ซีเรีย : จากประท้วงต้านประธานาธิบดี สู่สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมากว่า 8 ปี

  • 9 มีนาคม 2019
ปฏิกิริยาของชายที่รู้ว่าเพิ่งสูญเสียลูก 2 คนจากการโจมตีด้วยปืนใหญ่ในเมืองอเลปโปของซีเรีย (3 ม.ค. 2013) Image copyright Reuters

การลุกฮือต่อต้านประธานาธิบดีซีเรียเมื่อ 8 ปีก่อน กลายเป็นสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบ ความขัดแย้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 360,000 คน สร้างความเสียหายต่อบ้านเมือง และทำให้รัฐบาลหลายประเทศต้องเข้ามามีส่วนร่วม

สงครามซีเรียเริ่มขึ้นได้อย่างไร?

Image copyright AFP

ก่อนสงครามจะเริ่มขึ้น ชาวซีเรียจำนวนมากไม่พอใจเกี่ยวกับอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น, การทุจริต และการขาดเสรีภาพทางการเมือง ภายใต้การนำของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด ซึ่งดำรงตำแหน่งต่อจาก ฮาเฟซ พ่อของเขาที่เสียชีวิตในปี 2000

มี.ค. 2011 เกิดการชุมนุมสนับสนุนประชาธิปไตยขึ้นในเมืองเดอรา ทางใต้ของประเทศ โดยได้รับอิทธิพลมาจาก "อาหรับสปริง" ที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านหลายชาติ

รัฐบาลใช้กำลังปราบปรามผู้ไม่เห็นด้วยจนมีผู้เสียชีวิต ทำให้เกิดการประท้วงทั่วประเทศเรียกร้องให้นายอัสซาดลาออกจากตำแหน่ง

ความไม่สงบแผ่ขยาย ขณะที่การปราบปรามก็เพิ่มขึ้น ผู้สนับสนุนฝ่ายต่อต้านเริ่มจากจับอาวุธปกป้องตัวเอง จากนั้นก็เริ่มใช้อาวุธกำจัดกองกำลังความมั่นคงออกไปจากพื้นที่ของพวกเขา นายอัสซาด ประกาศว่า จะบดขยี้สิ่งที่เขาเรียกว่า "การก่อการร้ายที่ต่างชาติสนับสนุน"

ความรุนแรงยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว และซีเรียก็ได้เข้าสู่สงครามกลางเมือง

มีคนเสียชีวิตมากเพียงไร

Image copyright Getty Images

องค์กรสังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในซีเรีย ซึ่งตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักร และมีเครือข่ายในพื้นที่จำนวนมาก ได้แสดงหลักฐานการเสียชีวิตของคน 367,965 คน จากข้อมูลที่มีในเดือน ธ.ค. 2018

ตัวเลขนี้ไม่ได้รวม 192,035 คนที่คาดว่า สูญหาย หรือสันนิษฐานว่า เสียชีวิตแล้ว

ขณะที่ศูนย์พิสูจน์การล่วงละเมิด (Violations Documentation Center) ซึ่งใช้ข้อมูลจากนักเคลื่อนไหวในซีเรีย ได้บันทึกสิ่งที่ทางศูนย์เห็นว่า เป็นการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายสิทธิมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงการโจมตีพลเรือน

โดยมีเอกสารยืนยันการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ ณ ธ.ค. 2018 จำนวน 191,219 ราย รวมถึงพลเรือน 123,279 คน

รบกันทำไม

Image copyright AFP

ตอนนี้มันเป็นมากกว่า การสู้รบกันระหว่างผู้ที่สนับสนุนและต่อต้านนายอัสซาด

หลายกลุ่มและหลายประเทศ ซึ่งต่างก็มีวาระของตัวเอง ได้เข้ามาร่วมในสงครามนี้ด้วย ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนมากขึ้น และการสู้รบยืดเยื้อ

พวกเขาถูกกล่าวหาว่า ทำให้เกิดความเกลียดชังระหว่างกลุ่มทางศาสนาในซีเรีย ทำให้มุสลิมนิกายซุนนี ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ ต่อต้านนิกายชีอะห์อะลาไวต์ (Shia Alawite) ที่ประธานาธิบดีซีเรียนับถือ

ความแตกแยกเช่นนั้น นำไปสู่ความโหดร้ายทารุณต่อกันของทั้งสองฝ่าย, ชุมชนแตกแยก และความหวังที่จะเกิดสันติภาพริบหรี่ลง

พวกเขายังได้เปิดโอกาสให้กลุ่มที่ต่อสู้เพื่อศาสนาอย่าง รัฐอิสลาม และอัลกออิดะห์ เบ่งบานในประเทศ

ชาวเคิร์ดในซีเรีย ซึ่งต้องการสิทธิในการปกครองตัวเอง แต่ไม่ได้ต่อสู้กับกองกำลังของนายอัสซาด เป็นอีกมิติหนึ่งของความขัดแย้ง

ใครเข้าร่วมบ้าง

Image copyright Reuters

ผู้สนับสนุนที่สำคัญของรัฐบาลซีเรียคือ รัสเซียและอิหร่าน ส่วนตุรกี, ชาติมหาอำนาจตะวันตกและชาติอาหรับในอ่าวเปอร์เซียหลายชาติ สนับสนุนฝ่ายต่อต้าน

รัสเซีย ซึ่งมีฐานทัพทหารในซีเรียอยู่แล้ว ได้เริ่มการโจมตีทางอากาศเพื่อสนับสนุนนายอัสซาดในปี 2015 ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ฝ่ายรัฐบาลกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบในสงคราม

กองทัพรัสเซีย ระบุว่า พุ่งเป้าโจมตีเฉพาะ "ผู้ก่อการร้าย" แต่นักเคลื่อนไหวระบุว่า การโจมตีของรัสเซีย ทำให้กลุ่มกบฏหลักและพลเรือนเสียชีวิตเป็นประจำ

เชื่อว่า อิหร่าน ส่งทหารหลายร้อยนาย และใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยนายอัสซาด

ทหารอาสาที่เป็นมุสลิมนิกายชีอะห์หลายพันนาย ได้รับการติดอาวุธ, ฝึกฝน และได้รับเงินจากอิหร่าน ส่วนใหญ่มาจากขบวนการเฮซบอลเลาะห์ของเลบานอน แต่ก็มีที่มาจากอิรัก, อัฟกานิสถาน และเยเมน ด้วยเช่นกัน ทหารอาสาเหล่านี้ได้ต่อสู้ร่วมกับกองทัพซีเรีย

สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร และฝรั่งเในตอนแรกให้การสนับสนุน กลุ่มที่พวกเขาเห็นว่า เป็นกลุ่มกบฏ "สายกลาง" แต่พวกเขาเน้นให้ความช่วยเหลือในด้านที่ไม่รุนแรง เพราะว่าบรรดาคนที่ยอมตายเพื่อศาสนา หรือ จีฮัด เป็นกองกำลังหลักในฝ่ายต่อต้านอยู่แล้ว

กองกำลังผสมที่นำโดยสหรัฐฯ ได้โจมตีทางอากาศต่อสมาชิกกลุ่มติดอาวุธไอเอสในซีเรีย ตั้งแต่ปี 2014 และช่วยทหารอาสาชาวอาหรับและชาวเคิร์ดที่เป็นพันธมิตร ซึ่งมีชื่อเรียกว่า กองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย (Syrian Democratic Forces (SDF) ยึดดินแดนที่กลุ่มจีฮัดเคยยึดครองในทางตะวันออกของประเทศ

ตุรกี สนับสนุนกลุ่มกบฏมาเป็นเวลานาน แต่ได้มุ่งเน้นไปที่การใช้กลุ่มกบฏจำกัดทหารอาสาชาวเคิร์ดที่อยู่ใน SDF ซึ่งตุรกีกล่าวหาว่า เป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มกบฏชาวเคิร์ดที่ถูกแบนในตุรกี กลุ่มกบฏที่ตุรกีสนับสนุน ได้ควบคุมดินแดนตามแนวพรมแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรียตั้งแต่ปี 2016

ซาอุดีอาระเบีย, ซึ่งต้องการต่อต้านอิทธิพลของอิหร่านได้ติดอาวุธและสนับสนุนด้านการเงินแก่กลุ่มกบฏ เช่นเดียวกับ กาตาร์ ชาติคู่แข่งในอ่าวเปอร์เซีย

ขณะที่ อิสราเอล มีความกังวลกับสิ่งที่อิสราเอลเรียกว่า "การตั้งมั่นทางทหาร" ของอิหร่าน ในซีเรีย และการที่อิหร่านขนส่งอาวุธให้แก่กลุ่มเฮซบอลเลาะห์ ทำให้อิสราเอลโจมตีทางอากาศหลายร้อยครั้งเพื่อพยายามขัดขวางพวกเขา

ซีเรียได้รับผลกระทบอย่างไร?

Image copyright AFP

นอกจากจะมีผู้เสียชีวิตหลายแสนคนแล้ว สงครามนี้ยังทำให้คนปกติกลายเป็นผู้พิการถาวรอีก 1.5 ล้านคน รวมถึง 86,000 คนที่สูญเสียอวัยวะ

มีชาวซีเรียอย่างน้อย 6.2 ล้านคน ต้องพลัดถิ่นฐานภายในประเทศ ส่วนอีก 5.7 ล้านคนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ

ประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง เลบานอน, จอร์แดน และตุรกี ซึ่งรับผู้ลี้ภัยจากซีเรีย 93% ของทั้งหมด ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการรับมือกับการลี้ภัยครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

ข้อมูลในเดือน ก.พ. 2019 ประเมินว่า คนราว 13 ล้านคน จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือทางมนุษยธรรม รวมถึง 5.2 ล้านคนที่ต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ฝ่ายต่าง ๆ ที่เข้าร่วมในสงคราม ได้ทำให้ปัญหาหลายอย่างแย่ลงไปอีก ด้วยการไม่ยอมให้หน่วยงานความช่วยเหลือเข้าไปช่วยผู้ที่เดือดร้อน จากข้อมูลล่าสุดในเดือน ก.พ. 2019 มีคนราว 1.1 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก

ชาวซีเรียเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างจำกัดเช่นกัน

จากข้อมูลถึงเดือน ธ.ค. 2018 แพทย์เพื่อสิทธิมนุษยชนแสดงหลักฐานการบุกโจมตี 550 ครั้ง ที่สถานที่ทางการแพทย์ 384 แห่ง ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์เสียชีวิต 892 คน

มรดกทางวัฒนธรรมที่มีอยู่จำนวนมากในซีเรียก็ได้รับความเสียหายด้วยเช่นกัน มรดกโลกยูเนสโกทั้ง 6 แห่ง ของประเทศ ได้รับความเสียหายอย่างมาก

ย่านชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศพังราบ

Interactive ดูความเสียหายใน โจบาร์, อีสเทิร์น กูตา

ก.พ. 2018

ภาพถ่ายดาวเทียม แสดงอาคารหลายแห่งถูกทำลาย ในย่านที่อยู่อาศัยโจบาร์

ส.ค. 2013

ภาพถ่ายดาวเทียม แสดงย่านที่อยู่อาศัยโจบาร์ ปี 2013

การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมของสหประชาชาติ พบว่า ในเขตหนึ่งของอีสเทิร์นกูตา ซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มกบฏที่ด้านนอกกรุงดามัสกัส จากข้อมูลเดือน ธ.ค. 2017 พบว่า 93% ของอาคารได้รับความเสียหาย หรือพังทลาย การบุกภาคพื้นดินนาน 6 สัปดาห์ของรัฐบาล ที่เริ่มขึ้นในเดือน ก.พ. 2018 ทำให้ความเสียหายยิ่งรุนแรงเพิ่มขึ้น

ซีเรียแตกแยกกันได้อย่างไร

Image copyright Reuters

รัฐบาลยึดคืนเมืองขนาดใหญ่ของซีเรียกลับคืนมาได้หลายเมือง แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศยังคงถูกยึดครองโดยกลุ่มติดอาวุธที่ต่อต้านรัฐบาล และ SDF ที่นำโดยชาวเคิร์ด

ฐานที่มั่นสุดท้ายของฝ่ายต่อต้านอยู่ในจังหวัดอิดลิบทางตะวันตกเฉียงเหนือ และพื้นที่บางส่วนที่อยู่ติดกันของจังหวัดฮามาทางเหนือและจังหวัดอเลปโปทางตะวันตก คาดว่ามีคนอยู่ราว 2.9 ล้านคน รวมถึงเด็กราว 1 ล้านคน ซึ่งจำนวนมากเป็นผู้พลัดถิ่นฐานและต้องอยูในค่ายที่มีสภาพเลวร้าย

ในเดือน ก.ย. 2018 รัสเซียและตุรกี เป็นตัวกลางในการเจรจาข้อตกลงหยุดยิง เพื่อยับยั้งการบุกของกองกำลังที่สนับสนุนรัฐบาล ซึ่งสหประชาชาติเตือนว่า อาจจะทำให้เกิดการ "นองเลือด"

กลุ่มกบฎจะต้องถอนอาวุธหนักออกจากเขตปลอดทหารที่อยู่ตามแนวหน้าของการสู้รบ และบรรดาจีฮัด ต้องถอนตัวออกมาจากเขตนั้นทั้งหมด

ในเดือน ม.ค. 2019 ข้อตกลงหยุดยิงเสี่ยงต่อการถูกละเมิด เมื่อกลุ่มฮายัต ตาห์รีร์ อัลชัม ซึ่งเป็นกลุ่มจีฮัดที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มอัลกออิดะห์ ได้ขับสมาชิกกลุ่มกบฏบางส่วนออกจากเมืองอิดลิบ และบังคับให้สมาชิกคนอื่น ๆ ยอมแพ้และยอมรับ "รัฐบาลพลเรือน" ที่ทางกลุ่มให้การสนับสนุน

ปัจจุบัน SDF ควบคุมดินแดนเกือบทั้งหมดของฝั่งตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรติส

ฝ่ายพันธมิตรดูเหมือนจะมีความแข็งแกร่งจนกระทั่ง ธ.ค. 2018 เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งให้เริ่มถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากซีเรียอย่างไม่มีใครคาดคิด เพราะกลุ่มไอเอสได้พ่ายแพ้ทางภาคพื้นดินแล้ว

การตัดสินใจดังกล่าว ทำให้ SDF เผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีจากตุรกี ซึ่งได้บอกแล้วว่า ต้องการสร้าง "เขตความมั่นคง" บริเวณพรมแดนฝั่งซีเรีย เพื่อป้องกันนักรบชาวเคิร์ด

ผู้นำชาวเคิร์ด เรียกร้องให้รัฐบาลซีเรียและรัสเซียส่งกองกำลังมาช่วยคุ้มกันพรมแดน และเริ่มเจรจาเกี่ยวกับภูมิภาคปกครองตัวเองของชาวเคิร์ดในอนาคต

มีทางไหมที่สงครามจะยุติ

Image copyright AFP

ดูเหมือนว่า สงครามจะยังไม่ยุติในเร็ว ๆ นี้ แต่ทุกคนเห็นตรงกันว่า จำเป็นต้องหาทางออกทางการเมือง

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้ใช้ แถลงการณ์เจนีวา 2012 ซึ่งพิจารณาให้ตั้งคณะบริหารในช่วงเปลี่ยนผ่าน "ที่เกิดจากการเห็นชอบร่วมกัน"

แต่การเจรจาสันติภาพที่สหประชาชาติเป็นตัวกลาง 9 รอบ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ กระบวนการเจนีวา II ตั้งแต่ปี 2014 แทบไม่มีความคืบหน้า

ประธานาธิบดีอัสซาด ดูเหมือนจะไม่เต็มใจที่จะเจรจากับฝ่ายต่อต้าน กลุ่มกบฏยังคงยืนกรานว่า เขาต้องก้าวลงจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการไกล่เกลี่ย

รัสเซีย, อิหร่าน และตุรกี ได้จัดการเจรจาทางการเมืองคู่ขนานขึ้น ที่รู้จักกันในชื่อ กระบวนการอัสตานา แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าเช่นกัน

ในเดือน ธ.ค. 2018 ทั้ง 3 ประเทศไม่สามารถจัดตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ทันตามกำหนดเส้นตาย หลังจากที่สหประชาชาติ ระบุว่า บัญชีรายชื่อผู้ร่วมร่าง ที่ทั้ง 3 ประเทศยื่นมานั้น ไม่มีความน่าเชื่อและการเปิดกว้าง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม