไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน คือ บังกลาเทศ นอกจากนี้ยังมีการกล่าวหาว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นหลายอย่าง รวมถึง การฆ่าคนตามอำเภอใจ ข่มขืน และการเผาไล่ที่

ชาวโรฮิงญาถูกมองว่าเป็นผู้อพยพผิดกฎหมายในเมียนมา และถูกเลือกปฏิบัติจากรัฐบาลและผู้คนในเมียนมามานานหลายสิบปี

รายงานฉบับใหม่นี้ถูกสั่งให้ทำขึ้น หลังจากที่ สหประชาชาติ กล่าวหาเฟซบุ๊กว่า "ช้าและไร้ประสิทธิผล" ในการรับมือกับการขยายตัวของความเกลียดชังในโลกออนไลน์

รายงานอิสระจำนวน 62 หน้า จัดทำโดยกลุ่ม ธุรกิจเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม (Business for Social Responsibility--BSR) พบว่า เฟซบุ๊ก "กลายเป็นหนทางสำหรับคนที่ต้องการเผยแพร่ความเกลียดชังและสร้างความรุนแรง" ในเมียนมา

"ผู้ใช้กลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งกำลังใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางในการบ่อนทำลายประชาธิปไตย และยั่วยุให้เกิดความรุนแรงในชีวิตจริง"

นอกจากนี้ยังระบุว่า เฟซบุ๊ก ควรบังคับใช้นโยบายที่มีอยู่ เกี่ยวกับคำพูดที่ทำให้เกิดความเกลียดชังอย่างเข้มงวดมากขึ้น และให้ออก "นโยบายด้านสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะ" และประสานงานกับเจ้าหน้าที่ในเมียนมาให้ดีขึ้นด้วย

รายงาน ซึ่งมีการอ้างอิงสั้น ๆ ถึงชาวโรฮิงญาโดยเฉพาะ ยังเตือนว่า การเลือกตั้งในปี 2020 จะทำให้มีความเสี่ยงของการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อไป และเตือนให้เฟซบุ๊ก เตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้เพื่อรับมือกับ "เหตุการณ์หลายอย่างที่อาจจะเกิดขึ้น"

'เฟซบุ๊ก คือ อินเทอร์เน็ต'

นิก บีก ผู้สื่อข่าวบีบีซี ประจำเมียนมา รายงานจากนครย่างกุ้ง

สำหรับคนจำนวนมากในเมียนมา เฟซบุ๊ก หมายถึง อินเทอร์เน็ต

หลังการตกอยู่ใต้การโฆษณาชวนเชื่อของรัฐมานาน 5 ทศวรรษ เมียนมาก็เต็มไปด้วยข่าวหลากสีสัน ผู้คนสามารถแลกเปลี่ยนความเห็นออนไลน์ได้อิสระ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ พบว่า ชาวพุทธชาตินิยมสุดโต่งได้ใช้เฟซบุ๊ก เป็นวิธีการอันทรงพลังในการยั่วยุให้เกิดความรุนแรงต่อชาวมุสลิม

ตัวอย่างที่น่าตกใจอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นในปี 2014 เมื่อมีการสร้างเรื่องในโลกออนไลน์ เกี่ยวกับชายชาวมุสลิม ซึ่งดูเหมือนได้ข่มขืนผู้หญิงชาวพุทธ ทำให้เกิดการปะทะกันถึงขั้นมีคนเสียชีวิตในเมืองมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับสองของเมียนมา

เฟซบุ๊กยอมรับว่า ไม่ได้ดำเนินการอย่างเพียงพอในการกำจัดโพสต์ที่มีการเหยียดเชื้อชาติจำนวนมากในช่วงหลายปีต่อจากนั้น

ในเดือน ส.ค. ปีนี้ ผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติกลุ่มเดิม ได้สรุปว่า เนื้อหาที่ปลุกเร้าความรู้สึกที่ชาวเมียนนมาพบเห็นทุกวัน มีบทบาทในการทำให้เกิดการกำจัดชาวมุสลิมโรฮิงญาให้พ้นไปจากรัฐยะไข่ ซึ่งเป็นการคุกคามที่สหประชาชาติเชื่อว่าเป็น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

อเล็กซ์ วารอฟกา ผู้จัดการด้านนโยบายผลิตภัณฑ์ของเฟซบุ๊ก ระบุในแถลงการณ์ว่า "เรายอมรับว่า เราควรทำและทำได้มากกว่านี้"

"เราลงทุนอย่างมาก เพื่อตรวจสอบและแก้ปัญหาการใช้เฟซบุ๊กในทางที่ผิดในเมียนมา"

เขากล่าวว่า เฟซบุ๊ก "กำลังพิจารณา" กำหนดนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน และทำให้การแจ้งรายงานและการกำจัดเนื้อหาที่มีความยั่วยุและรุนแรงทำได้ง่ายขึ้น

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
1 ปี วิกฤตโรฮิงญา

นายวารอฟกา กล่าวว่า ทางบริษัท ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญภาษาเมียนมาจำนวนมาก เพื่อตรวจสอบเนื้อหาที่อาจมีความอ่อนไหว

ในเมียนมา มีการใช้ฟอนต์ ซอว์จี ในโลกออนไลน์จำนวนมาก ซึ่งทำให้การแปลเป็นภาษาอังกฤษทำได้ยาก ดังนั้น การใช้ฟอนต์ดังกล่าว จึงทำให้การตรวจเนื้อหาที่เลวร้ายทำได้ยากขึ้นด้วย

เฟซบุ๊กได้นำฟอนต์ซอว์จีออกจากการตั้งค่าเลือกภาษาสำหรับผู้ใช้งานหน้าใหม่แล้ว และกำลังสนับสนุนให้เมียนมาเปลี่ยนมาใช้ยูนิโคด ซึ่งเป็นการเข้ารหัสตัวอักษรที่เป็นมาตรฐานสากลแทน

เฟซบุ๊ก ได้แบนบุคคลสำคัญของรัฐบาลและกองทัพเมียนมาแล้วหลายคน โดยระบุว่า พวกเขา "ปลุกเร้าให้เกิดความตึงเครียดทางศาสนาและเชื้อชาติมากขึ้น"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม