เลือกตั้ง 2562 : ย้อนรอย 10 นายกฯ จากกองทัพใน 87 ปี ประชาธิปไตยไทย

  • 1 มีนาคม 2019
Bangkok, THAILAND: A television grab of Thai King Bhumibol Adulyadej (R), when he urged the then-military government Suchinda Kraprayoon (C) and pro-democracy protesters Chamlong Srimuang (L) to negotiate a settlement and avoid violence at the Royal Palace in Bangkok, 20 May 1992. Opponents of Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra prepared another mass rally 13 March calling for him to quit, as an unusual television broadcast of the king bolstered calls for compromise. AFP PHOTO/TV 9 (Photo credit should read AFP/AFP/Getty Images) Image copyright Getty Images

นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตยเมื่อ 24 มิ.ย. 2475 ประเทศไทยมีการรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จมาแล้วอย่างน้อย 12 ครั้ง และมีผู้นำทางทหารที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 10 คน เกือบทั้งหมดมาจากการยึดอำนาจ ไม่นับรวมทหารที่ไม่ใช่ผู้นำของกองทัพ แต่ได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เช่น พล.ร.ต. ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ และ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ

ผู้นำทหารที่เข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

8 ก.พ. 2562 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรัฐประหาร ประกาศตัวขอเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง หลังการเลือกตั้ง 24 มี.ค. โดยอนุญาตให้พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อให้เป็น นายกฯ ในบัญชี ของพรรค

พล.อ. ประยุทธ์ คือผู้นำทหารคนที่ 10 ที่มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยังไม่มีใครบอกได้ว่าการเสนอตัวเป็นนายกฯ อีกครั้ง ผ่านการเสนอชื่อโดยพรรคการเมืองจะพัฒนาไปอย่างไรในอนาคต ทว่าการศึกษาเรื่องราวในอดีตของอีก 9 นายกฯ จุดเด่นและจุดดับของแต่ละคน อาจบอกอนาคตได้

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย หลังทำรัฐประหารในปี 2557

1. พล.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา เดิมชื่อว่า พจน์ พหลโยธิน ถือเป็นผู้บัญชาการทหารบกคนแรกที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีภายหลังการทำรัฐประหาร โค่นอำนาจรัฐบาลของพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเมื่อ 20 มิ.ย. 2476 รัฐบาลของพระยาพหลฯ เผชิญกับความพยายามในการยึดอำนาจ 2 ครั้ง คือ กบฏบวรเดช ในเดือน ต.ค. 2476 และกบฏนายสิบ เมื่อ ส.ค. 2478 และแรงกดดันในรัฐสภา จนพระยาพหลฯ ต้องลาออก 2 ครั้ง

  • ครั้งแรกเมื่อสภาฯ ไม่อนุมัติสนธิสัญญาจำกัดยางของรัฐบาลในวันที่ 22 ก.ย. 2477
  • ครั้งที่สองกรณีกระทู้เรื่องขายที่ดินพระคลังข้างที่ในวันที่ 9 ส.ค. 2480

ทั้ง 2 ครั้งพระยาพหลฯ ได้รับการเสนอชื่อกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ ก่อนยุบสภาฯ และพ้นจากตำแหน่งในวันที่ 16 ธ.ค. 2481 โดยจอมพล ป. พิบูลสงครามขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยเกือบ 8 ปีครึ่ง ระหว่างปี 2523 ถึง 2531

2. จอมพล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกต่อจากพระยาพหลฯ ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 16 ธ.ค. 2481 และเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ยาวนานที่สุดของไทยคือเป็น 2 ช่วง รวม 5,503 วัน

  • การดำรงตำแหน่งช่วงแรกของจอมพล ป. สิ้นสุดในวันที่ 1 ส.ค. 2487 เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรไม่อนุมัติร่างพระราชกำหนดระเบียบราชการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2487 ทำให้จอมพล ป. ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
  • การดำรงตำแหน่งช่วงที่สองตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย. 2491 หลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 จนกระทั่งถูกจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ยึดอำนาจในวันที่ 16 ก.ย. 2500
Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรีมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายหลังการยึดอำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในปี 2549 และดำรงตำแหน่งจนถึง 29 ม.ค. 2551 รวมระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง 1 ปี 4 เดือน

จอมพล ป. เป็นนายกรัฐมนตรีที่ทั้งเด่นและดับ เป็นผู้นำที่มีผลงานมากมาย และสามารถกำจัดศัตรูทางการเมืองได้โดยตลอด โดยมีเหตุการณ์ที่สำคัญในระหว่างการดำรงตำแหน่งช่วงแรกคือการถูกลอบสังหารในวันที่ 9 พ.ย. 2491 และความพยายามก่อกบฎในเดือน ม.ค. 2482 ที่เรียกว่ากบฏพระยาทรงสุรเดช แต่ปัญหาการเมืองไทยในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สองก็บีบให้จอมพล ป. ต้องลาออก

แต่จอมพล ป. ก็อยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหาร 2490 ซึ่งส่งผลให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในปี 2491 ซึ่งการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งที่สองนี้ ต้องเผชิญกับความพยายามในการยึดอำนาจหลายครั้ง เช่น

  • กบฏเสนาธิการ ต.ค. 2491
  • กบฏวังหลวง ก.พ. 2492
  • กบฏแมนฮัตตัน มิ.ย. 2494 โดนควบคุมตัวลงเรือหลวงศรีอยุธยา ทำให้จอมพล ป. ต้องกระชับอำนาจโดยการทำรัฐประหารตนเองในเดือน พ.ย. 2494 แต่ถึงที่สุดเขาก็โดนลูกน้องคนสนิทอย่างจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจ จนต้องลี้ภัยไปอสัญกรรมในประเทศญี่ปุ่น
Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ จอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยและผู้นำการรัฐประหาร เสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2547 ขณะมีอายุ 93 ปี

3. จอมพลถนอม กิตติขจร รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 ช่วง รวม 10 ปี 6 เดือน 29 วัน คือ

  • ช่วงแรก หลังจอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหาร 16 ก.ย. 2500 นั้น เขาไม่ได้ฉีกรัฐธรรมนูญและล้มเลิกรัฐสภา แต่ให้นายพจน์ สารสิน ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นใหม่ ผลการเลือกตั้งปรากฎว่าพรรคของจอมพลสฤษดิ์ คือพรรคชาติสังคมชนะ แต่จอมพลสฤษดิ์ ให้จอมพลถนอม เป็นนายกรัฐมนตรีแทน เมื่อ 1 ม.ค. 2501 แต่ก็ประสบปัญหาทางการบริหารจนต้องขอกราบบังคมทูลลาออกเมื่อ 20 ต.ค. 2501 และในวันเดียวกัน จอมพลสฤษดิ์ ยึดอำนาจอีกครั้ง โดยมี พล.ท. ถนอม (ยศขณะนั้น) ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าคณะปฏิวัติ ต่อมาจอมพลสฤษดิ์ ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง ให้ พล.ท. ถนอม เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยในขณะนั้น เข้าเยี่ยม เซอร์โรเดน คัตเลอร์ ผู้ว่าการรัฐนิวเซาท์เวลส์ ของออสเตรเลีย
  • ช่วงที่ 2 วันหลังอสัญกรรมของจอมพลสฤษดิ์ เมื่อ 8 ธ.ค. 2506 จอมพล ถนอม ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน จนถึง 14 ต.ค. 2516 เขาบริหารประเทศจนกระทั่งมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 และจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2512 ซึ่งพรรคของจอมพลถนอม คือ สหประชาไทย ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ภายหลังได้ประสบกับความยุ่งยากในการบริหารซึ่งส่งผลให้ จอมพลถนอม ทำการยึดอำนาจตนเองในเดือน พ.ย. 2514 หลังจากนั้นได้มีการชุมนุมเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจนนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 แล้ว จอมพลถนอม ต้องลาออกจากตำแหน่งแล้วลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ
Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2557 หลังทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557

4. จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตขุนพลคู่ใจ จอมพล ป. ผู้ร่วมกับนายโค่นล้มรัฐบาลอื่นหลายครั้ง ได้เข้ายึดอำนาจรัฐบาลของ จอมพล ป. เมื่อ 16 ก.ย. 2500 หลังการประท้วงของประชาชนนับหมื่นคน ซึ่งเรียกร้องให้ จอมพล ป. ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากการเลือกตั้งที่มีการโกงทุกรูปแบบส่งผลให้พรรคเสรีมนังคศิลาของ จอมพล ป. ได้รับเสียงข้างมาก จนจัดตั้งรัฐบาลได้

จอมพลสฤษดิ์ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 11 เมื่อ 9 ก.พ. 2502 โดยร่วมมือกับ พล.ท. ถนอม กิตติขจร (ยศขณะนั้น) ยึดอำนาจของรัฐบาล พล.ท. ถนอม

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ (ซ้าย) เข้าพบจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้น เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2505

จอมพลสฤษดิ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนถึงแก่อสัญกรรม เมื่อ 8 ธ.ค. 2506 ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ด้วยโรคไตพิการเรื้อรัง รวมอายุได้ 55 ปี และเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวที่เสียชีวิตลงในขณะที่ดำรงตำแหน่ง รวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 4 ปี 9 เดือน 28 วัน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ (ที่ 2 จากซ้าย) เยือนสหภาพโซเวียต ปี 2522

5. พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีขณะที่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดและเลขาธิการคณะรัฐประหาร และเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 แล้วมีการเลือกตั้งทั่วไป รัฐธรรมนูญที่ให้สมาชิกวุฒิสภามีหน้าที่ในการเลือกนายกรัฐมนตรีทำให้ พล.อ. เกรียงศักดิ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป แต่สุดท้าย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ก็ต้องประกาศลาออกกลางสภาเมื่อ มี.ค. 2523 จากวิกฤตการณ์น้ำมัน ทำให้วุฒิสมาชิกกลับลำไปหนุน พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ หลังจากนั้น พล.อ. เกียงศักดิ์ ไปตั้งพรรคชาติประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ หลังการทำรัฐประมาณ 19 ก.ย. 2549 ผู้นำทางทหารได้หารือกันเพื่อแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีพลเรือน

6. พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีพรรคการเมืองของตนเอง หากแต่ใช้ความเป็นคนกลางที่สามารถประสานอำนาจระหว่างฝ่ายการเมือง กลุ่มทุน กองทัพ เข้าด้วยกัน จนเป็นนายกรัฐมนตรีถึงเกือบ 8 ปีครึ่ง ระหว่างปี 2523 ถึง 2531 ตัวเขาต้องเผชิญกับความพยายามในการทำรัฐประหารจากอดีตนายทหาร จปร. 7 ถึง 2 ครั้ง คือในปี 2524 และ 2528 ตลอดจนถูกผู้นำกองทัพรุ่นหลังอย่าง พล.อ. อาทิตย์ กำลังเอก กดดันในปี 2527 แต่ก็สามารถผ่านวิกฤติการณ์ต่าง ๆ มาได้ พร้อมกับการลงจากตำแหน่งอย่างสง่างาม

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เนื่องในโอกาศเทศกาลสงกรานต์ เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2561

พล.อ. เปรม เป็นบุคคลตัวอย่างที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีผู้มาจากการรัฐประหารมักกล่าวยกย่องว่า เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตและการทำงาน นักวิจารณ์การเมืองหลายคนมองว่า "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" สมัยรัฐบาลเปรม ในทศวรรษ 1980 ซึ่งนายกฯ ที่มาจากการแต่งตั้งสั่งการนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง คือแนวทางที่ พล.อ. ประยุทธ์ ประสงค์ใช้สร้างอนาคตประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 ดังที่สื่อไทยหลายสำนักเรียกว่าระบอบ "เปรมาธิปไตย"

หลังเหตุการณ์ยึดอำนาจ 22 พ.ค. 2557 พล.อ. เปรม กล่าวยกย่อง พล.อ. ประยุทธ์ ขณะนำคณะรัฐมนตรีมาอวยพรปีใหม่เมื่อปลายปี 2557 ว่า "ในวันที่ 22 พฤษภาคม ถือเป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่ เป็นการตอบแทนบุญคุณชาติบ้านเมือง แสดงความจงรักภักดีที่ยิ่งใหญ่มาก คิดว่าคนไทยส่วนใหญ่เขาจะเห็นด้วย และพอใจ ภูมิใจในการกระทำของนายกฯ ลุงตู่"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น (ซ้าย) นั่งอยู่ข้าง พล.อ. สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (กลาง) และ พล.อ. สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยเป็นเวลา 47 วัน ในปี 2535

7. พล.อ. สุจินดา คราประยูร เป็นผู้นำทางทหารคนที่ 7 ที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า โดยเป็นนายกรัฐมนตรีเพียง 47 วัน พล.อ. สุจินดา เป็นทั้งผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาก่อน แม้พรรคสามัคคีธรรมที่ทหารสนับสนุนได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แต่การเผชิญหน้ากับชนชั้นกลางในเมืองที่ออกมาต่อต้านการสืบทอดอำนาจ ส่งผลให้ พล.อ. สุจินดา ต้องลาออกพร้อมกับทิ้งรอยแผลของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬไว้กับสังคมไทย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุด เมื่อ 27 มี.ค. 2533 เพราะเคยประกาศไว้แล้วว่าจะลาออกก่อนเกษียณอายุราชการ

8. พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ลุกออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุด เมื่อ 27 มี.ค. 2533 เพราะเคยประกาศไว้แล้วว่า จะลาออกก่อนเกษียณอายุราชการ ออกมาสู่สนามการเมือง ด้วยการเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ก่อน แต่เนื่องจากไม่มีฐานทางพรรคการเมือง และเกิดความขัดแย้งกับนักการเมืองในรัฐบาล พล.อ. ชวลิต จึงลาออกจากทั้งสองตำแหน่งเมื่อ 11 มิ.ย. 2533 แล้วมาก่อตั้งพรรคความหวังใหม่ขึ้นในปี 2535 และได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2540 แต่เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ก็ทำให้ พล.อ. ชวลิต ต้องลงจากตำแหน่งโดยหมดความสง่างาม จนในที่สุดต้องยุบพรรคความหวังใหม่รวมกับพรรคไทยรักไทยในที่สุด

9. พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรีมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายหลังการยึดอำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในปี 2549 และดำรงตำแหน่งจนถึง 29 ม.ค. 2551 รวมระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง 1 ปี 4 เดือน หลังพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ. สุรยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ. เปรม ประกาศรับรองความเป็นคนดีของ พล.อ. สุรยุทธ์ ว่า "เป็นบุคคลที่ดีที่สุดแล้ว"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น (ที่ 2 จากขวา) ออกงานร่วมกับ พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน (ขวาสุด) หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ (ซ้ายสุด) ประธานองคมนตรี

คณะรัฐมนตรีของ พล.อ. สุรยุทธ์ ได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่าเป็น "รัฐบาลขิงแก่" เนื่องจากรัฐมนตรีที่ร่วมในคณะรัฐมนตรีนั้น ล้วนแล้วแต่มีอายุมากทั้งสิ้น สื่อบางสำนักตั้งฉายาให้ว่า "ยุทธ ยายเที่ยง" เนื่องจากมีข้อครหาเกี่ยวกับการถือครองที่ดินบริเวณเขายายเที่ยง นอกจากนี้ นายธีรยุทธ บุญมี อดีตอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ตั้งฉายาให้กับรัฐบาลชุดนี้ว่า "ฤๅษีเลี้ยงเต่า" เนื่องจากรัฐบาลของเขา มีภาพลักษณ์เป็นคนดีมีศีลธรรมเสมือนฤๅษี แต่รัฐมนตรีที่ร่วมในคณะรัฐมนตรีมีลักษณะการทำงานที่เชื่องช้าเสมือนเต่า

ภายหลังการพ้นจากตำแหน่ง พล.อ. สุรยุทธ์ได้กลับไปดำรงตำแหน่งองคมนตรี

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม