พระเจ้าชาห์และโคไมนี: ย้อนกลับไปดูปฏิวัติอิสลามในอิหร่านเมื่อ 40 ปีก่อน
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้

พระเจ้าชาห์และโคไมนี: ย้อนกลับไปดูปฏิวัติอิสลามในอิหร่านเมื่อ 40 ปีก่อน

  • 11 กุมภาพันธ์ 2019

ย้อนกลับไปดูเหตุการณ์เมื่อ 40 ปีก่อน ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก การเมืองโลกเปลี่ยนไปหลังการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านในปี 1979 โดยชายที่มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์นี้ 2 คนนี้ คือ พระเจ้าชาห์ และอยาตอลเลาะห์

การเป็นปฏิปักษ์กันระหว่างกษัตริย์และครูสอนศาสนา ทิ้งร่องรอยไว้ให้คนรุ่นต่อ ๆ มา พวกเขามาจากคนละมุม ของสังคมอิหร่าน

โมฮัมหมัด เรซา ทรงเติบโตมา พร้อมกับความมั่งคั่ง ในกรุงเตหะราน ส่วน รูฮอลเลาะห์ โคไมนี เป็นเด็กกำพร้า จากเมืองที่อยู่ห่างไกล

ผู้ที่ต่อมาคือ อยาตอลเลาะห์ เดินทางไปเมืองกอม ในปี 1920 เพื่อเรียนกฎหมายอิสลาม ส่วนผู้ที่ต่อมาคือ พระเจ้าชาห์ ทรงถูกส่งไปเล่าเรียนใน สวิตเซอร์แลนด์

ในกอม โคไมนี ฉายแววเป็นครูสอนจริยศาสตร์และปรัชญาของอิสลาม เขากล่าวหาว่า ราชวงศ์ทรยศประชาชนและวัฒนธรรมของอิหร่าน

พระเจ้าชาห์ทรงชื่นชอบตะวันตก และตะวันตกก็ชื่นชอบพระเจ้าชาห์ที่มีความเป็นตะวันตก

สื่ออังกฤษตื่นเต้นกับการอภิเษกสมรสครั้งแรกจากจำนวน 3 ครั้งของพระองค์ ในปี 1939

"ถ้าอยากได้หลักฐานว่า ชาติตะวันออกที่ไม่เปลี่ยนแปลงได้เปลี่ยนไป ดูได้จากภาพเหล่านี้ของเจ้าหญิงฟอว์ซิเย พระชันษา 17 ปี ซึ่งมีพระเนตรสีน้ำตาลอ่อน และพระเกศาสีดำ ราวกับพระองค์ทรงเดินอยู่ บนท้องถนนในกรุงปารีส"

แต่สิ่งที่ตะวันตกชอบที่สุด อยู่ใต้ผืนดินของอิหร่าน อิหร่านมีน้ำมันมหาศาลซึ่งอังกฤษควบคุม

สามัญชนอิหร่าน ไม่ได้ประโยชน์จาก ความมั่งคั่งทางทรัพยากรนี้ โมฮัมหมัด มอสซาเดก นายกฯ ที่ได้รับความนิยม ต้องการทำให้ น้ำมันเป็นของชาติ ในปี 1951 สัญญาณเตือนนี้ ดังไปถึงกรุงลอนดอน

"อาบาดาน โรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งสร้างขึ้นด้วยเงินของอังกฤษ อาจจะหลุดพ้นจากการควบคุมของอังกฤษ ถ้าอิหร่านจัดการลงมติเพื่อแปรรูปน้ำมันมาเป็นของชาติ หลังจากที่ได้รับการรับรองจากรัฐสภา"

ตอนนี้เรารู้แล้วว่า หน่วยลับของอังกฤษและสหรัฐฯ วางแผนรัฐประหาร มอสซาเดกในปี 1953 อิหร่าน มีอธิปไตยที่เป็นประชาธิปไตย อยู่เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่โฆษณาชวนเชื่อของอังกฤษในเวลานั้น รายงานต่างออกไป

"9 ชั่วโมงแห่งการนองเลือด กองกำลังของพระเจ้าชาห์ เข้ามาควบคุม สถานการณ์ได้แล้ว และยุคสมัยของมอสซาเดก ในฐานะเสมือนเผด็จการ ของอิหร่าน ได้จบสิ้นลงแล้ว"

การปกครองด้วยคนคนเดียวของพระเจ้าชาห์ ได้ปกป้องตัวเอง โคไมนี ประณามพระองค์ว่า ปล่อยให้มหาอำนาจต่างชาติเข้ามาปล้นประเทศ ความพยายามของโมฮัมหมัด เรซา ในการทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทำให้โคไมนี ยิ่งไม่พอใจมากขึ้น เมื่อพระเจ้าชาห์ ทรงคุ้มกันทหารอเมริกัน จากการถูกดำเนินคดี โคไมนี จึงยิ่งต่อต้านพระองค์มากขึ้น

ในปี 1964 พระเจ้าชาห์ทรงบีบให้เขาต้องลี้ภัย แต่การใช้ชีวิตนอกอิหร่าน 14 ปี ยิ่งทำให้อยาตอลเลาะห์แข็งแกร่งขึ้น ส่วนในอิหร่าน โมฮัมหมัด เรซา ทรงประกาศว่า พระองค์เป็น 'กษัตริย์ของกษัตริย์' การปกครองของพระองค์ เพิ่มการกดขี่ผู้แข็งข้อทางการเมืองมากขึ้น

โคไมนี เคยบอกกับพระเจ้าชาห์ หลายปีก่อนหน้านั้นว่า พระองค์ควรเสด็จออกจากประเทศ

ปี 1978 เกิดการประท้วงไปทั่วอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ กลับมาในเดือนก.พ. 1979 และถึงคราวที่ พระเจ้าชาห์ ต้องลี้ภัยบ้าง 40 ปีหลังการปฏิวัติ ชายทั้ง 2 คนนี้จากไปแล้ว ตอนนี้ มีปัญหาที่แตกต่างไปเกิดขึ้นในสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน