หัวอกแม่ชอกช้ำเพียงใด เมื่อลูกชายฆ่าน้องสาวอย่างเลือดเย็น ?

  • 10 พฤศจิกายน 2018
แพรีสและเอลลา บนโซฟา
คำบรรยายภาพ แพรีส อายุ 10 ขวบ ยิ้มและเล่นกับเอลลา น้องสาวของเขา ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 2 ขวบ

คุณเชื่อในความรักแบบไม่มีเงื่อนไขหรือไม่ ? แต่สำหรับแชริตี ลี หญิงชาวอเมริกันจากรัฐเท็กซัสแล้ว เหตุการณ์ที่ลูกชายวัย 13 ปีของเธอลงมือสังหารน้องสาวแท้ ๆ วัย 4 ขวบ เมื่อ 11 ปีก่อน คือบทพิสูจน์ความรักแบบไม่มีเงื่อนไขอย่างแท้จริง แม้ลูกจะกลายเป็นฆาตกรที่พรากชีวิตของแก้วตาดวงใจอีกคนหนึ่งไป แต่เธอก็ยังเป็นแม่ของเขา และยังคงต้องรักเขาอยู่ดี

เมื่อแชริตีมีอายุได้ 6 ขวบ แม่ของเธอยิงพ่อตายภายในบ้านของครอบครัว แม้ต่อมาศาลจะตัดสินให้แม่พ้นผิดก็ตาม แต่เรื่องนี้ฝังลึกอยู่ในใจของเธอเสมอมา

เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น แชริตีเป็นเด็กสาวที่ทั้งเรียนดีและกีฬาเด่น แต่ไม่นานเธอเริ่มมีปัญหาสุขภาพจิตและหันไปใช้ยาเสพติด อย่างไรก็ตาม เธอได้ขอความช่วยเหลือและสามารถเลิกยาได้ในที่สุด แชริตีสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้และได้ศึกษาในสาขาวิชานิเวศวิทยามนุษย์ (Human Ecology) ซึ่งค้นหาว่าคนเราตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวอย่างไร

"ตั้งแต่จำความได้ ฉันมักจะสงสัยว่าทำไมผู้คนถึงทำสิ่งต่าง ๆ ลงไปอย่างที่พวกเขากำลังทำอยู่ ฉันชอบค้นหาว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนเรามีปฏิกิริยาตอบสนองแบบต่าง ๆ "

แต่ในท้ายที่สุด วิชานี้ไม่ใช่แค่ความรู้ในตำราที่เธอเพียงเอาไว้ศึกษาชั่วคราวเท่านั้น แต่มันได้กลายมาเป็นสิ่งที่เธอต้องใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ด้วยในทุกวัน เพราะเหตุจาก "แพรีส เบนเนตต์" ลูกชายคนโตของเธอเอง

"เด็กคนนี้เป็นพวกต่อต้านสังคมอย่างไม่ต้องสงสัย"

ในขณะที่เพิ่งจะย่างเข้าสู่วัยรุ่น แพรีสใช้มีดแทงน้องสาวต่างพ่อที่ยังเป็นเด็กเล็กและกำลังนอนหลับสนิทในบ้านถึง 17 แผล จนน้องขาดใจตาย

11 ปีที่ผ่านมา แพรีสต้องโทษจำคุกและใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำมาโดยตลอด เขาจะไม่ได้รับการปล่อยตัวจนกว่าจะมีอายุถึงวัยราว 50 ปี

คำบรรยายภาพ แพรีสเกิดวันที่ 10 ต.ค. 1993 หรือ 16 วัน หลังจากที่แชริตีมีอายุครบ 20 ปี

น่าสงสัยว่าคนเป็นแม่อย่างแชริตี จะต้องตัดสินใจใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร หลังเกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่เกินจะทนรับได้ เธอจะต้องทำใจอย่างไร ให้รู้สึกเห็นอกเห็นใจลูกชายที่แพทย์วินิจฉัยว่ามีพฤติกรรมผิดปกติต่อต้านสังคม (Sociopath) ความรักของแม่ที่ปราศจากเงื่อนไขจะยังคงใช้ได้ในสถานการณ์นี้หรือไม่ ?

แต่เมื่อมองย้อนกลับไป อดีตที่มืดมนในบางช่วงชีวิตของแชริตี กลับเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่เรื่องเลวร้ายดังกล่าวได้เช่นกัน เมื่อเธอยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เธอจะสร่างเมาหรือเลิกละจากการใช้เฮโรอีนได้

"ทุกคนบอกฉันว่าถ้าฉันเลิกยาได้ ชีวิตจะดีขึ้นอย่างมากมาย แต่มันไม่ใช่เลย ไม่ใช่เลยสักนิดเดียว ความเจ็บปวดในใจที่ฉันปกปิดไว้ด้วยยาเสพติดมันกลับโผล่ขึ้นมาแสดงตัวอย่างชัดเจน"

แชริตีเลิกเสพเฮโรอีนได้อย่างเด็ดขาด แต่ก็รู้สึกหม่นหมองไม่เป็นสุขอยู่เกือบปี เธอให้เวลาตัวเองสามเดือนตัดสินใจว่า จะฆ่าตัวตายดีหรือไม่ "ฉันรู้ดีว่านั่นมันแค่ความคิดชั่ววูบของวัยรุ่น แต่ก็ตัดสินใจว่า ถ้าท้ายที่สุดแล้วฉันยังไม่มีความสุข ก็ขอลาทีกับชีวิตในชาตินี้"

คำบรรยายภาพ สิ่งที่ทั้งสองต่างกันอย่างมากก็คือ แพรีสออกจะเก็บตัวและขี้อาย ส่วนเอลลานั้นตรงกันข้าม

แต่ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เธอก็ได้รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ "สิ่งนี้เปลี่ยนทุกอย่างไปทั้งหมด ฉันไม่เคยคิดว่าจะรักใครได้อย่างล้นเหลือเท่ากับเด็กที่กำลังเติบโตขึ้นในตัวฉัน"

แชริตีตั้งชื่อลูกชายว่าแพรีส ตามอย่างตัวละครในเทพปกรณัมกรีก การที่เธอมีลูกไม่ได้ทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบในชั่วข้ามคืน แต่ความเป็นแม่ได้โน้มน้าวให้เธอเลือกดำเนินชีวิตในแนวทางที่ดีขึ้นเพื่อลูก

9 ปีต่อมาเธอมีลูกสาวอีกคนหนึ่งคือเอลลา ซึ่งก็เป็นเด็กดีไม่แพ้พี่ชาย แต่สิ่งที่ทั้งสองต่างกันอย่างมากก็คือ แพรีสออกจะเก็บตัวและขี้อาย ส่วนเอลลานั้นตรงกันข้าม "เธอเหมือนกับประทัดที่ส่งเสียงดัง เปิดเผย ชอบแสดงความคิดเห็น มีความมั่นใจและกล้ามากกว่า"

คำบรรยายภาพ แพรีสก็ดูเหมือนกับเด็กคนอื่น ๆ แต่บางครั้งเขามีพฤติกรรมที่ดูเหมือนจะไม่เหมาะสม

สองพี่น้องเข้ากันได้ดี ดูเหมือนว่าแพรีสจะรักเอลลามาก และเอลลาก็ชอบแพรีสเช่นกัน ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงในจุดนี้ แชริตีบอกว่าแพรีสเป็นเด็กดี "เขาดูสงบเยือกเย็นเกือบตลอดเวลา มีช่วงที่ปะทุอารมณ์บ้างเหมือนเด็กทั่วไป แต่ไม่มีอะไรที่ทำให้ฉันต้องกังวลจนเกินเหตุ"

อย่างไรก็ตาม ชีวิตครอบครัวของแชริตีไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นโดยตลอด แม้จะเลิกยาเสพติดมาได้หลายปี แต่ก็มีช่วงหนึ่งที่เธอหวนกลับไปใช้มันอีก คราวนี้เธอเสพติดโคเคนอยู่เป็นเวลานาน 6 เดือน ซึ่งตอนนั้นแพรีสมีอายุได้ 12 ปี และเอลลายังอยู่ในวัยเพียง 3 ขวบ

"มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก ไม่ใช่ว่าฉันละเลยไม่ดูแลแพรีสกับน้องที่ยังเล็กเลยในตอนนั้น ฉันยังทำหน้าที่แม่อยู่ แต่แน่นอนว่าฉันมีปัญหาและไม่สามารถทำเรื่องบางอย่างได้ แพรีสเป็นคนที่ก้าวเข้ามาดูแลน้องสาวแทนฉันมากขึ้น มันเป็นเรื่องยากที่เขาจะเข้าใจว่า พ่อแม่ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ทำเรื่องผิดพลาดได้ มันถือเป็นหายนะสำหรับเขา"

คำบรรยายภาพ แพรีสในวันเกิดครบ 13 ปี จากนั้น 3 เดือนต่อมา เขาได้ฆาตกรรมน้องสาวของตัวเอง

"ในตอนนั้นเอลลามักจะพยายามเข้ามากอดปลอบใจฉัน แต่แพรีสกลับแสดงท่าทีว่าโกรธฉันมาก"

ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนั้น มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นที่ฟาร์มซึ่งเป็นของแม่แชริตี และเหตุการณ์นี้ได้เปิดเผยด้านมืดของแพรีสออกมา เธอเล่าว่าแพรีสและเอลลาออกไปเล่นกับเด็กหญิงที่เป็นญาติอีกคนหนึ่ง และมีปากเสียงกันด้วยเรื่องเล็ก ๆน้อย ๆ ซึ่งต่อมากลับลุกลามไปใหญ่โต

ในขณะที่แชริตีพยายามปลอบพวกเด็กผู้หญิงอยู่นั้น แพรีสกลับเข้าไปคว้ามีดในครัวแล้ววิ่งหนีหายไป เมื่อเธอตามไปพบปรากฎว่าลูกอยู่ในสภาพที่สับสนโกรธเกรี้ยว ร้องไห้สะอึกสะอื้นและกวัดแกว่งมีดไปมา "ปฏิกิริยาตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของเขามันรุนแรงเกินไปมาก เขาขู่ว่าจะทำร้ายตัวเองถ้าฉันเข้าไปใกล้"

คำบรรยายภาพ เอลลา ขณะมีอายุ 4 ขวบ

แพรีสต้องเข้ารับการตรวจรักษาในโรงพยาบาลนานกว่าสัปดาห์ แต่ก็ไม่มีแพทย์คนไหนเอ่ยปากว่าเขาผิดปกติ แชริตีมองว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะลูกผิดหวังที่แม่ติดยา แต่ไม่ใช่สัญญาณบ่งชี้ว่าลูกจะมีพฤติกรรมรุนแรงต่อไปในอนาคต

หลังจากนั้นไม่นานแชริตีสามารถเลิกใช้โคเคนได้ในปี 2005 และชีวิตครอบครัวก็กลับมาเป็นปกติสุขอีกครั้งหนึ่ง เธอกลับไปเรียนต่อและทำงานพิเศษเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารไปพร้อมกันด้วย

วันแห่งฝันร้าย 4 กุมภาพันธ์ 2007

แชริตีเล่าถึงเหตุการณ์ในวันที่สูญเสียลูกสาวไปว่า "ฉันจะไม่โกหก ฉันยอมรับว่าวันนั้นบรรยากาศในบ้านตึงเครียดและมีการทะเลาะโต้เถียงกัน ก่อนจะออกไปทำงานฉันฝากเอลลาไว้กับพี่เลี้ยง วันนั้นลูกสาวออดอ้อนฉันเป็นพิเศษ เฝ้าแต่บอกให้แม่กอดและจูบอีกครั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า"

คำบรรยายภาพ แชริตีบอกว่าแพรีสเป็นเด็กดี "เขาดูสงบเยือกเย็นเกือบตลอดเวลา มีช่วงที่ปะทุอารมณ์บ้างเหมือนเด็กทั่วไป แต่ไม่มีอะไรที่ทำให้ฉันต้องกังวลจนเกินเหตุ"

"หลังเที่ยงคืนเล็กน้อยขณะที่เรากำลังปิดร้าน ตำรวจมาแจ้งกับฉันว่าเอลลาถูกทำร้ายและตอนนี้ยังอยู่ที่บ้าน ฉันร้อนใจเป็นที่สุดและนึกสงสัยว่าทำไมพวกเขาไม่พาเธอไปโรงพยาบาล นั่นคือวินาทีที่ตำรวจบอกฉันว่า เอลลาตายแล้ว"

แชริตีถึงกับเป็นลมหมดสติไปเพราะข่าวร้าย เมื่อฟื้นขึ้นมาเธอเอ่ยถามตำรวจว่า "แพรีสอยู่ไหน เขาปลอดภัยหรือเปล่า" คำถามนี้ทำให้เจ้าหน้าที่จำต้องแจ้งข่าวร้ายกับเธออีกครั้งว่า "แพรีสไม่เป็นไร ตอนนี้เขาอยู่กับเรา...เขาคือคนที่ฆ่าเอลลา"

เธอเล่าถึงความรู้สึกในตอนนั้นว่า "เหมือนกับชีวิตของฉันสิ้นสุด ทุกอย่างในโลกดูไร้ความหมาย ไร้เหตุผลไปอย่างสิ้นเชิง ตอนที่ได้ยินว่าเอลลาตาย ร่างของฉันเหมือนแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ นับพันล้านชิ้น แต่พอได้ยินว่าแพรีสฆ่าเอลลา มันเหมือนจับเอาเศษเสี้ยวที่แตกสลายแล้วนั้น มาบดขยี้ซ้ำให้แตกละเอียดลงไปอีก"

คำบรรยายภาพ แชริตีและแพรีสในช่วงเวลาที่มีความสุข แชริตี เล่าว่า 'เอลลาเป็นคนถ่ายภาพนี้ มันเป็นครั้งสุดท้ายที่แพรีสและฉันได้ถ่ายรูปด้วยกันในตอนที่มีชีวิตอิสระ'

ผลการสอบสวนพบว่า แพรีสพยายามโน้มน้าวให้พี่เลี้ยงของเอลลากลับบ้านไปก่อนที่แม่ของเขาจะกลับมา จากนั้นได้เข้าไปในห้องที่เธอนอนหลับอยู่ ก่อนจะลงมือทุบตี บีบคอ และใช้มีดทำครัวกระหน่ำแทงน้องสาวตัวน้อยอย่างทารุณ

เมื่อเอลลาสิ้นใจแล้ว แพรีสโทรหาเพื่อนของเขาและคุยกันนานราว 6 นาที ก่อนจะโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินที่หมายเลข 911 เจ้าหน้าที่ปลายสายบอกให้เขาพยายามนวดหัวใจและผายปอด (ซีพีอาร์) เพื่อกู้ชีพเบื้องต้นให้กับน้อง ซึ่งเขาบอกว่ากำลังทำอยู่ แต่หลักฐานแวดล้อมกลับชี้ในภายหลังว่า เขาไม่ได้พยายามทำการกู้ชีพแต่อย่างใด

แชริตีบอกว่า "แม้ฉันอยากจะตายไปให้พ้น ๆ แต่ก็ทำไม่ได้ ฉันยังเป็นแม่ของแพรีสอยู่ ตอนที่ได้พูดกับเขาในวันต่อมาฉันดีใจมาก ฉันร้องไห้ พยายามจับแขนและลูบหลังเขาอย่างเข้าอกเข้าใจ แต่ลูกไม่พูดและไม่กอดตอบ ใบหน้าเขาดูไร้อารมณ์ ในดวงตาของเขาว่างเปล่า"

"ในที่สุดแพรีสพูดออกมาอย่างท้าทายว่า เขาฆ่าเอลลาเพื่อแก้แค้นที่ฉันเคยติดยา เขายังอยากรู้ว่าฉันจะทำยังไงกับเขาต่อไป เพราะเมื่อก่อนฉันเคยบอกว่า เวลาเดียวที่ฉันจะฆ่าคนได้ ก็ต่อเมื่อลูกของตัวเองถูกทำร้ายเท่านั้น"

คำบรรยายภาพ ตอนแพรีสเกิดมา แชริตี สัญญาว่า จะรักลูกเสมอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

"ฉันรู้ในทันทีว่า สิ่งที่อยู่ในตัวเขาไม่ใช่แค่ความโกรธ แต่ยังมีความมืดดำบางอย่างแฝงอยู่ด้วย เขาบอกตำรวจว่านอนหลับไปและตื่นมาพบว่าน้องกลายเป็นปิศาจที่มีไฟลุกท่วมตัว จึงคว้ามีดมาฆ่าปิศาจตัวนั้น"

"ฉันอยากจะเชื่อว่าลูกป่วย ซึ่งเขาก็ป่วยจริง ๆ แต่ฉันอยากให้ป่วยในอีกแบบที่ไม่ใช่แบบนี้"

เยียวยาด้วยความรักแบบไม่มีเงื่อนไข

ความปวดร้าวสุดแสนที่แชริตีต้องเผชิญ ทำให้เธอน้ำหนักลดลง 15 กิโลกรัมภายในสองสัปดาห์ ทั้งยังเริ่มพูดติดขัดเหมือนคนพูดติดอ่าง แต่ในที่สุดเธอตัดสินใจว่า จะต้องพิสูจน์ให้แพรีสรู้ถึงความรักของแม่ที่บริสุทธิ์ปราศจากเงื่อนไข ซึ่งเธอมีให้เขามาโดยตลอดตั้งแต่ต้น

"ฉันพูดกับลูกว่า ฉันขอสัญญาในสิ่งเดียวกับที่เคยให้คำมั่นไว้ตอนที่เขาเกิด ฉันจะเป็นแม่ของลูกให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และจะรักลูกเสมอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น"

คำบรรยายภาพ ถ้าแพรีสอายุ 18 ปีตอนที่ก่อเหตุฆาตกรรม เขาคงจะได้รับโทษประหารชีวิต

แชริตีไปเยี่ยมลูกชายที่เรือนจำอย่างสม่ำเสมอ และพยายามที่จะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขา ซึ่งตั้งแต่เกิดเหตุฆาตกรรมเป็นต้นมา แพรีสไม่เสแสร้งปิดบังตัวตนด้านมืดของเขาอีกต่อไป เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคนและยิ่งมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงมากขึ้น

ตำรวจยังค้นพบหลักฐานที่ชี้ว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุหรือเป็นเพราะแพรีสจิตฟั่นเฟือนไปชั่วขณะ แต่เขาตั้งใจค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและเตรียมการล่วงหน้ามานาน เพื่อจงใจสังหารน้องสาวโดยเฉพาะ

เมื่อแชริตีอ้อนวอนให้ลูกชายเปิดใจ อธิบายถึงความคับข้องใจและสาเหตุของพฤติกรรมที่ผ่านมาให้เธอฟัง เขากลับระเบิดเสียงหัวเราะเย้ยหยันดังลั่นและบอกว่า "แม่รู้อะไรไหม ทุกคนรวมทั้งแม่ด้วยช่างโง่เง่าที่สุด ที่ผ่านมาทุกคนคิดว่าผมฉลาด หล่อ แถมยังมีความเป็นศิลปิน แต่ทุกคนคิดผิดหมด"

แม้แชริตีจะยังรักลูกไม่เปลี่ยนแปลง แต่เธอก็เริ่มหวาดกลัวเขาด้วย เมื่อแพรีสมีอายุได้ 15 ปีเขาบอกกับเธอว่า อันที่จริงเขามีแผนจะฆ่าเธอด้วย แต่ตัดสินใจลงมือกับเอลลาก่อน เพราะจะทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดทรมานได้มากกว่าและยาวนานกว่า

คำบรรยายภาพ ตอนแพรีสอายุ 15 เขาอธิบายให้แชรีตีฟังว่า ทำไมเขาตัดสินใจให้แชริตีมีชีวิตอยู่ต่อไป

ศาลตัดสินให้แพรีสต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 40 ปี แต่แชริตีกลัวเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อเขาถูกปล่อยตัวออกมาก็จะคิดทำอันตรายเธอและ "ฟีนิกซ์" ลูกชายคนเล็กที่เกิดมาหลังเหตุการณ์เสมือนฝันร้ายผ่านไปได้ 6 ปี

"ฉันถูกคนในสังคมตำหนิและยังกล่าวโทษตัวเองด้วยว่าเลี้ยงลูกมาไม่ดี แต่อีกใจหนึ่งฉันก็อยากจะโทษพันธุกรรมมากกว่า อย่างไรก็ตาม ฉันเชื่อว่าอันที่จริงแพรีสน่าจะพอมีสำนึกเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องได้ ไม่เหมือนกับคนที่เป็นโรคจิตเภทหรืออะไรแบบนั้นที่ไม่สามารถคิดได้เอง แต่ตรงกันข้าม เขากลับกระทำการอย่างเลือดเย็น และคิดคำนวณมาเป็นอย่างดีด้วยความฉลาดรอบคอบ เด็กคนนี้เป็นพวกต่อต้านสังคมอย่างไม่ต้องสงสัย"

ลิ้นชักที่ว่างเปล่า

พวกต่อต้านสังคม (Sociopath) คือบุคคลที่มีพฤติกรรมผิดปกติสวนทางกับบรรทัดฐานทั่วไปของคนในสังคมอย่างรุนแรงสุดขั้ว วงการแพทย์ยังไม่ทราบถึงสาเหตุของพฤติกรรมนี้อย่างแน่ชัด แต่คาดว่าอาจมาจากทั้งพันธุกรรมและเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจซึ่งเกิดขึ้นในวัยเด็ก

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ แพรีส เล่าว่า ลิ้นชักที่ควรจะเป็นที่เก็บความรู้สึกผิดของเขา มีแต่ความว่างเปล่า

แชริตีใช้เวลานานถึง 3 ปี กว่าจะยอมรับได้ว่าแพรีสคือหนึ่งในกลุ่มบุคคลเหล่านี้ เธออธิบายว่า "ลักษณะเด่นชัดที่สุดของพวกต่อต้านสังคม คือไม่สนใจระเบียบกฎเกณฑ์ ไม่มีความสำนึกผิดเสียใจ ไม่รู้สึกถึงสัญชาติญาณหรือปฏิกิริยาตอบสนองแบบที่คนเรามีกัน อารมณ์ความรู้สึกที่มีของพวกเขานั้นจะผิวเผินไม่ลึกซึ้งเท่าใดนัก หากมีอาการหลงตัวเองร่วมด้วย ก็จะเป็นบุคคลที่ไม่น่าเข้าใกล้มากที่สุด"

"ครั้งหนึ่งแพรีสบอกฉันว่า แม่รู้อะไรไหม จริง ๆ ผมรู้ว่าควรจะมีที่ว่างแบบลิ้นชักสักแห่งหนึ่งในใจผม ที่เก็บซ่อนความรู้สึกผิด ความเศร้าเสียใจต่อสิ่งที่ทำลงไปกับเอลลาเอาไว้ แต่พอผมเปิดลิ้นชักนั้นออกมา มันกลับไม่มีอะไรเลย ผมลืมมันไปแล้ว ไม่รู้สึกรู้สาอะไร"

แชริตียอมรับว่าแพรีสเป็นนักล่าโดยธรรมชาติอย่างแท้จริง "เหมือนฉลาม" แต่เธอก็พยายามที่จะอยู่กับความจริงนี้และเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการมันให้ได้ เธอบอกว่าจะไม่ยอมหันหลังเดินหนีไปจากลูกเพียงเพราะสิ่งที่เขาเป็นอยู่

"ฉันจะไม่เกลียดฉลามเพราะมันเป็นฉลาม ฉันเพียงต้องอยู่กับมันอย่างระมัดระวัง และต้องสอนให้ผู้อื่นรู้จักฉลามดีขึ้นด้วยเท่านั้น"

คำบรรยายภาพ เอลลา (ELLA) ย่อมาจาก ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy), ความรัก (Love), บทเรียน (Lessons) และการลงมือทำ (Action)

แชริตีได้ก่อตั้งมูลนิธิตามชื่อของเอลลา เพื่อช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมและความรุนแรง รวมทั้งผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยทางใจ โดยตัวอักษรภาษาอังกฤษแต่ละตัวในคำว่า ELLA นั้น เป็นเสมือนตัวย่อที่หมายถึงความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ความรัก (Love) บทเรียน (Lesson) และการลงมือทำ (Action)

"ฉันตั้งชื่อลูกคนเล็กว่าฟีนิกซ์ เหมือนกับนกที่ฟื้นขึ้นมาจากความตายและกองเถ้าถ่านของตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน แพรีส และเอลลา ไม่ใช่ตัวตนทั้งหมดของฉันในวันนี้ ฉันสามารถมีความรักได้อีกครั้ง"

ปัจจุบันแพรีสยังอยู่ในเรือนจำและมีอายุเกือบ 25 ปีแล้ว เขาอาจจะพ้นโทษออกมาในปี 2047 โดยแม่ของเขามองว่าความคิดจิตใจของลูกไม่ได้เปลี่ยนไปจากความเป็นอาชญากรเมื่อ 11 ปีก่อนเลยแม้แต่น้อย และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้

"ฉันหวังว่าแพรีสจะต้องโทษจำคุกอยู่นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้เวลากับฟีนิกซ์ให้มากที่สุด ให้เขาได้เติบโตและแข็งแกร่งขึ้นพอที่จะปกป้องตัวเองได้ หากแพรีสคิดจะทำบางอย่างซ้ำเดิมกับเราอีก" แชริตีกล่าว

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม