#MeToo: เรื่องอื้อฉาว 'หญิงป่วยติดเตียงตั้งท้องจนคลอด' ในรัฐแอริโซนา เผยให้เห็นอีกด้านของความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นกับ 'เหยื่อที่เงียบที่สุด'

  • 27 มกราคม 2019
ผู้หญิงในอาการโคม่า Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ผู้ป่วยในสถานดูแลผู้ป่วยระยะยาว เสี่ยงตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางเพศ

เรื่องราวของผู้ป่วยรายหนึ่งที่มีอาการโคม่า แต่กลับตั้งท้องและให้กำเนิดทารกในรัฐแอริโซนาของสหรัฐฯ สร้างความตกตะลึงให้ผู้คนทั่วโลก

นี่คือตัวอย่างของชะตากรรมของผู้หญิงจำนวนมากที่เสี่ยงตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางเพศ และเป็นอีกส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหว #MeToo หรือ การรณรงค์ต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศ ผู้หญิงเหล่านั้นคือ ผู้ที่ไม่สามารถพูดตอบโต้ผู้ที่ล่วงละเมิดพวกเธอได้

ผู้หญิง ซึ่งไม่ได้รับการเปิดเผยชื่อต่อสาธารณชน ได้ให้กำเนิดทารกเพศชายเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. ที่ผ่านมา เธอเป็นผู้ป่วยที่ ฮาเซียนดา เฮลท์แคร์ (Hacienda Healthcare) สถานดูแลผู้ป่วยในเมืองฟีนิกซ์ (Phoenix) และอยู่ในสภาพผักมานานกว่า 10 ปีแล้ว

นาทาน ซัทเทอร์แลนด์ บุรุษพยาบาล วัย 36 ปี ซึ่งเคยทำงานที่นั่น ได้ถูกตั้งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศและล่วงละเมิดผู้ที่ดูแลตัวเองไม่ได้

เจ้าหน้าที่ที่สถานพยาบาลแห่งนี้ ระบุในช่วงนั้นว่า พวกเขาไม่รู้ว่า ผู้ป่วยหญิงรายดังกล่าวตั้งท้อง จนกระทั่งเธอเจ็บท้องคลอด

นายซัทเทอร์แลนด์ ได้มอบตัวอย่าง ดีเอ็นเอ ตามคำสั่งศาล ผลการตรวจสอบพบว่า ดีเอ็นเอ ของเขา ตรงกับของเด็กที่เกิดมา

แต่นี่ไม่ใช่คดีความรุนแรงทางเพศคดีแรกที่เกิดกับผู้ป่วยหญิงในสถานดูแลผู้ป่วยระยะยาว จนทำให้เกิดการตั้งครรภ์ตามมา

ก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้วในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึง อาร์เจนตินา, บราซิล, นครดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสหราชอาณาจักร ส่วนในสหรัฐฯ เคยเกิดกรณีเช่นนี้มาแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง

Image copyright Google
คำบรรยายภาพ คลินิกในเมืองฟีนิกซ์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศที่มีการแจ้งความหลายครั้งในปี 2013

หนึ่งในนั้นเกิดขึ้นที่นิวยอร์กในปี 1995 เมื่อผู้ช่วยที่สถานดูแลผู้ป่วยคนหนึ่งได้ข่มขืน แคที คอบบ์ วัย 29 ปี จนทำให้เธอตั้งท้อง

หญิงซึ่งอยู่ในอาการโคม่ามานานหลายปี ถูกตรวจพบว่าตั้งท้อง ขณะที่เธอตั้งท้องได้ 4 เดือน

ญาติที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกของเธอหลายคน ไม่ยอมให้ทำแท้ง และแคที ได้อุ้มท้องจนกระทั่งให้กำเนิดทารก

เธอเสียชีวิตในปี 1997 ก่อนที่จะถึงวันเกิดครบ 1 ปี ของทารกไม่นาน

จอห์น ออร์รัซ ผู้ก่อเหตุ อ้างในชั้นศาลว่า เขาเชื่อว่า การตั้งท้อง จะทำให้ "เธอตื่นขึ้นมา"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ตัวเลขของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้คนที่มีความพิการ มีโอกาสตกเป็นเหยื่อของการข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า

เขาถูกจำคุกเป็นเวลา 13 ปี

คดีนี้ได้นำไปสู่การออกกฎหมายใหม่ในรัฐนิวยอร์ก โดยมีการกำหนดให้ตรวจประวัติพนักงานสถานดูแลผู้ป่วย และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "กฎหมายของแคที" (Kathy's Law)

แต่ผู้หญิงที่ดูแลตัวเองไม่ได้ ก็ยังคงตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมาก

ดูแลตัวเองไม่ได้

ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมซึ่งเผยแพร่ใน NPR สถานีวิทยุสาธารณะ เมื่อเดือน ม.ค. 2018 ระบุว่า ผู้ที่มีความพิการมีความเสี่ยงที่จะเป็นเหยื่อการข่มขืนและการล่วงละเมิดทางเพศสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า

โฆษกของ Disability Justice องค์กรเอกชนของสหรัฐฯ กล่าวว่า "มากกว่า 80% ของผู้หญิงที่พิการ จะถูกล่วงละเมิดทางเพศในชีวิต"

อีกกรณีหนึ่งของการตั้งครรภ์ทั้งที่อยู่ในอาการโคม่า ได้รับรายงานในอาร์เจนตินา เมื่อปี 2015 ในจังหวัดโกร์โดบา (Cordoba) แต่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ครอบครัวของเหยื่อปฏิเสธที่จะให้มีการตั้งข้อหา

ส่วน 2 ปีก่อนหน้านั้น บุรุษพยาบาลคนหนึ่งในเมืองบาอีอา บลังกา (Baía Blanca) ถูกพิพากษาจำคุก 8 ปี จากการข่มขืนผู้ป่วยโคม่าวัย 60 ปี

ในสหราชอาณาจักร แอนดรูว์ ฮัตชิสัน บุรุษพยาบาลที่โรงพยาบาลจอห์นแรดคลิฟฟ์ในออกซ์ฟอร์ด (John Radcliffe Hospital) ล่วงละเมิดผู้ป่วยหญิงที่ไม่รู้สึกตัว 2 คน และถ่ายคลิปขณะก่อเหตุไว้ด้วย ทั้งสองเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างปี 2011 และ 2013

เขาถูกพิพากษาจำคุก 15 ปี เมื่อเดือน มี.ค. 2015

โรงพยาบาลราชิด (Rashid Hospital) ในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระบุว่า มีกรณีล่วงละเมิดทางเพศคนไข้โคม่าเกิดขึ้น 1 กรณี เมื่อเดือน พ.ค. 2010

ส่วนในบราซิล มีรายงานเหตุที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่มีอาการโคม่า หรือได้รับยาเพื่อให้อยู่ในอาการสงบ หลายครั้ง เช่น คดีที่น่าตกใจของ โรเจร์ อับเดลมัสซีห์ แพทย์ซึ่งถูกตั้งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศคนไข้ของเขา 56 กระทง รวมถึงผู้หญิงหลายคนที่ได้รับยาเพื่อให้อยู่ในอาการสงบ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ข่าวสืบสวนสอบสวนในปี 2016 เปิดเผยว่า มีการล่วงละเมิดทางเพศที่เกี่ยวข้องกับแพทย์ในสหรัฐฯ มากกว่า 2,000 กรณี

เรื่องราวเช่นนี้เคยถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ เช่น ภาพยนตร์เรื่อง "Talk to Her" ของสเปน เมื่อปี 2002 ซึ่งเป็นเรื่องราวของบุรุษพยาบาลที่ถูกกล่าวหาว่า ทำให้คนไข้ที่อยู่ในอาการโคม่าตั้งครรภ์ โดยเธอเป็นนักเต้นที่เขาเคยหลงใหลก่อนที่เธอจะป่วย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลออสการ์ในสาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม

บรรเทาโทษ

ในปี 2016 การทำข่าวสืบสวนสอบสวนของหนังสือพิมพ์ Atlanta-Journal Constitution ได้เปิดเผยว่า มีเหตุการณ์ที่แพทย์ล่วงละเมิดคนไข้ที่ถูกวางยาสลบ หรือได้รับยาที่ทำให้มีอาการสงบ 2,400 กรณี ในสหรัฐฯ

เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในทั่วทุกรัฐนับตั้งแต่ปี 1999

"ครึ่งหนึ่งของแพทย์เหล่านี้ยังคงมีใบอนุญาตทางการแพทย์ในปี 2016" แดนนี ร็อบบินส์ ผู้สื่อข่าวผู้ตีแผ่เรื่องราวนี้ กล่าวกับ บีบีซี

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ อุตสาหกรรมดูแลผู้ป่วยมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในสหรัฐฯ

"ถ้ามีแพทย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ระบบก็จะปกป้องผู้ก่อเหตุ"

สถานดูแลผู้ป่วยเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ รายงานของ IBIS World บริษัทวิจัย ประเมินไว้ว่า อุตสาหกรรมนี้มีรายได้ 1.32 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 4.16 ล้านล้านบาท ในปี 2018

ขณะที่โรงพยาบาลต่าง ๆ และองค์กรหลายแห่งอย่าง ศูนย์ข้อมูลความรุนแรงทางเพศแห่งชาติ (National Sexual Violence Resource Center - NSVRC) ระบุว่า กรณีที่เกิดความรุนแรงต่อคนไข้ที่ไม่สามารถแสดงออกถึงการสมยอมได้ ยังพบไม่มาก

แต่ก็ได้เน้นย้ำถึง การที่คนเหล่านี้อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้

"ผู้ก่อเหตุที่ฉวยโอกาสพบเห็นได้ทั่วไป และพบว่า คนหล่านี้มีอยู่ในทุกสภาพแวดล้อม ซึ่งมีผู้ที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ตามธรรมชาติอยู่" NSVRC ระบุในแถลงการณ์

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ องค์กรหลายแห่งอย่าง ศูนย์ข้อมูลความรุนแรงทางเพศแห่งชาติ (National Sexual Violence Resource Center - NSVRC) ระบุว่า กรณีที่เกิดความรุนแรงต่อคนไข้ที่ไม่สามารถแสดงออกถึงการสมยอมได้ ยังพบไม่มาก

การล่วงละเมิดยิ่งพบได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่มีการสอบสวนสถานดูแลผู้ป่วยฮาเซียนดา เฮลท์แคร์ ในปี 2013 หลังจากมีรายงานว่า พนักงานชายคนหนึ่งได้แสดงความเห็นที่แสดงออกด้านเพศอย่างโจ่งแจ้งกับผู้ป่วย

จากหน่วยงานด้านบริการสาธารณสุขของรัฐแอริโซนา พนักงานรายดังกล่าว ถูกไล่ออก และฮาเซียนดา เฮลท์แคร์ รับปากว่าจะดูแลคนไข้ให้ดีขึ้น

ลาออก

บีบีซี ได้ติดต่อไปที่ฮาเซียนดา เฮลท์แคร์ เพื่อขอความเห็นเกี่ยวกับกรณีการตั้งครรภ์ในขณะมีอาการโคม่า

นายแกรี ออร์แมน รองประธานบริหารของคณะกรรมการของฮาเซียนดา ระบุในแถลงการณ์ว่า ทางบริษัท "จะไม่ยอมรับอะไรทั้งสิ้น จนกว่าจะมีการสอบปากคำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนขวัญนี้อย่างครบถ้วนก่อน เหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่สร้างความเสียหายต่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยต้องมีการสอบถามตั้งแต่เหยื่อและครอบครัวของเธอ ไปจนถึงพนักงานฮาเซียนดาทุกระดับ"

"ผมต้องการสร้างความมั่นใจแก่คนไข้ของเรา และบุคคลอันเป็นที่รักของพวกเขา พันธมิตรในชุมชนของเรา หน่วยงานต่าง ๆ ที่ทำธุรกิจร่วมกับเรา และผู้อาศัยอยู่ในแอริโซนาว่า เราจะให้ความร่วมมือกับตำรวจเมืองฟีนิกซ์และหน่วยงานที่สอบสวนเรื่องนี้ต่อไป ในทุกระดับและทุกหนทางที่เป็นไปได้" นายออร์แมน กล่าว

"เราจะทำทุกอย่างตามอำนาจที่เรามีเพื่อทำให้เกิดความมั่นใจว่า จะมีความปลอดภัยต่อคนไข้ทุกคนและพนักงานทุกคนของเรา"

เรื่องอื้อฉาวนี้ได้นำไปสู่การลาออกของนายบิลล์ ทิมมอนส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของฮาเซียนดา ในช่วงเดือนนี้

Image copyright Hacienda Healthcare
คำบรรยายภาพ บิลล์ ทิมมอนส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของฮาเซียนดา ลาออก หลังเกิดเหตุอื้อฉาว คนไข้ที่อยู่ในอาการโคม่าตั้งท้องจนคลอด

เมื่อวันจันทร์ที่ 14 ม.ค. ที่ผ่านมา ทางบริษัท ได้ประกาศว่า ได้เริ่มการตรวจสอบภายใน "อย่างละเอียด" เพื่อระบุให้ได้ว่า คนไข้ตั้งท้องได้อย่างไร

ครอบครัวของผู้หญิงรายดังกล่าว ระบุผ่านทนายว่า เธอได้คลอด "ทารกเพศชายที่สุขภาพดี" และทางญาติจะดูแลทารกชายรายนี้

บีบีซีไทย ได้ค้นหาข่าวเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ในไทย พบว่า เมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว เพิ่งมีรายงานข่าวเกี่ยวกับหญิงชราวัย 73 ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียงอยู่ในบ้านพักย่านคลองเตย ถูกคนร้ายบุกเข้าไปข่มขืน หลังเกิดเหตุคนร้ายได้หลบหนีไป ญาติจึงได้เข้าแจ้งความ และต่อมาภายในเดือนเดียวกันได้มีการจับตัวผู้ต้องสงสัยได้ในจังหวัดกาญจนบุรี

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม