'เจ้าสาวชาวไทย': ผ่านไป 14 ปี เริ่มมีเบาะแสว่าร่างที่พบในอุทยานแห่งชาติอังกฤษ อาจคือ หญิงสาวจาก จ.อุดรธานี แต่ยังรอผลพิสูจน์ดีเอ็นเอ

  • 31 มกราคม 2019
ภาพวาดของตำรวจจากใบหน้าผู้เสียชีวิต Image copyright NORTH YORKSHIRE POLICE
คำบรรยายภาพ ภาพวาดของตำรวจจากใบหน้าผู้เสียชีวิต

หลายฝ่ายกำลังร่วมมือกันเพื่อพิสูจน์ว่าร่างของหญิงเคราะห์ร้ายที่ถูกทิ้งไว้ที่อุทยานแห่งชาติยอร์กเชียร์ เดลส์เมื่อ 14 ปีก่อนคือหญิงสาวชาวอุดรธานี ดังที่พ่อแม่ของเธอสงสัยหรือไม่

คดีนี้เป็นคดีที่ตำรวจในสหราชอาณาจักรยังไม่สามารถจะปิดลงได้มาเนิ่นนาน เพราะยังไม่สามารถจะระบุตัวผู้ที่เสียชีวิตได้ แต่ความก้าวหน้าทางด้านนิติเวชได้นำไปสู่ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับช่วงสุดท้ายในชีวิตเธอ

นอกจากนี้ก็ยังมีข้อมูลใหม่ที่มาจากครอบครัวหนึ่งในจ. อุดรธานี ที่ได้เห็นภาพสเก๊ตช์ของหญิงสาวผู้เสียชีวิต และเชื่อว่าเป็นลูกสาวของตนเอง ได้ติดต่อผ่านเครือข่ายภาคีหญิงไทยในสหราชอาณาจักร(Thai women network in the UK) เพื่อให้พิสูจน์โดยใช้การตรวจดีเอ็นเอของพ่อแม่เทียบกับตัวอย่างดีเอ็นเอของหญิงเคราะห์ร้ายคนดังกล่าว

จดหมายของพ่อแม่

" มีจดหมายเข้ามาถึงเครือข่ายฯ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2561 เขียนถึงการหายตัวไปของลูกสาว... ที่แต่งงานกับหนุ่มอังกฤษ... และไปพำนักประเทศอังกฤษ และขาดการติดต่อไปตั้งแต่ปี 2547 กว่าประมาณ15ปีแล้วที่หายตัวไป ลงชื่อว่าจุมศรีและบัวสา..." ซึ่งเป็นพ่อแม่ของลูกสาวที่หายตัวไปในช่วงเวลาเดียวกับคดีนี้

เศรษฐินรี เวเนส ประธานเครือข่ายภาคีหญิงไทยในสหราชอาณาจักร(Thai women network in the UK) กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของเบาะแสคดีปริศนา 'เจ้าสาวชาวไทย' ในการแถลงข่าวเมื่อวานนี้ (24) ที่จ. อุดรธานี

หลังจากเครือข่ายภาคีหญิงไทยในสหราชอาณาจักรและสำนักงานยุติธรรมจังหวัดอุดรธานีลงพื้นที่ตามที่อยู่บนจดหมาย พบว่ามีเอกสารหลักฐานต่าง ๆ เกี่ยวข้องกับหญิงสาวคนดังกล่าวที่ได้สมรสกับหนุ่มชาวอังกฤษเมื่อปี พ.ศ.2534 อาทิ รูปถ่ายที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับภาพวาดจากตำรวจยอร์กเชียร์เหนือ รูปถ่ายเอกสารต่างๆระบุถึงความเป็นไปได้ว่าลูกสาวของทั้งคู่ อาจจะเป็น 'สตรีแห่งขุนเขา' ตามที่คนท้องถิ่นเรียกก็ได้

ขณะนี้เครือข่ายฯ พร้อมทั้งสำนักงานยุติธรรมจังหวัด ฯ กำลังเดินหน้าประสานงานกับหน่วยงานของรัฐ อย่างเช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อส่งคนมาเจาะเลือดพ่อแม่และส่งไปยังสหราชอาณาจักรเพื่อตรวจสอบ

"สตรีแห่งขุนเขา"

นักเดินเขาทั้งห้าฟันฝ่าอากาศที่มืดครึ้มในระหว่างที่เดินทางออกจากหมู่บ้านฮอร์ตันในริบเบิลส์เดล ไปยัง "เขาสามยอด" (Three Peaks) ที่โด่งดังแห่งยอร์กเชียร์

หลังจากที่เดินทางไปถึงยอดของเนินเขาที่เล็กที่สุดที่ชื่อเพนนีเกนต์ (Pen-y-ghent) พวกเขาต้องกลับไปยังพื้นราบเนื่องจากฝนตกและลมแรง

นักเดินเขาตัดสินใจหยุดพักใกล้กับกลุ่มถ้ำที่เรียกว่าเซลล์ จิลล์ โฮลส์ (Sell Gill Holes) เพื่อพักกินอาหารและถ่ายรูป

ไม่กี่นาทีต่อมา ปีเตอร์ กู๊ดฮิว เห็นร่างเปลือยครึ่งท่อนของหญิงคนหนึ่งขดอยู่หลังโขดหินในลำธาร

"เรากำลังมองเข้าไปในถ้ำ แล้วผมก็มองไปทางซ้าย ตอนแรกผมคิดว่าเป็นหุ่น แต่พอเข้าไปใกล้ ๆ ผมถึงรู้ว่าเป็นศพ เพราะเล็บหายไปจากนิ้ว"

"เขาตะโกนบอกว่ามีศพ" นายฮิล เพื่อนของเขา กล่าว

"มันเหลือเชื่อมาก ผมอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก แล้ววันต่อมาผมก็ร้องไห้หลังจากที่รับรู้ได้ว่าอะไรเกิดขึ้น"

Image copyright Richard Hill
คำบรรยายภาพ ไม่กี่อึดใจหลังจากที่ ริชาร์ด ฮิล ถ่ายรูปนี้ เขาและเพื่อน ๆ ก็พบศพในลำธารบนเขาแห่งนี้

แม้ว่าจะมีการสอบสวนอย่างละเอียด แต่ตำรวจยอร์กเชียร์เหนือไม่สามารถที่จะตอบคำถามที่สำคัญที่สุดได้ว่า ผู้หญิงคนนี้คือใคร แล้วเธอเสียชีวิตได้อย่างไร

จากการตรวจร่างกายของเธอ พบว่ามีความสูง 149 ซม. และน้ำหนัก 63 กก.

อายุของเธออยู่ที่ประมาณ 25-35 ปี ผมสีน้ำตาลเข้มประบ่า

ความเชื่อในขณะนั้น คือ เธอน่าจะเป็นคนพื้นเพจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่นั่นหมายความว่า เธออาจจะมาจากประเทศไทย ฟิลิปปินส์ ลาว เวียดนาม หรืออินโดนีเซีย ก็ได้

แต่ไม่เคยมีใครมาระบุตัวตนของผู้หญิงคนนี้ ซึ่งต่อมาคนในหมู่บ้านฮอร์ตันอินริบเบิลส์เดล เรียกเธอว่าเป็น "สตรีแห่งขุนเขา"

หน่วยงานในท้องถิ่นเศร้าใจกับเหตุที่เกิดขึ้นจึงจัดงานศพให้เธอ ฝังเธอไว้ที่สุสานของหมู่บ้านซึ่งมีคนเข้าร่วมพิธีกว่า 40 คน

"มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก ทุกคนในหมู่บ้านรู้สึกแย่มากที่ผู้หญิงคนนี้ต้องถูกทิ้งไว้อย่างเดียวดาย" ชีล่า มิลแมน ซึ่งเป็นประธานชุมชน กล่าวในตอนนั้น

"เรารู้สึกถึงความรับผิดชอบที่ต้องมีต่อเธอ เหมือนเธอเป็นของพวกเราแล้วเราอยากจะรับประกันว่าเธอมีที่อยู่หากวันใดวันหนึ่งจะมีคนตามหาญาติของเธอได้"

Image copyright Alamy
คำบรรยายภาพ เส้นทางเดินสู่ยอดเขาเพนนีเกนต์

ทางตันของการสืบสวน

ด้าน การสืบสวนของตำรวจนั้น พบแต่ทางตัน

นักพยาธิวิทยาสรุปว่าเธอเสียชีวิตมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งถึงสามสัปดาห์ แต่ไม่สามารถระบุสาเหตุของการเสียชีวิตได้ เนื่องจากไม่มีร่องรอบการบาดเจ็บที่เห็นได้ชัด เช่น ถูกยิงหรือทุบตี

อวัยวะในร่างกายของเธอเน่าเปื่อยเกินกว่าที่แพทย์สามารถระบุได้ว่าเธอเสียชีวิตจากการเจ็บป่วย เช่น หัวใจวายหรือเส้นโลหิตในสมองแตกอย่างเฉียบพลัน แต่การที่ไม่มีหนอนไต่-แมลงตอม แสดงให้เห็นว่าศพอาจถูกทิ้งข้างนอกเพียงไม่กี่วัน

ที่สำคัญ ตำรวจอยากได้ผลชันสูตรที่สรุปว่าเธอไม่ได้ตายแบบผิดธรรมชาติ

Image copyright Alamy
คำบรรยายภาพ คนในหมู่บ้านฮอร์ตันอินริบเบิลส์เดลฝังศพหญิงนิรนามไว้ในสุสานของชุมชน แล้วเรียกเธอว่าเป็น "สตรีแห่งขุนเขา"

ข้อเท็จจริงที่ว่า ในขณะที่เธอถูกพบ เธอสวมเพียงถุงเท้า กางเกงยีนส์มาร์กแอนด์สเปนเซอร์สีเขียว และยกทรงตะขอหลุดทำให้ตัวเสื้อในหลุดมากองที่แขนซ้าย ทำให้สามารถอธิบายได้ว่าเธออาจจะหลงทางและเสียชีวิตจากภาวะอุณหภูมิกายต่ำผิดปกติ (hypothermia) ซึ่งการที่เธอสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น สามารถอธิบายจากอาการ "paradoxical undressing" คือรู้สึกหนาวจัดจนเกิดอาการประสาทที่ทำให้คิดว่าร้อนเหมือนถูกเผาไหม้

ข้อมูลบุคคลสูญหาย การสอบถามจากสถานทูตต่างประเทศ และแบบทดสอบทางมานุษยวิทยาและทันตกรรมไม่สามารถที่จะนำไปสู่การระบุตัวตนของเธอได้

รื้อคดีอีกครั้ง

คดีของเธอได้ถูกส่งต่อไปยังทีมที่ทำคดีที่ปิดไม่ลง ซึ่งได้กลับมาดูคดีนี้อีกรอบหนึ่งในปี 2016 และพวกเขาก็ได้ข้อสรุปที่ต่างจากทีมสืบสวนดั้งเดิม

พวกเขาเริ่มสืบสวนไปในแนวทางที่ว่า ผู้หญิงคนดังกล่าวอาจเป็น "เจ้าสาวชาวไทย" อดัม ฮาร์แลนด์ อดีตหัวหน้านักสืบในคดีนี้กล่าว

"คำว่า เจ้าสาวชาวไทย ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงคนนี้มาจากประเทศไทย แต่เธอเป็นผู้หญิงที่มีความสัมพันธ์กับชายผิวขาวแล้วทั้งคู่กลับมาอาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักรในช่วงทศวรรษ1990 หรือต้น ทศวรรษ 2000" เขากล่าว

"ข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีใครแจ้งว่าเธอได้หายตัวไป อาจจะหมายความว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้ขาดสะบั้นลง และการที่เธอหายตัวไปเป็นเพราะเธอ 'กลับบ้านเกิด' ไปแล้ว

"ในกรณีนี้ คู่รักของเธอก็มีข้ออ้างที่ฟังได้ปกติสำหรับการหายตัวไปของเธอ และด้วยเหตุผลนั้น ผมคิดว่าเขาสามารถรอดตัวไปได้ จนบัดนี้"

คำบรรยายภาพ กวีในชุมชนนิพนธ์บทกวีเพื่อไว้อาลัยหญิงนิรนามผู้นี้

นายฮาร์แลนด์และทีมของเขาเชื่อว่าผู้หญิงดังกล่าวอาศัยอยู่ในชนบททางตอนเหนือของแลงคาเชียร์หรือทางตอนใต้ของคัมเบรีย และถูกฆาตกรรมโดยคู่รักของเธอ ก่อนที่จะถูกนำไปฝังไว้นอกบ้าน บริเวณลำธารที่ศพของเธอถูกค้นพบอยู่ห่างจากถนนหลักเป็นระยะทาง 1 ไมล์และอยู่ไกลจากเมืองที่ใกล้ที่สุด คือ เซ็ทเทิล ไปหลายกิโลเมตร

เธอใส่แหวนทองที่นิ้วนางข้างซ้าย จากส่วนผสมทองคำที่สูงทำให้ตำรวจสาวไปที่กรุงเทพฯ

สำนักงานสถิติแห่งชาติของประเทศอังกฤษระบุว่า ในปี 2004 มีคน 3,000 คนในคัมเบรียและแลงคาเชียร์ที่เกิดในประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ฐานข้อมูลประวัติฆาตกรจากคดีฆาตกรรมในอดีตของตำรวจพบว่า ฆาตกรส่วนใหญ่ขับรถเป็นระยะทาง 80-130 กม. จากจุดเกิดเหตุมาทิ้งศพ และมักอุ้มศพไปซ่อนอำพรางไม่เกิน 50 เมตรจากรถยนต์

ศพของเธอถูกทิ้งไว้บนเส้นทางที่เข้าถึงได้เพียงรถขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ฆาตกรอาจจะอาศัยอยู่ในเขตชนบท

อย่างไรก็ตาม ศพของเธอน่าจะถูกทิ้งไว้ในจุดที่ลับตาคน และร่างของเธอเพิ่งถูกพบหลังฝนตกหนัก

"บริเวณนั้นของยอร์กเชียร์ เดลส์ มีสภาพภูมิอากาศเป็นของตัวเอง" แม็กซ์ โจเว็ทท์ อดีตนักสืบที่ร่วมสืบสวนคดีนี้ กล่าว

"เราพบนักวิ่งคนหนึ่ง ซึ่งทุกเช้าเขาต้องตรวจดูระดับน้ำ เมื่อเขาเอาตารางมาให้เรา ก็พบว่ามีฝนตกหนักในช่วง 24 ชม.ก่อนที่เธอจะถูกค้นพบ ซึ่งมีปริมาณที่มากพอที่จะพัดพาศพไปได้"

คำบรรยายภาพ ป้ายหลุมศพของ 'เจ้าสาวชาวไทย' เรียกเธอว่า "สตรีแห่งขุนเขา"

นายฮาร์แลนด์เชื่อว่าฆาตกรคุ้นเคยกับพื้นที่

"ถ้าคุณบังเอิญผ่านมายังบริเวณนี้ คุณอาจคิดที่จะทิ้งศพไว้ในถ้ำ แต่คนที่รู้จักพื้นที่นี้จะรู้ว่ามีตะแกรงเหล็กช่องลมอยู่ท้ายถ้ำที่มีคนเดินผ่านเป็นประจำ"

"ความเป็นไปได้ก็คือ เธอเสียชีวิตที่บ้าน ฆาตกรต้องกำจัดเธออย่างรวดเร็ว จึงพาเธอมาที่นี่และทิ้งเธอไว้ให้ห่างไกลสายตาผู้คน"

หลักฐานที่ใหม่และน่าเชื่อถือที่สุดมาจากความก้าวหน้าด้านนิติวิทยาศาสตร์

การวิเคราะห์ไอโซโทปซึ่งยังไม่มีในตอนที่ทีมดั้งเดิมทำคดีนี้ ได้ระบุว่าผู้หญิงดังกล่าวอยู่ที่ใดในระยะสองปีสุดท้ายของชีวิต

การวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นการตรวจวัดระดับคาร์บอน ออกซิเจน ไฮโดรเจน และไนโตรเจนที่พบในดินหรือน้ำดื่ม ที่อยู่ในชิ้นตัวอย่างเส้นผม ฟัน หรือกระดูก ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่บุคคลนั้นอาศัยอยู่

การทดสอบจากกระดูกและฟันยืนยันว่าเธอเติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่การทดสอบเส้นผมได้ค้นพบไอโซโทปที่เจอที่บางพื้นที่ในสหราชอาณาจักร รวมถึงตอนใต้ของคัมเบรีย และตอนเหนือของแลงคาเชียร์

"ไม่ใช่ว่า เรากำลังงมเข็มในมหาสมุทร แต่เราลดขนาดมหาสมุทรให้เล็กลงมาอยู่ในขนาดที่เราจัดการได้" ศาสตราจารย์วูลแฟรม เมียร์-ออเก็นสไตน์ ผู้ทดสอบ กล่าว

"เราให้ข้อมูลกับตำรวจเพื่อให้พวกเขาได้ลดพื้นที่การสืบสวนลง ทำให้เพิ่มความเป็นไปได้ที่จะเจอหลักฐานอื่น ๆ เช่น บันทึกการทำฟัน หรือ ดีเอ็นเอของญาติ"

Image copyright Alamy
คำบรรยายภาพ "เรารู้สึกถึงความรับผิดชอบที่ต้องมีต่อเธอ เหมือนเธอเป็นของพวกเราแล้วเราอยากจะรับประกันว่าเธอมีที่อยู่หากวันใดวันหนึ่งจะมีคนตามหาญาติของเธอได้"

นายฮาร์แลนด์กล่าวว่า กรณีเช่นนี้ไม่ได้มุ่งเน้นที่จะแก้ปมอย่างรวดเร็ว แต่เป็นการสร้างทฤษฎีที่อยู่บนพื้นฐานของคำอธิบายที่เป็นไปได้มากที่สุด

"มีหลายครั้งที่คุณลองส่องกล้องโทรทรรศน์ผิดด้าน แล้วก็สงสัยว่าทำไมทุกอย่างถึงเล็กจัง" เขากล่าว

"เมื่อเรารู้ว่าผู้หญิงคนนี้คือใคร และใครคือคนสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับเธอ ผมคิดว่าพวกเขาจะต้องหาคำอธิบายเยอะพอควร"

"เราไม่มีคดีที่ปิดไม่ได้มากนัก คดีนี้ไม่ใช่คดีที่แก้ง่าย แต่มันสามารถแก้ได้"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม