หลี่ รุ่ย : อดีตเลขาฯ ของ เหมา เจ๋อตุง ผู้ยืนหยัดวิพากษ์ระบอบคอมมิวนิสต์ และวิจารณ์ สี จิ้นผิง

  • 19 กุมภาพันธ์ 2019
หลี่ รุ่ย Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ หลี่ รุ่ย ยังคงเป็นนักเคลื่อนไหวและนักอุดมการณ์ จนกระทั่งเสียชีวิต

"เราไม่ได้รับอนุญาตให้พูดถึงความผิดพลาดในอดีต"

หลี่ รุ่ย กล่าวประโยคนี้ไว้เมื่อปี 2013 ขณะที่พูดถึงความคล้ายคลึงกันระหว่าง สี จิ้นผิง ซึ่งเพิ่งขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่ของจีนในขณะนั้น และ เหมา เจ๋อตุง บิดาผู้เปลี่ยนการปกครองจีนให้เป็นคอมมิวนิสต์

เขาเตือนว่า นายสีกำลังปิดกั้นความคิดของปัจเจกบุคคลเหมือนกับเหมา และกำลังพยายามสร้างลัทธิเชิดชูตัวบุคคลที่คล้ายคลึงกัน ทั้งสองอย่างนี้ เขาได้เจอมากับตัวเอง

หลี่ รุ่ย เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 1937 ช่วงที่สงครามจีน-ญี่ปุ่นอันโหดเหี้ยมเริ่มต้นขึ้น ก่อนที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะชนะสงครามกลางเมืองในอีก 12 ปีต่อมา และเปลี่ยนการปกครองประเทศเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมกับการได้รับเลือกจากเหมาให้เป็นเลขานุการส่วนตัวในปี 1958

แต่ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ถูกจำคุก เพราะวิจารณ์นโยบายการก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ของเหมา ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องการทำให้จีนทันสมัยขึ้นแต่กลับล้มเหลว และคาดว่า ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 30-60 ล้านคน จากการถูกทรมานและความอดอยาก

แม้เขามีประวัติศาสตร์ว่าชอบสร้างความวุ่นวายให้พรรค แต่การที่นายหลี่ เป็นหนึ่งในนักปฏิวัติยุคแรก ทำให้เขาได้รับฐานะพิเศษในประเทศจีนยุคใหม่ เขาได้รับเสรีภาพในการกล่าวถึงปัญหาของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ในระดับหนึ่ง และแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างต่อนโยบายของรัฐ

แม้คนทั่วไปไม่ได้รับอนุญาตให้พูดถึงความผิดพลาดในอดีต แต่นายหลี่ไม่สนใจ ผลงานของเขาได้ช่วยให้นักประวัติศาสตร์จำนวนมากรู้ความจริง และระดับความโหดเหี้ยมของเหมาด้วย

หลี่ รุ่ย เสียชีวิตในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาด้วยวัย 101 ปี

ขบวนการปฏิวัติใต้ดิน

สมัยที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย นายหลี่ เข้าร่วมกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่มีอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ประท้วงต่อต้านการยึดครองของญี่ปุ่น ไม่นานหลังจากนั้น เมื่อเขาอายุได้ 20 ปี เขาได้เข้าร่วมกับพรรคอย่างเป็นทางการ เขาถูกทรมานจากการทำกิจกรรมเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์

แต่สิ่งต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อทางพรรคคอมมิวนิสต์ได้ขึ้นมามีอำนาจในปี 1949 และในปี 1958 นายหลี่ ได้กลายเป็นรัฐมนตรีช่วยที่อายุน้อยที่สุดของจีน

นอกจากนั้นยังเป็นปีที่เขาได้ร่วมประชุมกับเหมา ซึ่งการประชุมที่เปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตของเขา หลัง เหมาเห็นว่านายหลี่คัดค้านการสร้างเขื่อนสามผาในแม่น้ำแยงซีอย่างหนัก จึงเลือกเขาให้มาเป็นเลขานุการส่วนตัว

ความสัมพันธ์นี้คงอยู่ไม่นาน

'เหมาไม่เห็นค่าของชีวิตมนุษย์'

ในปี 1959 นายหลี่ วิจารณ์นโยบายการก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ของเหมาอย่างเปิดเผย นโยบายที่ควรจะเป็นการกระตุ้นผลผลิตทางเศรษฐกิจของจีน แต่กลับทำให้ความอดอยากแผ่ขยายไปทั่วประเทศ

ผลคือ นายหลี่ถูกขับออกจากพรรคคอมมิวนิสต์ และถูกจำคุกนาน 8 ปี ในเรือนจำฉินเฉิง ซึ่งเป็นเรือนจำความมั่นคงสูงสุดที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมตัวเจ้าหน้าที่พรรคอาวุโสที่สร้างความเสื่อมเสีย

"วิธีการคิดและการปกครองของเหมาน่ากลัว" เขากล่าวกับหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนในอีกหลายปีต่อมา "เขาไม่เห็นค่าของชีวิตมนุษย์ ความตายของคนอื่นไม่มีความหมายสำหรับเขา"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ หลี่ รุ่ย กล่าวว่า เหมา เจ๋อ ตุง (ในภาพ) "ไม่เห็นค่าของชีวิตมนุษย์"

หลังการเสียชีวิตของเหมา เติ้ง เสี่ยวผิง ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติที่เข้ากับความเป็นจริงมากกว่า ได้ขึ้นมามีอำนาจในปี 1978 นายหลี่ ได้รับการฟื้นฟูสุขภาพและได้รับอนุญาตให้กลับเข้าสู่พรรคได้ จากนั้นเขาได้กลายเป็นผู้สนับสนุนการปฏิรูปการเมืองคนสำคัญ และอีกหลายปีหลังจากนั้น เขาก็ได้เรียกร้องให้จีนก้าวไปข้างหน้าสู่ระบบแบบสังคมนิยมในยุโรป

เขาเขียนหนังสือเกี่ยวกับเหมา 5 เล่ม ทั้งหมดถูกตีพิมพ์ในต่างประเทศ และเป็นหนังสือต้องห้ามในจีนแผ่นดินใหญ่ หนังสือเล่มสุดท้ายของเขาซึ่งตีพิมพ์ในปี 2013 เรียกร้องให้มีการยกเครื่อง "ระบอบอุดมการณ์เดียว, ผู้นำคนเดียวและพรรคเดียว"

หลี่ หนานยาง ลูกสาวของเขา เคยเล่าว่า หนังสือบันทึกความทรงจำของพ่อเธอหลายเล่มถูกยึดที่สนามบินกรุงปักกิ่ง

นอกจากการเขียนหนังสือแล้ว ในช่วงที่อายุล่วงเลยวัย 90 ปี เขายังได้เป็นผู้อุปถัมภ์นิตยสารปฏิวัติ "เหยียนหวง ชุนชิว" ซึ่งอาจแปลได้ว่า "จีนผ่านยุคสมัยต่าง ๆ"

อ่านเรื่องราวของบุคคลอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

นิตยสารนี้ถูกซื้อไปในปี 2016 อู๋ ซือ บรรณาธิการนิตยสารถูกบีบให้ออก และอดีตพนักงานของนิตยสารได้ออกแถลงการณ์เตือนว่า "ผู้ตีพิมพ์วารสารที่มีชื่อ เหยียนหวง ชุนชิว ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขา"

ศาสตราจารย์สตีฟ จาง ผู้อำนวยการสถาบันจีนของโซแอส (SOAS) บอกกับ บีบีซี นิวส์ ว่า เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อ หลี่ รุ่ย อย่างมาก

"สิ่งสำคัญเพียงสิ่งเดียวที่ หลี่ รุ่ย มี คือการอุปถัมภ์นิตยสารเหยียนหวง ชุนชิว" ศาสตราจารย์จาง กล่าว "มันยังมีอยู่ แต่มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ในแง่ของการจัดการและสิ่งที่นิตยสารให้ความสำคัญ ในทางปฏิบัติมันคือนิตยสารเล่มใหม่"

นักอุดมการณ์คนสุดท้าย

แม้ว่าหนังสือของเขาจะถูกห้าม แต่นายหลี่ก็ไม่ได้เป็นผู้แข็งข้อ เขายังคงเป็นสมาชิกพรรคจนกระทั่งเขาเสียชีวิต การที่เขาถูกปล่อยให้เขียนหนังสือได้ที่อะพาร์ตเมนต์ที่สมเกียรติในกรุงปักกิ่ง แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าเขาจะวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำปัจจุบันอย่างเปิดเผย แต่เขาก็ยังคงได้รับการยกย่องจากบทบาทที่เขาเป็นหนึ่งในนักปฏิวัติดั้งเดิมของประเทศ

แต่นายหลี่ ได้ตายไปพร้อมกับอุดมการณ์นักเคลื่อนไหวที่เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อ 80 ปีก่อน และใช้เวลาหลายปีนับตั้งแต่นั้น ในการต่อต้านผู้นำที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ

"เขาเป็นหนึ่งในนักอุดมการณ์รุ่นสุดท้ายที่เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ตั้งแต่เริ่มต้น และเป็นผู้ที่เรียกร้องให้พรรคคอมมิวนิสต์ยึดมั่นต่ออุดมการณ์สมัยที่พวกเขาเข้าร่วมพรรค" ศาสตราจารย์จาง กล่าว

"คงไม่มีใครอีกแล้วที่จะเรียกร้องให้พรรคยึดมั่นต่อสิ่งที่ทางพรรคบอกไว้ตั้งแต่ต้นว่าตั้งใจจะทำ"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม