เลือกตั้ง 2562 : ไทยอาจไม่ใช่ 24 ก.พ. แต่ เกาหลีเหนือ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ได้วันแน่นอนแล้ว

  • 10 มกราคม 2019
Kim Jong-un Image copyright Getty Images

บีบีซีไทยชวนมองการเลือกตั้งในประเทศใกล้เคียงอย่างเกาหลีเหนือ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ บริบทที่แตกต่างว่าให้แง่คิดมุมมองอะไรที่น่าสนใจได้บ้าง

เกาหลีเหนือ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ของทางการเกาหลีเหนือ รายงานวันที่ 9 ม.ค. ว่า เกาหลีเหนือจะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศเพื่อสรรหาสมาชิก 687 คนเข้าสู่สภาประชาชนสูงสุด (Supreme People's Assembly หรือ SPA) ในวันที่ 10 มี.ค.

การเลือกตั้งในเกาหลีเหนือเกิดขึ้นทุก 5 ปี ซึ่งเว็บไซต์ข่าว NK News ระบุว่า ทั้งไม่เป็นอิสระและไม่ยุติธรรมเนื่องจากถูกควบคุมโดยทางการอย่างเคร่งครัด ชาวเกาหลีเหนือต้องลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของพรรคท้องถิ่นแล้ว

Image copyright Reuters

นี่จะเป็นการจัดการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ในเกาหลีเหนือภายใต้การนำประเทศของนาย คิม จอง อึน หลังจากครั้งที่แล้วเมื่อเดือน มี.ค. ปี 2014 มีผู้มาใช้สิทธิ์ 99.97 เปอร์เซ็นต์ของผู้ลงทะเบียนเลือกตั้ง ตามการรายงานของสำนักข่าว KCNA

NK News ระบุว่า ที่ผ่านมา มีรายงานความขัดแย้งระหว่างการเมืองฝ่ายต่าง ๆ บ้าง อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครทุกคนต้องได้รับความเห็นชอบจากพรรครัฐบาล นายคิม จอง อึน เองก็อยู่ในสภานิติบัญญัตินี้ด้วย และได้รับเลือกด้วยคะแนนท่วมท้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว

ผู้แปรพักตร์บอกกับเว็บไซต์ข่าว NK News เมื่อปี 2014 ว่า โดยหลักแล้ว การเลือกตั้งในเกาหลีเหนือเป็นเครื่องมือในการควบคุมของรัฐ ซึ่งช่วยให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของพรรคได้สอดส่องประชาชนและทดสอบความภักดี

ฟีโอดอร์ เทอร์ทิตสกี ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือซึ่งเขียนให้กับ NK News บอกว่า การเลือกตั้งยังเป็นไปเพื่อจุดประสงค์เชิงอุดมการณ์ด้วย และเป็นการโฆษณาชวนเชื่อว่า ประชาชนธรรมดาทั่วไปก็สามารถได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาได้

อินโดนีเซีย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ อีกปัจจัยสำคัญที่นายโจโควิให้ความสำคัญเพื่อจะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 คือการสร้างความน่าเชื่อถือในเรื่องศาสนาอิสลาม

17 เม.ย. ที่จะถึงนี้ จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อินโดนีเซียที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสมาชิกสภาที่ปรึกษาประชาชนอินโดนีเซีย (People's Consultative Assembly หรือ MPR) ในวันเดียวกัน โดยผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงมากกว่า 190 ล้านคน และจะเป็นการกลับมาแข่งขันกันอีกครั้งระหว่างแชมป์เก่า และผู้ท้าชิงเดิม ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2014 คือ ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด หรือ อีกนามหนึ่งว่า โจโควิ และ พล.ท. ปราโบโว สุบิยันโต นายพลเกษียณ และอดีตลูกเขยของอดีตประธานาธิบดี ซูฮาร์โต

เว็บไซต์นิเคอิ เอเซียน รีวิว คาดการณ์ว่า ปธน. โจโควิ น่าจะได้รับเลือกเป็นสมัยที่สอง

เว็บไซต์เดอะดิโพลแมทก็คาดการณ์ไปในทางเดียวกัน โดยบอกว่าเศรษฐกิจจะเป็นประเด็นหลักในการแข่งขันในครั้งนี้ โดยทั้งผู้เข้าชิงตำแหน่งทั้งสองน่าจะพยายามเรียกคะแนนเสียงด้วยนโยบายเศรษฐกิจแนวประชานิยมเพื่อจัดการกับความไม่เท่าเทียมทางสังคม

เมื่อ ต.ค. ปีที่แล้ว ค่าเงินรูเปียห์อินโดนีเซียอ่อนค่าลงที่สุดในรอบกว่า 20 ปี ซึ่งทำให้หลายคนนึกถึงวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1998 และ พล.ท. ปราโบโว ก็ได้พยายามวิพากษ์วิจารณ์สภาพเศรษฐกิจภายใต้การบริหารประเทศของประธานาธิบดีโจโควิ หลายครั้ง ภายใต้การนำประเทศของนายโจโควิ ตัวเลขหนี้ต่างชาติเพิ่มขึ้นถึง 48 เปอร์เซ็นต์ โดยส่วนใหญ่ใช้ไปกับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ พล.ท. ปราโบโวอ้างว่า แนวโน้มตัวเลขหนี้ต่างชาติจะพาอินโดนีเซียล้มละลายภายในปี 2030

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ พล.ท.ปราโบโว สุบิยันโต นายพลเกษียณ และอดีตลูกเขยของอดีตประธานาธิบดี ซูฮาร์โต

เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์แชนแนลนิวส์เอเชียวิเคราะห์ว่า อีกปัจจัยสำคัญที่นายโจโควิให้ความสำคัญเพื่อจะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 คือการสร้างความน่าเชื่อถือในเรื่องศาสนาอิสลาม ย้อนไปในการเลือกตั้งคราวที่แล้ว ผู้สนับสนุนของ พล.ท. ปราโบโวใช้ประเด็นศาสนาอิสลามในการโจมตีเขาโดยบอกว่านับถือศาสนาคริสต์อย่างลับ ๆ

ประเด็นศาสนานี้ยิ่งมีน้ำหนักขึ้นมากในทางการเมืองหลังจากการเลือกตั้งผู้ว่าการกรุงจาการ์ตาเมื่อปี 2017 นายบาสุกี จาฮาจา ปูร์นามา หรือ "อาฮก" พันธมิตรคนสำคัญของนายโจโควิ พ่ายแพ้ให้แก่นายอานีส ราสยิด บาสวีดัน ผู้สมัครชาวมุสลิมจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม หลังจากอาฮกถูกกล่าวหาว่าลบหลู่ศาสนาแม้เขาได้รับความนิยมจากคนจำนวนมากในกรุงจาการ์ตา

หลายฝ่ายมองว่าการที่นายโจโควิเลือกนายมะรุฟ อามิน ประธานสภาอุลามาอ์แห่งอินโดนีเซีย (Indonesian Ulema Council) มาเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีก็เพื่อเรียกเสียงสนับสนุนจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมนั่นเอง

ฟิลิปปินส์

Image copyright TED ALJIBE/AFP/Getty Images

การเลือกตั้งกลางสมัยของฟิลิปปินส์จะมีขึ้นวันที่ 13 พ.ค. เว็บไซต์นิเคอิ เอเซียน รีวิว ได้คาดการณ์ไว้ว่า ประธานาธิบดีโรดริโก ดูแตร์เต จะยังครองอำนาจไว้ได้ การเลือกตั้งในครั้งนี้จะเป็นการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา 12 ที่นั่งจากทั้งหมด 24 ที่นั่งและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั้งหมดราว 300 คน

นิเคอิ เอเซียน รีวิว อ้างแบบสำรวจโดยสถาบันวิจัย Social Weather Stations เมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้วที่ระบุว่า พรรคร่วมรัฐบาลของ ประธานาธิบดีดูแตร์เต น่าจะยังครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ และเขาก็น่าจะครองฐานเสียงสภาผู้แทนราษฎรเช่นกันเนื่องจาก ส.ส. มักจะหันเข้าหาฝ่ายที่มีอำนาจในขณะนั้น

แซม ชิททิค ตัวแทนของมูลนิธิเอเชีย ในฟิลิปปินส์วิเคราะห์ผ่านทางเว็บไซต์ของมูลนิธิว่า การสนับสนุนประชาธิปไตยยังคงอยู่ในระดับสูง มีการลงทะเบียนเลือกตั้งของผู้มีสิทธิ์ใช้เสียงใหม่ถึง 2.5 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์มาก รวมเป็นจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงมากกว่า 60 ล้านคน โดยคาดกว่า 70-75 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนนั้นจะออกไปใช้สิทธิ์

นายชิททิค บอกว่า เรื่องท้าทายในปีนี้สำหรับฟิลิปปินส์คือการจัดการกับภาวะเงินเฟ้อ การสร้างงาน และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานตามที่ได้สัญญาไว้

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม