ฝุ่น : ผลวิจัยเผย มลพิษอากาศทำให้เสี่ยงแท้งพอ ๆ กับสูบบุหรี่

  • 13 มกราคม 2019
ท้อง Image copyright PA

นสพ.เดอะการ์เดียน ซึ่งอ้างงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ในสหรัฐฯ รายงานว่า มลพิษทางอากาศทำให้ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์เสี่ยงแท้งลูกพอ ๆ กับการสูบบุหรี่ นักวิจัยระบุว่า ผลการวิจัยนี้น่ากังวลใจและต้องมีมาตรการจัดการกับมลพิษทางอากาศเพื่อคนรุ่นต่อไป

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า มลพิษทางอากาศเพิ่มความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนดและทำให้เด็กแรกเกิดมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ ผลวิจัยอีกชิ้นเมื่อไม่นานมานี้ยังมีการพบอนุภาคของมลพิษทางอากาศที่รกในครรภ์ด้วย

อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยล่าสุดนี้เป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ประเมินผลกระทบในระยะสั้นของมลพิษทางอากาศ โดยพบว่า ระดับไนโตรเจนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นเพิ่มความเสี่ยงของการแท้งลูก 16 เปอร์เซ็นต์ ไนโตรเจนไดออกไซด์เกิดจากการเผาผลาญเชื้อเพลิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ไนโตรเจนไดออกไซด์เกิดจากการเผาพลาญเชื้อเพลิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล

ดร.แมทธิว ฟูลเลอร์ หนึ่งในทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ ระบุว่า หากเราเปรียบเทียบความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนี้กับงานวิจัยเรื่องผลกระทบของสิ่งแวดล้อมต่อทารกในครรภ์ชิ้นอื่น ๆ จะพบว่ามันคล้ายกับการสูบบุหรี่ หากพูดถึงการแท้งลูกในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์

งานวิจัยนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Fertility and Sterility ทำขึ้นที่เมืองซอลต์เลคซิตี แต่ ดร.ฟูลเลอร์ บอกว่า สามารถสะท้อนถึงปัญหาที่ใดในโลกก็ได้ เพราะมีเมืองใหญ่ ๆ ที่อื่นที่กำลังเผชิญปัญหามลพิษทางอากาศที่แย่กว่า ระดับไนโตรเจนไดออกไซด์ที่เมืองซอลต์เลคซิตีอยู่ในระดับเท่า ๆ กับกรุงลอนดอนและกรุงปารีส

ฝุ่นละอองกรุงเทพฯ

ในไทยเอง กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังเผชิญกับปัญหาฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือที่รู้จักกันว่า ฝุ่น PM2.5 ซึ่งเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง อาทิ การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ และการก่อสร้าง ซึ่งเป็น 2 สาเหตุหลักของมลพิษทางอากาศในเมืองใหญ่

เมื่อวานนี้ (12 ม.ค.) กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ณ เวลา 15.00 น. ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ว่าอยู่ในระดับ "เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ" ในหลายพื้นที่ โดยมีพื้นที่ริมถนน 19 พื้นที่ที่เกินค่ามาตรฐาน (50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) และพื้นที่ทั่วไปที่เกินค่ามาตรฐาน 16 พื้นที่ด้วยกัน

ส่วนวันนี้ (13 ม.ค.) เมื่อเวลา 7.00 น. กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ PM2.5 พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ "เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ" ปริมาณฝุ่นละอองเพิ่มขึ้นเล็กน้อย พื้นที่ริมถนน เกินค่ามาตรฐาน ตรวจวัดได้ระหว่าง 63-96 มคก./ลบ.ม. จากค่ามาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) 19 พื้นที่ ส่วนพื้นที่ทั่วไปอยู่ในระดับ "เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ" ตรวจวัดได้ระหว่าง 56-99 มคก./ลบ.ม. จากค่ามาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) 17 พื้นที่

เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์รายงานเมื่อวันที่ 11 ม.ค. ว่า นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า สาเหตุที่ค่าฝุ่นละอองเพิ่มขึ้นจนเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพมาจากสภาพอากาศปิด และได้ประสานให้ กทม. นำรถแรงดันสูงไปฉีดพ่นในพื้นที่

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษระบุอีกว่า สถานการณ์ค่าฝุ่นละอองจะขึ้น ๆ ลง ๆ ในช่วง 1-2 เดือนนี้

นายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ ผอ. สำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ เคยให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยเมื่อเดือน ก.พ. โดยบอกว่า "ควรรับทราบไว้ และก็ระมัดระวังระดับหนึ่ง ถ้าเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ผู้ที่เป็นโรคทางเดินหายใจ ก็ระวังตัวนิดนึง คุณหมอบางท่านบอกว่าการสูดฝุ่นแบบนี้เข้าไปทำให้เลือดข้นได้ และทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น"

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นปัญหาที่หลายเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญ ฝุ่น PM2.5 เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะสามารถเดินทางผ่านทางเดินหายใจสู่ปอดและกระแสเลือดได้ง่าย เพิ่มโอกาสของโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ และต้องป้องกันด้วยการสวมใส่หน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐานป้องกันฝุ่นขนาดเล็กโดยเฉพาะ ก่อนหน้านี้ กรุงปักกิ่งของจีน เผชิญกับวิกฤตฝุ่นละอองที่ย่ำแย่กว่ากรุงเทพฯ โดยมีค่าเฉลี่ยฝุ่นละออง PM2.5 ทั้งปีถึง 85 มคก./ลบ.ม. ซึ่งเทียบได้กับการสูบบุหรี่วันละ 4 มวนต่อวัน

ในกรุงลอนดอน รายงานซึ่งจัดทำขึ้นโดย คณะกรรมการตรวจสอบผลกระทบทางการแพทย์จากมลพิษทางอากาศ (Committee on the Medical Effects of Air Pollutants) ระบุว่า บางส่วนของเส้นทางรถไฟใต้ดินในกรุงลอนดอนมีระดับมลพิษทางอากาศสูงกว่าริมถนนในเมืองถึง 30 เท่า

งานวิจัยพบว่า การเดินทางด้วยระยะทางเท่า ๆ กันทางรถบัสในกรุงลอนดอนจะทำให้ผู้โดยสารได้รับมลพิษราว 1 ใน 3 ของการเดินทางด้วยรถใต้ดิน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ บางส่วนของเส้นทางรถไฟใต้ดินในกรุงลอนดอนมีระดับมลพิษทางอากาศสูงกว่าริมถนนในเมืองถึง 30 เท่า

เสียชีวิตเพราะมลพิษทางอากาศ?

ย้อนไปเมื่อปี 2013 เอลลา คิสซิ-เดบราห์ เด็กหญิงวัย 9 ขวบ เสียชีวิตจากภาวะหอบหืดรุนแรง ในช่วงนั้น บ่อยครั้งที่มลพิษทางอากาศบริเวณทางใต้ของกรุงลอนดอนที่เธออาศัยอยู่มีระดับเกินที่กฎหมายสหภาพยุโรปกำหนด การสอบสวนคดีนี้เมื่อปี 2014 พบว่า เธอเสียชีวิตจากภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน และภาวะหอบหืดรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด อัยการสูงสุดอังกฤษได้มีคำสั่งให้เปิดการสอบสวนคดีนี้ขึ้นใหม่เพื่อพิจารณาว่า "ระดับมลพิษทางอากาศที่สูงในระดับที่ผิดกฎหมาย" ส่งผลบางส่วนต่อการเสียชีวิตของเด็กหญิงผู้นี้หรือเปล่า

Image copyright ROSAMUND ADOO-KISSI-DEBRAH
คำบรรยายภาพ เอลลา เสียชีวิตจากภาวะหอบหืดรุนแรง

เมื่อ ส.ค. ปีที่แล้ว นางอาดู-คิสซิ-เดบราห์ รวบรวม 1 แสนรายชื่อเรียกร้องให้อัยการสูงสุดอังกฤษเปิดการสอบสวนถึงสาเหตุการตายของลูกสาวเธอขึ้นใหม่

เธอบอกว่า หากลูกยังมีชีวิตอยู่ก็จะอายุ 15 ปีในอีก 2 สัปดาห์ และถึงแม้การสอบสวนคดีใหม่อีกครั้งจะไม่สามารถทำให้ลูกฟื้นกลับมาได้ "แต่มันจะทำให้เราเข้าใจได้ว่าทำไมเด็กคนหนึ่งซึ่งมีสุขภาพดีมากถึงได้ล้มป่วยอย่างกะทันหันได้"

"เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ที่เด็กในสหราชอาณาจักรในวันนี้จะเสียชีวิตจากโรคหอบหืด เราต้องการมาตรการจริงจังในการจัดการกับอากาศ เช่น ยกเลิกการใช้เครื่องยนต์ดีเซลเก่า ๆ การขนส่งสาธารณะที่ดีขึ้น และมีทางจักรยานมากขึ้น"

โจซลีน ค็อคเบิร์น ทนายด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งรับผิดชอบคดีของเอลลา บอกว่า คดีนี้ให้โอกาสผู้ที่ทำงานในภาครัฐได้ปกป้องสุขภาพของประชาชน เป็นโอกาสที่พวกเขาจะถูกตั้งคำถามและได้รับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น และได้คิดหาวิธีแก้ไข้ปัญหาเพื่อที่จะได้เดินหน้าขจัดมลพิษทางอากาศให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

Image copyright THAI NEWS PIX
คำบรรยายภาพ ท้องฟ้ากรุงเทพฯ เช้าวันที่ 21 ธ.ค. 2561

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม