สาวซาอุ : ไม่ว่าอายุเท่าไร หญิงทุกคนก็ต้องอยู่ใต้ "การคุ้มครอง" ของญาติเพศชายในซาอุดีอาระเบีย

  • 9 มกราคม 2019
มิเชล โอบามา สตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ และฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศ ถ่ายภาพร่วมกับ ซามาร์ บาดาวี จากซาอุดีอาระเบีย ขณะที่เธอรับรางวัลผู้หญิงกล้าหาญนานาชาติปี 2012 ระหว่างการจัดพิธีที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตันดีซี Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ซามาร์ บาดาวี ซึ่งเป็นนักรณรงค์เรื่องความเท่าเทียม ถ่ายภาพร่วมกับ มิเชล โอบามา และฮิลลารี คลินตัน

ประเทศไทยตกเป็นข่าวดังทั่วโลกอีกครั้ง ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา เมื่อวัยรุ่นสาวจากซาอุดีอาระเบียหนีออกจากครอบครัว และกักตัวเองไว้ในห้องพักโรงแรมในสนามบินสุวรรณภูมิ เพราะกลัวว่าจะถูกส่งกลับประเทศ และะถูกจำคุก

ข่าวนี้สร้างความสนใจให้นานาชาติหันมาให้ความสนใจกับกฎหมาย และข้อปฏิบัติต่างๆจำกัดสถานภาพของสตรีในซาอุดีอาระเบีย โดยเฉพาะ "ระบบผู้คุ้มครองที่เป็นชาย" ไม่ว่าจะเป็นพ่อ, พี่ชาย, สามี หรือลูกชาย มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องสำคัญต่าง ๆ แทนผู้หญิงได้

ผู้หญิงซาอุฯ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากญาติเพศชายเมื่อต้องการทำหนังสือเดินทาง, เดินทางออกไปต่างประเทศ, ไปเรียนต่างประเทศด้วยทุนของรัฐบาล, แต่งงาน, ออกจากเรือนจำ หรือแม้แต่ออกจากที่พักพิงชั่วคราวของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิด

"นี่เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงและเด็กหญิงซาอุฯ ทุกคน ตั้งแต่เกิดจนตาย พวกเธอได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นผู้เยาว์" โมนา เอลทาฮาวี ผู้สื่อข่าวอเมริกันเชื้อสายอียิปต์ กล่าวกับบีบีซี

ซาอุดีอาระเบีย ให้สัตยาบัน อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women--CEDAW) และระบุว่า รับประกันความเท่าเทียมทางเพศที่สอดคล้องกับบทบัญญัติของชารีอะห์ หรือกฎหมายอิสลาม

นอกจากนี้ ซาอุฯ ยังได้ยกเลิกการห้ามผู้หญิงและเด็กหญิงเล่นกีฬาในโรงเรียนรัฐบาล และอนุญาตให้ผู้หญิงเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลในสนามได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติ แสดงความกังวล เมื่อเดือน ก.พ. 2018 จากความล้มเหลวในการรับรองกฎหมายพิเศษว่าด้วยการห้ามการเลือก ปฏิบัติต่อผู้หญิง รวมถึง การไม่มีนิยามทางกฎหมายว่าด้วยการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงของซาอุฯ

ผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า ระบบผู้คุ้มครองที่เป็นชาย เป็น "อุปสรรคสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในทางสังคมและเศรษฐกิจ"

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุฯ และสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน ได้เริ่มการปฏิรูปบางส่วน

เชื่อว่า ระบบนี้มาจากการตีความบทบัญญัติในพระคัมภีร์อัลกุรอ่านบทหนึ่งของผู้ปกครองทางศาสนาของซาอุฯ ที่ระบุว่า "ผู้ชายคือผู้ปกป้องและผู้ดูแลผู้หญิง เพราะพระเจ้าทรงประทาน [ความแข็งแกร่ง] ให้ผู้ชาย มากกว่าผู้หญิง และเพราะพวกเขาสนับสนุนพวกเธอจากวิธีการของพวกเขา"

ฮิวแมนไรท์วอทช์ รายงานเมื่อปี 2016 ว่า ซาอุฯ "บังคับใช้ระบบที่ต้องมีผู้ปกครองในหลายกิจกรรมอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา" และผู้หญิงจำนวนหนึ่งซึ่งท้าทายระบบนี้เผชิญกับการถูกกักกันและดำเนินคดี

ในปี 2008 ซามาร์ บาดาวี นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียง ซึ่งเธออ้างว่าถูกพ่อทำร้ายร่างกาย ได้หนีออกจากบ้านและไปขอลี้ภัยอยู่ที่ศูนย์พักพิงแห่งหนึ่ง จากนั้นเธอได้เริ่มกระบวนการทางกฎหมายในการถอดถอนพ่อของเธอออกจากการเป็นผู้ปกครอง

เธอบอกว่า พ่อตอบโต้ด้วยการฟ้องว่าเธอ "ไม่เชื่อฟัง" ผู้พิพากษาได้สั่งให้กักกันตัวเธอไว้ในปี 2010 และเธอต้องอยู่ในเรือนจำนาน 7 เดือน ก่อนที่นักเคลื่อนไหวจะทำให้ผู้คนหันมาสนใจคดีของเธอ และทางการได้ยกฟ้องคดีนี้

Image copyright Twitter/@MERiAM_AL3TEEBE
คำบรรยายภาพ มาเรียม อัล-โอทาอิบี ถูกควบคุมตัว 100 วัน หลังจากหนีออกจากบ้านของพ่อเธอ

มาเรียม อัล-โอทาอิบี นักเคลื่อนไหวอีกคน ต้องอยู่ในสถานกักกันนาน 3 เดือนในปี 2017 หลังจากพ่อของเธอกล่าวหาเธอว่า "ไม่เชื่อฟัง"

เธอได้หนีออกจากบ้าน หลังจากอ้างว่าเผชิญกับการกระทำทารุณจากพ่อและพี่ชาย เพื่อตอบโต้การที่เธอเป็นผู้นำการณรงค์ต่อต้านระบบผู้ปกครองในโซเชียลมีเดีย

การที่เธอได้รับการปล่อยตัวในที่สุด ได้รับการยกย่องจากเพื่อนนักเคลื่อนไหวว่าเป็นชัยชนะ เพราะเธอได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีผู้ปกครองที่เป็นผู้ชายอนุมัติ

แต่ยังมีผู้หญิงจำนวนมากที่ลี้ภัยไปต่างประเทศก็ไม่สามารถรอดพ้นการถูกควบคุมตัวได้

ในปี 2017 ดีนา อาลี เลสลูม ถูกบังคับส่งตัวกลับไปยังครอบครัวของเธอในซาอุฯ ขณะที่รอเปลี่ยนเครื่องในฟิลิปปินส์เพื่อเดินทางต่อไปยังออสเตรเลีย เธอกล่าวว่า เธอกำลังหนีการถูกบังคับให้แต่งงาน

ฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุว่า ได้รับรายงานว่า เลสลูม ถูกควบคุมตัวไว้ในสถานพักพิงแห่งหนึ่งเป็นช่วงเวลาหนึ่ง ไม่แน่ชัดว่า เธอได้กลับไปหาครอบครัวของเธอแล้วหรือยังตั้งแต่นั้น

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ผู้หญิงชาวซาอุดีอาระเบีย เป้าหมายกลุ่มใหม่ของอุตสาหกรรมรถยนต์

นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิของผู้หญิง ได้เรียกร้องให้ยุติระบบผู้ปกครองมาเป็นเวลานานแล้ว

ในเดือน ก.ย. 2016 พวกเขาได้ยื่นคำร้องที่รวบรวมรายชื่อ 14,000 ชื่อให้แก่ศาล หลังจากที่แฮชแท็กภาษาอาหรับที่บอกว่า "ผู้หญิงซาอุฯ อยากล้มเลิกระบบผู้คุ้มครอง" กลายเป็นแฮชแท็กไวรัลในทวิตเตอร์ และทำให้เกิดการรณรงค์ขนานใหญ่ขึ้น

แกรนด์ มุฟติ อับดุล อาซิส อัล ชีค เจ้าหน้าที่ด้านศาสนาที่มีตำแหน่งสูงสุดของซาอุฯ เรียกคำร้องนี้ว่า "อาชญากรรมต่อกฎหมายอิสลามและภัยคุกคามต่อสังคมซาอุฯ ที่มีอยู่จริง" แต่ 5 เดือนต่อมา สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน ได้ออกพระราชกำหนดอนุญาตให้ผู้หญิงเข้ารับบริการของภาครัฐได้โดยไม่ต้องการขออนุญาตจากผู้คุ้มครองที่เป็นผู้ชาย

ต่อมาเมื่อเดือน ก.ย. 2017 พระองค์ทรงประกาศว่า ผู้หญิงจะได้รับอนุญาตให้ขับรถได้เป็นครั้งแรก นักเคลื่อนไหวต่างยินดีต่อข่าวนี้ แต่ก็ยืนยันว่าจะรณรงค์เพื่อความเท่าเทียมกันมากขึ้น

จากนั้นเมื่อเดือน พ.ค. 2018 ไม่กี่สัปดาห์ ก่อนที่จะมีการยกเลิกการห้ามผู้หญิงขับรถ ทางการซาอุฯ ได้เริ่ม การปราบปรามการเคลื่อนไหวสิทธิสตรีอย่างเห็นได้ชัด ทำให้มีนักเคลื่อนไหวกว่า 10 คนถูกควบคุมตัว รวมถึง บาดาวี ผู้ชายหลายคนที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวหรือออกมาปกป้องนักเคลื่อนไหวในชั้นศาลก็ถูกจับกุมตัวด้วยเช่นกัน

หลายคนที่ถูกควบคุมตัว ถูกกล่าวหาด้วยข้อหาอาชญากรรมร้ายแรง รวมถึง "การติดต่อกับกลุ่มต่างชาติอย่างน่าเคลือบแคลงสงสัย" ซึ่งอาจทำให้พวกเขาถูกจำคุกเป็นเวลานาน ขณะที่สื่อที่สนับสนุนฝ่ายรัฐบาล ต่างเรียกพวกเขาเหล่านี้ว่า "กบฏ"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม