รัฐประหาร: ช่วงเฟื่องฟูและตกต่ำของประธานาธิบดีที่ปกครองซูดานยาวนานที่สุด

  • 12 เมษายน 2019
Sudan's President Omar al-Bashir poses for a group photo with members of his new 20-member cabinet as they take oath at the presidential palace Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ประธานาธิบดีบาเชียร์ ปกครองซูดานมานานเกือบ 30 ปี

จุดจบของการปกครองประเทศของนายโอมาร์ อัล-บาเชียร์ ประธานาธิบดีซูดาน จบลงในแบบเดียวกับจุดเริ่มต้นของเขา นั่นก็คือ การทำรัฐประหาร

ในการประกาศทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐ นายอาวัด อิบิน อุฟ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า ได้ขับนายอัล-บาเชียร์ ออกจากตำแหน่งแล้ว และประกาศว่า คณะทหารจะเข้ามาปกครองประเทศเป็นเวลา 2 ปีในช่วงการเปลี่ยนผ่าน ก่อนที่จะจัดให้มีการเลือกตั้ง

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า จะมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนาน 3 เดือน และประกาศเคอร์ฟิวนาน 1 เดือนด้วย

เขายืนยันว่า นายอัล-บาเชียร์ ถูกจับกุมตัวแล้ว และกำลังถูกควบคุมตัวไว้ "ในที่ปลอดภัย"

สงครามนานหลายทศวรรษ

ชีวิตการเมืองของนายอัช-บาเชียร์ ถูกกำหนดขึ้นจากสงคราม

อดีตประธานาธิบดีซูดานผู้นี้ ก้าวขึ้นมามีอำนาจในปี 1989 ปกครองแบบเผด็จการในประเทศที่เคยใหญ่ที่สุดในแอฟริกาจนกระทั่งปี 2011 ซูดานใต้แยกตัวออกไปตั้งประเทศใหม่

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ นายบาเชียร์ ถูกกล่าวหาว่า กระทำความโหดร้ายทารุณในภูมิภาคดาร์ฟูร์ ที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน ระหว่างปี 2003-2008

ตอนที่เขายึดอำนาจ ซูดานอยู่ระหว่างสงครามกลางเมืองนาน 21 ปี ระหว่างซูดานเหนือกับใต้

แม้ว่ารัฐบาลของเขาได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งในปี 2005 แต่ก็ได้เกิดความขัดแย้งอีกอย่างหนึ่งขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ในภูมิภาคดาร์ฟูร์ทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งในปี 2003 กลุ่มกบฏจำนวนมากกลับมาจับอาวุธอีกครั้งโดยอ้างว่าถูกเลือกปฏิบัติจากรัฐบาล

นายบาเชียร์ ตอบโต้อย่างรุนแรง ทำให้เขาถูกกล่าวหาว่า กระทำการโหดร้ายทารุณ และถูกศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court—ICC) ตั้งข้อหาอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

เขาถูกออกหมายจับระหว่างประเทศ 2 หมาย ในปี 2009 และ 2010 เขาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากต่างประเทศ เขาก็ชนะการเลือกตั้งติดต่อกันในปี 2010 และ 2015 ชัยชนะครั้งล่าสุดของเขา เผชิญกับการบอยคอตจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน

หมายจับดังกล่าว ทำให้เขาถูกห้ามเดินทางไปต่างประเทศ แต่นายบาเชียร์ ยังคงสามารถเดินทางเยือน อียิปต์, ซาอุดีอาระเบีย และ แอฟริกาใต้ เพื่อกระชับสัมพันธ์ทางการทูตได้

ในเดือน มิ.ย. 2015 เขาต้องรีบเดินทางออกจากแอฟริกาใต้ หลังจากศาลพิจารณาว่า จะดำเนินการตามหมายจับระหว่างประเทศหรือไม่

ซูดานที่เป็นปึกแผ่น

ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ นายบาเชียร์ เป็นผู้บังคับการในกองทัพบก รับผิดชอบในการนำปฏิบัติการทางใต้ของประเทศ หลายครั้ง ต่อต้านนายจอห์น การัง ผู้นำกลุ่มกบฏผู้ล่วงลับ

ตอนที่เขาลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับนายการัง และขบวนการปลดปล่อยประชาชนซูดาน เขาต้องพยายามเน้นย้ำว่า ข้อตกลงนี้ไม่ใช่ความพ่ายแพ้

"เราไม่ได้ลงนาม หลังจากที่เราถูกโค่นล้ม เราลงนามขณะที่เราอยู่บนจุดสูงสุดของชัยชนะ" เขากล่าว

เป้าหมายของเขา คือการทำให้ซูดานเป็นปึกแผ่น แต่การลงมติแยกตัวของซูดานใต้ ก็ได้รับการยอมรับ ตามข้อตกลงสันติภาพ

การลงประชามติในเดือน ม.ค. ปี 2011 ผู้มีสิทธิลงคะแนนชาวซูดานใต้ราว 99% สนับสนุนการแยกตัว 6 เดือนต่อมา จึงมีการประกาศตัวเป็นรัฐเอกราชของซูดานใต้ แม้เขาจะยอมให้ซูดานใต้แยกตัวออกไป แต่ทัศนคติของเขาต่อดาร์ฟูร์ ยังคงก้าวร้าว กระนั้นเขาก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาของต่างประเทศที่ว่า เขาสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธอาหรับจันจาวีด ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำอาชญากรรมสงครามต่อชุมชนชาวแอฟริกันผิวดำในภูมิภาค

Image copyright Reuters

ข้อกล่าวหาของ ไอซีซี ต่อนายโอมาร์ อัล-บาเชียร์

ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

  • การสังหารสมาชิกของกลุ่มชาติพันธุ์ ซากาวา (Zaghawa), มาซาลิต (Masalit) และฟูร์ (Fur)
  • ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ได้รับบาดเจ็บทั้งทางร่างกายและจิตใจ
  • ทำให้สภาพความเป็นอยู่เลวร้าย ซึ่งถือว่าเป็นสาเหตุของการทำลายล้างทางกายภาพของกลุ่มเหล่านี้

อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

  • ฆาตกรรม
  • กำจัดกวาดล้าง
  • บังคับย้ายถิ่น
  • ข่มขืน
  • ทรมาน

อาชญากรรมสงคราม

  • โจมตีพลเรือนในดาร์ฟูร์
  • ปล้นสะดมเมืองและหมู่บ้านต่าง ๆ

คิดแบบทหาร

นายบาเชียร์ เกิดในปี 1944 ในครอบครัวเกษตรกรรมทางเหนือของซูดาน ซึ่งในขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอียิปต์ เขาเป็นสมาชิกชนเผ่าอัล-เบไดไรยา อัล-ดาห์มาไชยา ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อน

เขาเข้าร่วมกองทัพอียิปต์ตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม และได้รับการเลื่อนขั้นจากการสู้รบกับอิสราเอลในปี 1973

แทบไม่มีใครรู้เรื่องราวชีวิตส่วนตัวของผู้นำซูดานคนนี้ เขาไม่มีลูก และมีภริยาคนที่ 2 ขณะมีอายุกว่า 50 ปี เขาแต่งงานกับภรรยาหม้ายของ อิบราฮิม ชามส์ อัล-ดิน ซึ่งถือว่าเป็นวีรบุรุษสงครามทางเหนือของประเทศ

ในฐานะประมุขแห่งรัฐ เขายังคงควบคุมทหารเป็นส่วนใหญ่ ส่วนงานทางการเมืองมีบุคคลอื่นเข้ามารับผิดชอบ 2 คน

คนแรกเข้ามาในช่วงทศวรรษ 1990 คือ ฮัสซัส อัล-ทูราบี ชาวมุสลิมซุนนีที่มีชื่อเสียง และสนับสนุนให้เกิดรัฐอิสลามจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 2016 โดยเขาได้ผลักดันร่างกฎหมายให้มีการใช้กฎหมายชารีอะห์ในทุกจังหวัดของประเทศ ยกเว้นทางใต้

หลังจากเขาหมดอำนาจในปี 2000 นายทูราบี บอกกับบีบีซีว่า "เขาเป็นนายทหาร ซึ่งอยู่ในอำนาจเพียงชั่วครู่ และเขาต้องการยืนหยัดในการใช้อำนาจของทหาร"

จากนั้น โอซามา อาลี ทาฮา นักการเมืองที่เจรจาข้อตกลงเหนือ-ใต้ ได้เข้ามารับช่วงต่อ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็มีอิทธิพลลดลง และประธานาธิบดีก็เข้ามามีบทบาทสำคัญแทน

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ แทบไม่มีใครรู้เรื่องราวชีวิตส่วนตัวของผู้นำซูดานคนนี้

วิกฤตและความไม่สงบ

เมื่อไม่นานนี้ ความไม่สงบทางการเมืองทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพ การประท้วงทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการประท้วงใหญ่ที่สุดตลอดช่วงที่เขาปกครองประเทศมานาน 30 ปี เริ่มขึ้นในเดือน ธ.ค. 2018 หลังจากรัฐบาลประกาศว่าจะปรับขึ้นราคาเชื้อเพลิงและขนมปัง

ซูดานเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจมานานหลายปีแล้ว โดยเฉพาะตั้งแต่ที่ซูดานใต้แยกตัวออกไปและแบ่งรายได้จากน้ำมันไป 3/4

ประชาชนทั่วไปกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการอ่อนค่าลงของสกุลเงินและราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น

ไซนับ โมฮัมเหม็ด ซาลีห์ ผู้สื่อข่าวชาวซูดาน บอกกับ บีบีซี ว่า "คนจำนวนมากในซูดานยอมเก็บเงินไว้ใต้ที่นอนแทนที่จะเอาไปฝากธนาคาร"

"ถ้าคนฝากเงินไว้ในธนาคาร เป็นเรื่องยากที่จะถอนเงินสดออกมา เพราะตู้กดเงินมักว่างเปล่า"

สหประชาชาติประเมินว่า ชาวซูดาน 5.7 ล้านคน หรือ 13% ของจำนวนประชากรทั้งหมด กำลังเผชิญความไม่มั่นคงทางอาหารอย่างเฉียบพลันรุนแรง

การปกครองของนายบาเชียร์ ถูกกล่าวหาว่าทุจริต โดยดัชนีการรับรู้การทุจริตซึ่งจัดอันดับองค์กรโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International's Corruption Perceptions Index) จัดอันดับให้ซูดานอยู่ที่อันดับ 172 จาก 180 ประเทศ

องค์กรดังกล่าวระบุว่า "มีการทุจริตในทุกภาคส่วนและทุกระดับและองคาพยพในรัฐบาล"

"เชื่อว่า ประมุขของรัฐและรัฐบาล ได้ยักยอกรายได้น้ำมันสูงถึง 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2.87 แสนล้านบาท)"

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ผู้ประท้วงกำลังเดินขบวนในกรุงคาร์ทูม ระหว่างการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

การต่อต้านครั้งสุดท้าย

นายบาเชียร์ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนาน 1 ปี เมื่อ ก.พ. 2019 ปรับคณะรัฐมนตรี และส่งผู้นำเหล่าทัพเข้าไปเป็นผู้ว่าการรัฐทั่วประเทศ

เขาปฏิเสธการลงจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้มีรัฐบาลเพื่อการเปลี่ยนผ่าน โดยอ้างว่า ผู้ประท้วงควรเลือกคนอื่นมาแทนเขาในการเลือกตั้งที่มีกำหนดจัดขึ้นในปี 2020

รัฐบาลถูกกล่าวหาว่า ใช้กำลังเกินกว่าเหตุในการรับมือกับการประท้วง เจ้าหน้าที่ทางการหลายคน ยอมรับว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 38 คน นับตั้งแต่เกิดความไม่สงบขึ้นในเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว แต่ฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุว่า จำนวนตัวเลขนี้สูงกว่านั้น

สำนักข่าวซูนา (SUNA) ของทางการรายงานว่า หน่วยงานความมั่นคงและข่าวกรองแห่งชาติ ได้ประกาศว่า จะปล่อยผู้ที่ถูกควบคุมตัวทางการเมืองทั้งหมดทั่วประเทศ ในจำนวนนี้หลายคนถูกจับตัวระหว่างการประท้วงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ทหารจะนำพาซูดานไปยังจุดไหน ผู้ประท้วงระบุว่า พวกเขาไม่ต้องการให้มีการกำจัดระบอบเผด็จการเดิมออกไปแล้วมีระบอบเผด็จการใหม่เข้ามาแทนที่

ขณะที่ฝูงชนอาจจะกำลังฉลองชัยที่โค่นล้มนายบาเชียร์ได้สำเร็จ แต่ก็มีความหวาดวิตกเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาจากเว็บไซต์ภายนอก