ยิงมัสยิดนิวซีแลนด์ : เหตุถล่ม 2 มัสยิดทำให้เกิดคำถามขึ้นอีกครั้งว่า โซเชียลมีเดียยิ่งทำให้เหตุก่อการร้ายแย่กว่าเดิมหรือเปล่า

  • 17 มีนาคม 2019
เฟซบุ๊ก Image copyright Reuters

ขณะที่มือปืนสัญชาติออสเตรเลียบุกเข้าไปกราดยิงในมัสยิด 2 แห่งในเมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ทำให้มีผู้เสียชีวิต 49 คน เขาบันทึกวิดีโอเหตุการณ์ไว้ทั้งหมด และถ่ายทอดสดผ่านทางเฟซบุ๊ก

สิ่งที่ตามมาคือความพยายามของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่จะลบวิดีโอดังกล่าวออก แต่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะมีคนแชร์ต่อกันไปเรื่อย ๆ อย่างกว้างขวาง ไปปรากฏบนหน้าหนึ่งของเว็บไซต์สำนักข่าวใหญ่ ๆ ทั้งในรูปแบบภาพนิ่งและวิดีโอ

เมื่อวานนี้ นายเบรนตัน ทาแรนท์ ผู้ต้องสงสัยหลัก ชาวออสเตรเลียวัย 28 ปี ได้ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมแล้ว เขาจะถูกควบคุมตัวต่อไปและมีกำหนดขึ้นศาลอีกครั้งในวันที่ 5 เม.ย. ส่วนนางจาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ประกาศว่า "จะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายควบคุมอาวุธปืนของเรา" หลังพบว่า ผู้ต้องสงสัยมีปืนถึง 5 กระบอกพร้อมใบอนุญาตพกปืนตามกฎหมาย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นางจาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์

โซเชียลมีเดียกับการก่อการร้าย

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจขึ้นมาอีกครั้งคือ บริษัทผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อย่างทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก และยูทิวบ์ ประสบความล้มเหลวอีกครั้งที่จะจัดการกับเนื้อหาที่มีลักษณะฝ่ายขวาอย่างสุดโต่งบนแพลตฟอร์มของพวกเขา

วิดีโอที่คนร้ายเผยแพร่ถูกส่งต่อไปเป็นวงกว้างเรื่อย ๆ ขณะที่หลายฝ่ายก็พยายามเรียกร้องให้หยุดเผยแพร่ซะ ผู้ใช้โซเชียลมีเดียคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตขึ้นมาว่า "นั่นคือสิ่งที่ผู้ก่อการร้ายต้องการ"

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ นายเบรนตัน ทาแรนท์ ผู้ต้องสงสัยหลัก ชาวออสเตรเลียวัย 28 ปี ได้ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมแล้ว

คนร้ายแชร์อะไรบ้าง

ราว 10-20 นาทีก่อนเหตุกราดยิง มีคนคนหนึ่งโพสต์หน้าเฟซบุ๊กของผู้ต้องสงสัยลงในเว็บไซต์สนทนา "8chan" ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่กลุ่มผู้มีความคิดเอียงขวาทางเลือก (alt-right) ผู้ต้องสงสัยระบุในหน้าเฟซบุ๊กของตนว่าจะมีถ่ายทอดสด และก็ตีพิมพ์เอกสารที่เนื้อหาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง

หลังเหตุกราดยิงเริ่มต้นขึ้น แม้ว่าวิดีโอจะถูกลบออก แต่ก็มีการบันทึกและนำไปเผยแพร่ต่อเรื่อย ๆ ในหลายช่องทาง รวมถึงยูทิวบ์และทวิตเตอร์ แม้ว่าผู้ใช้โซเชียลมีเดียจะรีบรายงานไปยังบริษัทผู้ให้บริการ แต่ก็ไม่สามารถลบได้เร็วเท่ากับผู้ที่โพสต์วิดีโอลงไปใหม่ได้

สื่อออสเตรเลียหลายสำนัก รวมถึงหนังสือพิมพ์รายใหญ่ทั่วโลก ก็ได้นำภาพเหล่านี้ไปเผยแพร่ด้วย

ในขณะที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายคนนำวิดีโอไปโพสต์ต่อ หลายฝ่ายก็ออกมาตอบโต้ด้วยความขยะแขยง โดยเรียกร้องให้ไม่ใช่แค่หยุดเผยแพร่เนื้อหาอันรุนแรง แต่ต้องไม่ดูมันเลยด้วยซ้ำ

หลายฝ่ายบอกว่า การที่คนเผยแพร่วิดีโอต่อไปเรื่อย ๆ คือสิ่งที่ผู้ก่อเหตุต้องการ มาร์ค ดี สเตฟานโน ผู้สื่อข่าวเว็บไซต์ข่าว Buzzfeed บอกว่า เว็บไซต์ข่าว MailOnline ของอังกฤษ อนุญาตให้ผู้อ่านของตนดาวน์โหลด "แถลงการณ์" ยาว 74 หน้าของผู้ก่อเหตุ ไปจากเว็บไซต์ของตน

ในเวลาต่อมา เว็บไซต์ MailOnline ลบเอกสารดังกล่าวออกโดยระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็น "ข้อผิดพลาด"

บริษัทโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ต่างก็ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมา บริษัทโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ตอบโต้กับเนื้อหาที่มีลักษณะเอียงขวาอย่างสุดโต่งอย่างหลากหลาย ในปี 2017 ทวิตเตอร์ลบบัญชีที่มีเนื้อหาในลักษณะเอียงขวาทางเลือก ในเดือนนี้ ยูทิวบ์ถูกกล่าวหาว่า ไม่มีประสิทธิภาพ หรือ ไม่รับผิดชอบ ในการรับมือกับวิดีโอที่มีเนื้อหาสนับสนุนกลุ่มนีโอนาซีที่ถูกแบนที่ชื่อ National Action

ต้องทำอย่างไรต่อไป

เคียราน กิลเลสปี นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ ระบุว่า นี่เป็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่าแค่เรื่องการโพสต์วิดีโอ เขาบอกว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการเผยแพร่การสังหารหมู่แบบสด ๆ แต่เป็นเรื่องของเนื้อหาในลักษณะดังกล่าวที่มีอยู่อย่างแพร่หลายบนแพลตฟอร์มอยู่แล้ว

นายกิลเลสปี บอกว่า ในฐานะนักวิจัย เขาใช้ยูทิวบ์เยอะมาก และมักได้รับการแนะนำโดยระบบให้ไปดูเนื้อหาที่เป็นลักษณะความคิดแบบฝ่ายขวา

"ยูทิวบ์จัดการกับเนื้อหาที่เป็นลักษณะแบบอิสลามสุดโต่งได้ดี เพราะเห็นได้ชัดเจนว่า เป็นเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย แต่ไม่มีแรงกดดันในลักษณะเดียวกันที่จะลบเนื้อหาความคิดฝ่ายขวา แม้จะว่าจะแสดงให้เห็นถึงภัยคุกคามในลักษณะเดียวกัน"

Image copyright EPA

เขาบอกว่า จะมีการเรียกร้องมากขึ้นให้ยูทิวบ์หยุดโฆษณาเนื้อหาที่มีลักษณะเหยียดเชื้อชาติและช่องทางที่มีลักษณะความคิดแบบฝ่ายขวา

ดร.บารัธ ฆเณศ นักวิจัยจากสถาบันอินเทอร์เน็ตอ็อกซ์ฟอร์ด ก็เห็นตรงกัน เขาบอกว่าการลบวิดีโอทิ้งเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา บริษัทโซเชียลมีเดียก็ให้พื้นที่กลุ่มที่มีความคิดขวาจัดในการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน และยังไม่มีมาตรการรับมือของบริษัทต่าง ๆ ที่ไปในทิศทางเดียวกัน

เขาบอกว่า มีแนวโน้มที่จะไปนับว่าเนื้อหาเหล่านั้นคือการให้เสรีภาพในการแสดงออก ทั้ง ๆ ที่เห็นได้ชัดเจนว่าคนบางคนกำลังเผยแพร่อุดมคติแห่งความเกลียดชังและความรุนแรง และต่อไปนี้ บริษัทโซเชียลมีเดียต้องพยายามอย่างจริงจังมากกว่าเดิม

นายกิลเลสปี บอกว่า ความท้าทายคือการจัดการกับเนื้อหาของฝ่ายขวาจัดที่ถูกนับว่าเป็น "ประเด็นถกเถียงที่ถูกต้องตามกฎหมาย"

ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองคนระบุว่านี่เป็น "พื้นที่สีเทา" ที่จะเป็นเรื่องยากลำบากมากที่บริษัทโซเชียลมีเดียจะต้องจัดการ แต่พวกเขาจะต้องพยายามมากขึ้นหลังจากโศกนาฏกรรมที่นิวซีแลนด์ในครั้งนี้

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม