ราคาน้ำมัน : ใครคือผู้มีอิทธิพลกุมราคาในตลาดโลกตัวจริง ?

  • 28 ธันวาคม 2018
โรงกลั่นน้ำมัน Image copyright AFP

ช่วงหลายปีมานี้ กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันเป็นสินค้าออกหรือโอเปกตกเป็นเป้าถูกวิจารณ์ เมื่อไม่นานมานี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็เพิ่งออกมากล่าวหาโอเปกว่า "ฉกฉวยประโยชน์จากทั่วโลก" และทำให้ราคาน้ำมัน "สูงเกินจริง" แต่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน โอเปกยังคงมีอิทธิพลเช่นเคยหรือไม่ ?

แอนดรูว์ วอล์คเกอร์ ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจ บีบีซีเวิลด์เซอร์วิส รายงานว่ามีบางครั้งบางคราวอยู่เหมือนกัน ที่โอเปกทำให้โลกตกอยู่ในสภาพ ไม่ต่างจากการตกเป็นตัวประกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงกลางทศวรรษ 1970 ตอนที่โอเปกลดการผลิตจนทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าตัว ทว่า อิทธิพลของโอเปกนั้นอาจต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์

ควบคุมการผลิต

นอกจากสมาชิกดั้งเดิมแล้ว โอเปกยังมีชาติอื่น ๆ ร่วมเป็นพันธมิตร ที่เห็นชัดเจนที่สุดก็อย่างรัสเซีย ที่ต้องการร่วมผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวหรือปรับเพิ่มสูงขึ้น หลังจากร่วงตกลงอย่างหนักในช่วงต้นเดือนตุลาคมปี 2018

กลไกสำคัญของโอเปกก็คือการบริหารระดับผลผลิตน้ำมัน ไม่ว่าจะด้วยการลดปริมาณการผลิต หากต้องการกระตุ้นให้ราคาปรับสูงขึ้น หรือเพิ่มการผลิตหากต้องการให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง อย่างน้อยก็ให้อยู่ในระดับที่ไม่ทำให้ราคาร่วงลงจนได้รับความเสียหาย

โอเปกนั้นมีบทบาทมากพอที่จะสร้างผลสะเทือนได้ เพราะเป็นผู้ผลิตน้ำมันถึง 40% ของปริมาณน้ำมันดิบทั่วโลก แม้ว่าจะไม่มากเท่าที่เคยผลิตในช่วงต้นทศวรรษ 1970

ขณะที่ผู้ผลิตน้ำมันดิบอีก 60% ที่เหลือก็มีความสำคัญ โดยเฉพาะรัสเซียและสหรัฐฯ สองชาตินอกกลุ่มโอเปก

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ สำนักงานใหญ่ของโอเปก ในกรุงเวียนนา ออสเตรีย

บทบาทรัสเซีย

รัสเซียนั้นสนับสนุนโอเปกในการทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น เริ่มตั้งแต่ปี 2016 ที่โอเปกตัดสินใจลดปริมาณการผลิต 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในครั้งนั้นทั้งรัสเซียและสมาชิกนอกกลุ่มโอเปกจำนวนหนึ่งร่วมทำเช่นเดียวกัน

การตัดสินใจดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น น้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 86 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในเดือนตุลาคม จากที่เคยอยู่ต่ำกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในช่วงก่อนหน้านั้น

วิกฤตทางการเมืองในเวเนซุเอลา ลิเบีย และไนจีเรีย ทำให้ชาติสมาชิกโอเปกเหล่านี้ไม่สามารถผลิตน้ำมันได้มากเท่าที่ควร

อิทธิพลของอิหร่าน

อิหร่านได้รับผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ กลับมาดำเนินมาตรการคว่ำบาตรจากการทดลองขีปนาวุธ มีความเป็นไปได้ที่อิหร่านอาจจะไม่ส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลก หรือส่งออกในปริมาณน้อย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นในปีนี้

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ อิหร่านยังคงขายน้ำมันให้หลายชาติ

แต่ลูกค้ารายใหญ่ของอิหร่านอย่างจีน อินเดีย และญี่ปุ่น ได้รับการยกเว้นชั่วคราวให้ยังซื้อน้ำมันจากอิหร่านได้ จึงทำให้ราคาอ่อนตัวลงเพราะความต้องการน้ำมันจากผู้ผลิตรายอื่นไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่คาด ถือได้ว่าราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นนับตั้งแต่ปลายปี 2016 นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อตกลงระหว่างโอเปก รัสเซียและชาติผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปกอื่น ๆ

ภายในโอเปกเองนั้น ซาอุดีอาระเบียถือว่ามีความสำคัญ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ ระบุว่าปริมาณน้ำมันที่ซาอุฯ ผลิตนั้นคิดเป็น 1 ใน 3 ของปริมาณน้ำมันและมากกว่าครึ่งของสำรองน้ำมันทั้งหมดที่โอเปกผลิต แต่ถึงอย่างนั้น ซาอุฯ เองก็ไม่กล้าที่จะตัดสินใจในเรื่องราคาเพียงฝ่ายเดียว และคาดหวังให้สมาชิกโอเปกชาติอื่น ๆ และรัสเซียร่วมตัดสินใจด้วย

สหรัฐฯ คือผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุด

ในปัจจุบันสหรัฐฯ ครองตำแหน่งผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุด แต่รูปแบบที่สหรัฐฯ ดำเนินการนั้นแตกต่างจากชาติอื่น การผลิตน้ำมันเป็นอุตสาหกรรมเอกชน การตัดสินใจใด ๆ จะคำนึงถึงผลกำไรเป็นสำคัญ ส่วนผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของรัสเซียนั้นมีความใกล้ชิดกับรัฐบาล ขณะที่อารามโก กิจการน้ำมันของซาอุฯ นั้นเป็นของรัฐ

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ การขุดเจาะน้ำมันและก๊าซจากหินดินดานยังเป็นสิ่งที่ถูกต่อต้านในหลายประเทศ

ผู้ผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ ไม่ได้จับมือกับโอเปกกำหนดราคาน้ำมัน เพราะถือว่าผิดกฎหมายการต่อต้านการผูกขาดของสหรัฐฯ แต่สิ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ในสหรัฐฯ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาคือการขุดเจาะน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดาน หรือ shale oil ซึ่งช่วยให้สหรัฐฯ ผลิตน้ำมันสำหรับใช้ในประเทศได้เพิ่มขึ้นจาก 1 ใน 3 เป็น 2 ใน 3 ส่วนที่เหลือยังคงนำเข้า และ shale oil ก็คือสาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างหนักหลังจากช่วงกลางปี 2014

เหตุผลหนึ่งที่โอเปกไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อตอบสนองเรื่องนี้ให้เร็วกว่าที่ทำมา ก็เพราะสมาชิกบางประเทศ โดยเฉพาะซาอุฯ ต้องการเห็นผู้ผลิต shale oil ของสหรัฐฯ ถูกบีบจากราคาที่ต่ำกว่า

ณ ขณะนี้ยังถือได้ว่าโอเปกเป็นกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันที่มีความสำคัญ แต่ไม่ใช่ผู้ที่กุมตลาดน้ำมันของโลกอีกต่อไปแล้ว และในระยะยาว หากความพยายามแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศทำให้โลกพึ่งพิงน้ำมันน้อยลงแล้วละก็ ความสำคัญของโอเปกก็จะยิ่งลดน้อยถอยลงไปอย่างที่จะเห็นได้ชัดเจน