ยลโฉม 3 ยุทโธปกรณ์ไฮเทคของจีนที่อาจต่อกรกับรัสเซีย-สหรัฐฯ ได้

  • 25 มกราคม 2019
Military parade in Beijing Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การเร่งรัดพัฒนากองทัพจีนให้ทันสมัย กำลังรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่หลายฝ่ายได้คาดการณ์กันไว้

จีน สหรัฐฯ และรัสเซีย ต่างกำลังแข่งขันขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านทหารของโลก

ปัญหาความตึงเครียดภายในประเทศ และข้อพิพาทด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องเขตแดนในทะเล ทำให้รัฐบาลจีนต้องทุ่มงบประมาณมหาศาลในการพัฒนากองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) ให้ทันสมัยทัดเทียมนานาประเทศ นับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา

แต่ภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำคนปัจจุบัน ช่องว่างการแข่งขันทางการทหารระหว่างจีนกับบรรดาประเทศคู่แข่งเริ่มแคบลง และจีนก็กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจด้านการทหารของโลกอย่างรวดเร็ว

รายงานล่าสุดจากสำนักงานข่าวกรองกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า "การเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราเลขสองหลักของจีนชะลอตัวลง แต่ก็ถูกนำไปใช้เป็นงบประมาณในแผนการระยะ 5 ปีเพื่อพัฒนาด้านกลาโหมให้ทันสมัยขึ้น"

"ผลจากการแสวงหาเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ทำให้ PLA มีแนวโน้มที่จะมีระบบอาวุธทันสมัยที่สุดระบบหนึ่งในโลก และได้เป็นผู้นำโลกแล้วในบางด้าน"

นี่คือ 3 ยุทโธปกรณ์ล้ำสมัยที่สุดของจีน

1. ยุทโธปกรณ์กองทัพเรือที่ "ทรงพลังที่สุดในโลก"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ จีนกำลังพัฒนาอาวุธทันสมัยเพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพเรือของตน

ภาพที่โพสต์ทางโซเชียลมีเดียเมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว บ่งชี้ว่าจีนอาจก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลกในด้านอาวุธติดตั้งบนเรือพิฆาตที่สามารถยิงกระสุนได้ด้วยความเร็วเหนือเสียงระดับสูงหรือไฮเปอร์โซนิก

ปืนแม่เหล็กไฟฟ้าแบบรางคู่ขนาน (Railgun) ที่ติดตั้งบนเรือรบจีนนั้น สามารถยิงกระสุนความเร็วสูง (ด้วยความเร็ว 2.5 กิโลเมตร/วินาที) ไปยังเป้าหมายที่อยู่ไกลถึง 200 กิโลเมตรได้โดยใช้พลังแม่เหล็กไฟฟ้า

สถานีโทรทัศน์ CNBC ในสหรัฐฯ รายงานเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า ปืนชนิดนี้จะพร้อมใช้งานในกรณีที่เกิดสงครามได้ภายในปี 2025

ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังพัฒนาปืนชนิดนี้เพื่อใช้บนภาคพื้นดิน ส่วนรัสเซียและอิหร่านต่างก็ให้ความสนใจกับเทคโนโลยีนี้ ส่งผลให้จีนเป็นมหาอำนาจทางการทหารชาติแรกที่พัฒนาอาวุธชนิดนี้สำหรับติดตั้งบนเรือรบ

จากภาพที่ปรากฏทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งบีบีซีไม่สามารถพิสูจน์ความถูกต้องแท้จริงได้นั้น ดูเหมือนจะเป็นภาพของการทดสอบอาวุธดังกล่าว

หนังสือพิมพ์โกบอลไทมส์ของทางการจีนระบุว่า ในอนาคตอาวุธที่เห็นน่าจะถูกนำไปติดตั้งไว้บนเรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธ รุ่น 055 ที่มีระวางขับน้ำ 10,000 ตัน ซึ่งจีนต่อเองภายในประเทศ

Image copyright U.S. Navy
คำบรรยายภาพ สหรัฐฯ ก็กำลังพัฒนาและทดสอบอาวุธแม่เหล็กไฟฟ้า (ในภาพเป็นการทดสอบในปี 2012)

นายซ่ง จงปิง นักวิเคราะห์ด้านการทหารและอดีตสมาชิกเหล่าทหารปืนใหญ่ของกองทัพจีน ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เซาท์ ไชน่า มอร์นิง โพสต์ว่า "จีนดำเนินความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อไล่ตามเทคโนโลยีแม่เหล็กไฟฟ้าของสหรัฐฯ"

"ภาพที่หลุดออกมาแสดงให้เห็นว่าจีนไม่เพียงจะไล่ทันสหรัฐฯ ในด้านเทคโนโลยีปืนแม่เหล็กไฟฟ้าแบบรางคู่ขนานที่ติดตั้งบนเรือรบ แต่ยังอาจแซงหน้าสหรัฐฯ ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าก็ได้ นี่เป็นเพราะสหรัฐฯ ต้องใช้เวลามากกว่าในการอนุมัติงบประมาณ ขณะที่ระบบการเมืองของจีนเอื้อให้สามารถทุ่มเทงบประมาณให้โครงการสำคัญ ๆ ได้นั่นเอง"

2. อาวุธความเร็วเหนือเสียงระดับสูง

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ จีน รัสเซีย และสหรัฐฯ ต่างกำลังแข่งขันกันพัฒนายุทโธปกรณ์ไฮเปอร์โซนิก (ในภาพคือขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของรัสเซีย)

จีนเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์เซาท์ ไชน่า มอร์นิง โพสต์ เมื่อเดือน ส.ค.ปี 2018 ว่า ได้ทดสอบเครื่องบินไฮเปอร์โซนิกที่สามารถหลบเลี่ยงระบบต่อต้านขีปนาวุธได้ทุกชนิด

เครื่องบินไฮเปอร์โซนิก ซึ่งมีความเร็วเหนือเสียงในระดับสูงที่มัค 5 ขึ้นไป หรือมากกว่า 6,100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้น เป็นอากาศยานที่บินในชั้นบรรยากาศของโลก และใช้คลื่นกระแทกที่เกิดจากการบินของตัวเองในการขับเคลื่อนไปในอากาศด้วยความเร็วสูง

ในการทดสอบนั้น เครื่องบินซิงกง 2 หรือ Starry Sky-2 ของจีนสามารถทำความเร็วสูงสุดถึง 7.344 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ระดับความสูง 30 กิโลเมตร

ซิงกง 2 ไม่ใช่เครื่องบินไฮเปอร์โซนิกลำแรกของจีน เพราะจีนได้ทดสอบอากาศยานไฮเปอร์โซนิกมาตั้งแต่ปี 2014 แต่ซิงกง 2 ถือเป็นเครื่องบินลำแรกที่ได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้อย่างแท้จริง

รัสเซียและสหรัฐฯ ต่างก็กำลังพัฒนายุทโธปกรณ์ไฮเปอร์โซนิกเช่นกัน

เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ ระบุว่า "เมื่อพัฒนาเสร็จสมบูรณ์ เครื่องบินไฮเปอร์โซนิกอาจนำไปติดตั้งหัวรบที่สามารถเจาะระบบต่อต้านขีปนาวุธได้ทุกชนิด ซึ่งจีนมีอยู่ในปัจจุบัน"

แต่นายโจว เฉินหมิง นักวิเคราะห์ด้านการทหารในกรุงปักกิ่งบอกเซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ว่า เครื่องบินไฮเปอร์โซนิกของจีนน่าจะถูกนำไปติดตั้งหัวรบแบบธรรมดามากกว่าหัวรบนิวเคลียร์

"ผมคิดว่าน่าจะอีก 3-5 ปีกว่าที่เทคโนโลยีนี้จะสามารถนำไปใช้งานเป็นอาวุธได้จริง" เขากล่าว

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ประจำภาคพื้นแปซิฟิก ชี้ว่าสหรัฐฯ ต้องเพิ่มงบประมาณพัฒนายุทโธปกรณ์ไฮเปอร์โซนิกเพื่อไม่ให้ตามหลังจีนและรัสเซีย

พลเรือเอก แฮร์รี แฮริส ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ประจำภาคพื้นแปซิฟิก กล่าวต่อสภาคองเกรสว่า สหรัฐฯ "ตามหลัง" คู่แข่งทั้งสองในการพัฒนายุทโธปกรณ์ไฮเปอร์โซนิก

เขาแสดงความกังวลถึงความเป็นไปได้ที่ว่า จีนอาจยิงขีปนาวุธใส่เรือและฐานทัพสหรัฐฯ ในแปซิฟิกก่อนที่เรดาร์ของสหรัฐฯ จะตรวจจับได้

"เราจำเป็นต้องดำเนินความพยายามอย่างเต็มกำลังและพัฒนาอาวุธต่อต้านไฮเปอร์โซนิกของเราเอง"

เมื่อปี 2017 จีนประกาศว่าขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก DF-17 มีพิสัยการยิงราว 1,800 - 2,000 กิโลเมตร

3.จีนมี "มารดาแห่งระเบิดทั้งปวง"

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ จีนพยายามพัฒนา "มารดาแห่งระเบิดทั้งปวง" เพื่อให้ทัดเทียมระเบิดแรงอัดอากาศขนาดยักษ์ (MOAB) ของกองทัพสหรัฐฯ (ในภาพ)

เมื่อเดือนก่อน จีนเปิดตัวระเบิดที่ใช้ทิ้งโจมตีจากอากาศขนาดยักษ์รุ่นใหม่ ซึ่งถูกเรียกว่า "มารดาแห่งระเบิดทั้งปวง" ในแบบของจีน ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบกับระเบิดแรงอัดอากาศขนาดยักษ์ (MOAB) ของกองทัพสหรัฐฯ

ในวิดีโอประชาสัมพันธ์ บริษัทค้าอาวุธจีน China North Industries Corp (NORINCO) เผยให้เห็นระเบิดดังกล่าวถูกทิ้งจากเครื่องบินทิ้งระเบิด H-6K จนทำให้เกิดการระเบิดขนาดมหึมา

อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมอื่นใด

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า ระเบิดดังกล่าวเป็นระเบิดที่ไม่ใช่นิวเคลียร์ซึ่งมีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงที่สุด และเครื่องบินทิ้งระเบิด H-6K สามารถบรรทุกระเบิดนี้ได้เพียงคราวละ 1 ลูกเพราะมันมีขนาดใหญ่มาก

นายเวย ตงซู นักวิเคราะห์ด้านการทหารในกรุงปักกิ่งให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์โกบอลไทมส์ของทางการจีนว่า แม้จะมีการเปรียบเทียบกัน แต่ระเบิดดังกล่าวของจีนดูมีขนาดเล็กกว่าของสหรัฐฯ

เขาประเมินว่า ระเบิดของจีนน่าจะมีความยาวประมาณ 5-6 เมตร ในขณะที่ของสหรัฐฯ ยาวเกือบ 10 เมตร และมีน้ำหนักเบากว่า ซึ่งทำให้ได้เปรียบกว่าในแง่ของการขนส่ง

"แรงระเบิดครั้งใหญ่สามารถทำลายล้างเป้าหมายภาคพื้นดินที่แข็งแรงให้หายไปอย่างสิ้นเชิงได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาคารเสริมความแข็งแกร่งพิเศษ ป้อมปราการ และที่หลบภัยการโจมตีทางทหาร" นายเวย กล่าว

กองทัพสหรัฐฯ เคยทิ้งระเบิด MOAB ถล่มเครือข่ายอุโมงค์ใต้ดิน ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มที่เรียกตนเองว่า รัฐอิสลาม (ไอเอส) ในอัฟกานิสถาน เมื่อปี 2017

ส่วนรัสเซียก็มีระเบิดอานุภาพรุนแรงที่เรียกว่า "บิดาแห่งระเบิดทั้งปวง" ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าระเบิด MOAB ของสหรัฐฯ และทำให้เกิดลูกไฟขนาดยักษ์มากกว่าจะเกิดคลื่นกระแทก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม