ประชุมสุดยอดทรัมป์-คิม : ผู้นำเกาหลีเหนือเรียนรู้อะไรได้บ้างจากการพัฒนาประเทศของเวียดนาม

  • 21 กุมภาพันธ์ 2019
Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของเวียดนาม เกิดขึ้นโดยแทบไม่มีการผ่อนคลายการควบคุมจากรัฐเลย

27-28 ก.พ. นี้ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ จะเจรจากับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เป็นครั้งที่ 2

ขณะที่ทั่วโลกกำลังจับจ้องมาที่การเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์ครั้งนี้ ทว่านายคิมให้ความสนใจกับการพัฒนาของเวียดนาม ประเทศคอมมิวนิสต์ที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดในครั้งนี้ เล กวิ่น บีบีซี ภาคภาษาเวียดนาม มีคำอธิบาย

นายคิม อาจจะชอบสิ่งที่เขาพบเจอในเวียดนาม

เวียดนามเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบพรรคเดียว คือ พรรคคอมมิวนิสต์เหมือนกับเกาหลีเหนือ ทว่า ตั้งแต่ปี 1986 เวียดนามได้เปิดกว้างทางเศรษฐกิจ ทำให้เวียดนาม มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชีย โดยธนาคารโลก ระบุว่า อัตราผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ของเวียดนาม ในปีนี้ อาจจะเติบโตถึง 6.6%

พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ทำเรื่องนี้ได้ ขณะที่ยังคงควบคุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ

ทางพรรคไม่อนุญาตให้มีกลุ่มต่อต้าน และยังรักษา "การเป็นผู้นำโดยตรงและเบ็ดเสร็จ" เหนือกองทัพและตำรวจ

ขณะเดียวกัน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล ระบุว่า พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามได้ "ปราบปรามผู้แข็งข้ออย่างไม่ลดละ"

ในดัชนีเสรีภาพสื่อโลก 2018 ที่จัดทำโดยองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders) เวียดนามมีอันดับดีกว่าเพียงเกาหลีเหนือนับจากท้ายสุด

แต่การเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดที่สำคัญ เป็นสัญญาณที่บอกว่า เวียดนาม ได้ก้าวมาไกลมาก นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเวียดนามในปี 1975 เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และบทบาทที่สำคัญในเวทีโลก โดยที่ยังมีการควบคุมสังคมอยู่อย่างไม่ยอมหยุดยั้ง อาจจะทำให้นายคิมสนใจศึกษา

เมื่อดูจากความเห็นของชาวเวียดนามในโซเชียลมีเดีย คนส่วนใหญ่ภูมิใจที่เวียดนามได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าว

หนึ่งในนั้นคือ เล ดัง แซว็ง อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ทำการวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเวียดนามจะช่วยเกาหลีเหนือได้อย่างไร เขาได้พบคณะผู้แทนเกาหลีเหนือแล้ว 2 ครั้ง

นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้บอกกับบีบีซีว่า อาจจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน "แต่ประสบการณ์ของเวียดนามในการพัฒนาภาคเอกชน, การดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ และการเข้าร่วมกับนานาชาติมากขึ้น อาจจะช่วยเกาหลีเหนือได้"

เริ่มด้วยการเกษตร

ความสำเร็จของเวียดนามอาจจะดึงดูดให้เกาหลีเหนือที่ถูกโดดเดี่ยวหันมาทำตามอย่างมาเป็นเวลานานแล้วก็ได้ แต่แทบไม่มีหลักฐานว่า คิม จองอิล บิดาผู้ล่วงลับของคิม จองอึน เคยมีแนวคิดนี้อย่างจริงจัง เขาไม่เคยแม้แต่จะมาเยือนเวียดนาม

แต่ คิม จองอึน ได้แสดงสัญญาณหลายอย่างของการเปิดกว้างมากขึ้น

Image copyright KCNA
คำบรรยายภาพ การเติบโตทางเศรษฐกิจกลายเป็นงานสำคัญลำดับแรก

นับตั้งแต่เขาขึ้นมามีอำนาจในปี 2011 มีการปฏิรูปอย่างจำกัดหลายอย่างในภาคการเกษตร ยกตัวอย่างเช่น อนุญาตให้เกษตรกรเก็บผลผลิตที่เก็บเกี่ยวไว้บางส่วน

และเมื่อเดือน เม.ย. ปีที่แล้ว นายคิม อ้างว่า เกาหลีเหนือ ประสบความสำเร็จเกี่ยวกับขีดความสามารถทางนิวเคลียร์แล้ว ถึงเวลาที่จะมุ่งเน้นพัฒนามาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญชาวเวียดนามหลายคน อย่าง เล ดัง แซว็ง กล่าวว่า มีความคล้ายคลึงกันระหว่างเวียดนามในช่วงเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลง และเกาหลีเหนือในปัจจุบัน

เวียดนามเข้าใจถึงผลกระทบของการถูกห้ามติดต่อค้าขาย เหมือนอย่างที่เกาหลีเหนือเผชิญ แม้ว่าเวียดนามโค่นล้มการปกครองของเขมรแดงในปี 1978 แต่การเข้ายึดครองกัมพูชาในช่วง 11 ปีหลังจากนั้น ทำให้สหรัฐฯ ใช้เป็นเหตุผลในการกดดันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลกในการปฏิเสธความช่วยเหลือทางการเงินแก่เวียดนาม

เช่นเดียวกับเกาหลีเหนือที่อยู่ภายใต้การปกครองของนายคิม เวียดนามที่ถูกโดดเดี่ยวเริ่มเปลี่ยนแปลงด้วยการปฏิรูประดับรากหญ้าในด้านการเกษตรแบบทำร่วมกัน

"ก่อนการปฏิรูป เวียดนามเคยนำเข้าข้าว 1 ล้านตันต่อปี แต่ตอนนี้เราเป็นผู้ส่งออกข้าวและผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญ" นายแซว็ง กล่าว

เวียดนามออกกฎหมายการทุนจากต่างประเทศ, เริ่มกลับมาติดต่อสัมพันธ์กับโลก และแปรรูปบริษัทที่เป็นของรัฐให้เป็นของเอกชน ประธานาธิบดีบิล คลินตัน แห่งสหรัฐฯ ยกเลิกการห้ามติดต่อค้าขายกับเวียดนามในปี 1994 และ 1 ปีหลังจากนั้น เวียดนามได้เข้าร่วมสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations--Asean) และเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกในปี 2007

หวู มิงห์ เคือง นักวิชาการชาวเวียดนามที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของเวียดนาม กล่าวว่า เกาหลีเหนือ อาจเรียนรู้จากการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปนี้

เขากล่าวกับบีบีซีว่า เกาหลีเหนืออาจทำตามด้วยการมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและสถาบันต่าง ๆ ก่อน และอาจจะมีการกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน

นายเคือง กล่าวว่า "เวียดนามกำหนดเป้าหมายที่จะเป็นชาติที่พัฒนาแล้วภายในปี 2045"

"วิสัยทัศน์นี้คาดว่า จะเป็นแรงผลักดันให้เวียดนามเร่งพัฒนาประเทศไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีนี้"

พาทุกคนไปด้วย

แน่นอน เกาหลีเหนือมีข้อจำกัดหลายประการในการที่จะประสบความสำเร็จในระยะสั้น

ในช่วงเริ่มต้น ถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลเกาหลีเหนือ ยังเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับนิยามของการปลดอาวุธนิวเคลียร์และเริ่มดำเนินการตามนั้น ก็จะยังไม่มีการยกเลิกการคว่ำบาตรใด ๆ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ลงทุนจากต่างประเทศที่จะพิจารณาไปลงทุนในเกาหลีเหนือ

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ภาพของ โฮ จิ มินห์ ยังคงพบเห็นได้ทั่วไปในเวียดนาม

และนายคิมยังจำเป็นต้องโน้มน้าวชนชั้นนำของเกาหลีเหนือว่า การเปิดกว้างมากขึ้นเป็นชัยชนะด้านนโยบายของเขาในระยะยาว ไม่ใช่การยอมจำนนต่อแรงกดดันของตลาด

เวียดนามสามารถให้คำแนะนำได้ในเรื่องนี้

การเปิดกว้างทางเศรษฐกิจต้องดำเนินควบคู่ไปกับการยืนยันถึงความสำคัญสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์และอดีตที่สง่างามของพรรค ในปี 1991 ในช่วงที่สหภาพโซเวียตกำลังล่มสลาย และเวียดนามต้องปรับตัวเข้ากับสภาพที่เกิดขึ้น แนวคิดของ โฮ จิ มินห์ กลายเป็นหนึ่งในอุดมการณ์ที่ใช้นำพาประเทศ ควบคู่ไปกับลัทธิมาร์กซ์และเลนิน

ขณะที่การอภิปรายเกี่ยวกับระบบหลายพรรคการเมืองเป็นเรื่องต้องห้ามอย่างเข้มงวด ประชาชนชาวเวียดนามก็พอใจกับเสรีภาพที่เพิ่มมากขึ้นทางด้านเศรษฐกิจ ศาสนา และการใช้ชีวิตในสังคม

การเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน กลายเป็นเรื่องปกติ ขณะที่มีความย้อนแย้งกันอยู่บางเรื่อง ขณะที่มีการตรวจสอบเนื้อหาของสื่อทางการ แต่การแสดงความเห็นอย่างไม่เป็นทางการบนเฟซบุ๊กกลับเป็นไปอย่างคึกคัก

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ชาวเวียดนามอาจมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่การเข้าถึงสื่อยังคงถูกควบคุมอย่างหนัก

ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า จะมีการผสมผสานกันระหว่างการควบคุมทางการเมืองที่เข้มงวดกับการผ่อนคลายในทางสังคมเกิดขึ้นในเกาหลีเหนือหรือไม่ หรือหากเกิดจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

ถ้า คิม จองอึน ต้องการจะทำตามแบบจำลองการปฏิรูปเศรษฐกิจด้วยการจำกัดเสรีภาพทางการเมือง เมื่อดูจากขนาดของเกาหลีเหนือแล้ว ตัวอย่างที่เหมาะสมน่าจะเป็นเวียดนามมากกว่าจีน

"เวียดนามเรียนรู้วิธีการดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบหลายทาง เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาเศรษฐกิจของประเทศใดประเทศหนึ่ง และสร้างระบบที่ทันสมัยด้านการเงินและการธนาคาร" เล ดัง แซว็ง กล่าว

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้าเกาหลีเหนือต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ก็ต้องเรียนรู้บทเรียนที่ไม่ค่อยส่งผลดีนักไปด้วย

"สิ่งที่เวียดนามทำได้ไม่ค่อยดีนักเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการต่อสู้กับการทุจริต อาจจะเป็นประโยชน์ต่อเกาหลีเหนือเช่นกัน" เขากล่าว

เขาชี้ด้วยว่า ในการหารือกับเจ้าหน้าที่ทางการเกาหลีเหนือ พวกเขาสนใจซักถามว่า ผู้นำของเวียดนามขัดแย้งกันเกี่ยวกับการปฏิรูปหรือไม่ และเวียดนามจัดการเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งอาจเป็นการบ่งบอกถึงหนึ่งในความท้าทายที่สุดของการเปลี่ยนแปลงเกาหลีเหนือ

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม