เลือกตั้งอินโดนีเซีย: บทบาทที่ซับซ้อนของจีนต่ออนาคตของประเทศมุสลิมที่ใหญ่ในสุดในโลก

  • 16 เมษายน 2019
An official prepares ballots for Indonesia's elections Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ชาวอินโดนีเซีย 192 ล้านคน จะลงคะเแนนเลือกตั้ง 17 เม.ย. นี้

ไม่ว่าใครชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซียในวันที่ 17 เม.ย. นี้ ต่างก็ต้องรับมือกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับจีน

จีนมีบทบาทสำคัญในการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย แต่ผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งก็ไม่ชอบจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ

อินโดนีเซียมีประชากรราว 250 ล้านคน และมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ราว 5%

PwC บริษัทตรวจสอบบัญชีและบริษัทที่ปรึกษาขนาดใหญ่ของโลก คาดว่า ภายในปี 2050 อินโดนีเซียจะกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากจีน, อินเดีย และสหรัฐฯ

แต่นักวิเคราะห์จำนวนมาก ต่างบอกว่า อินโดนีเซียยังทำผลงานได้แย่กว่าที่ควรจะเป็น เพราะว่าเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน มานานหลายสิบปี รวมถึงเผชิญกับการทุจริตและกระบวนการดำเนินการที่ล่าช้าของระบบราชการ

ดังนั้น สำหรับชาวอินโดนีเซีย 193 ล้านคนที่กำลังจะไปลงคะแนนเลือกตั้งเพื่อเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นประเด็นที่สำคัญในการเลือกตั้ง

แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจจะไม่เกิดขึ้น หากไม่มีการลงทุนใหม่ ๆ ในโครงสร้างพื้นฐานของอินโดนีเซีย ซึ่งการขาดการลงทุนนี้ทำให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปด้วยความล่าช้า และเป็นอุปสรรคต่อศักยภาพของประเทศ

รัฐบาลจีน ต้องการที่จะพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ของอินโดนีเซียมาโดยตลอด และอินโดนีเซียอยู่ในกลุ่มประเทศที่จีนกำลังลงทุนเพื่อโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน

"ในอดีต การลงทุนจากต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย คือ ญี่ปุ่น และเกาหลี" ทอม เลมบอง ผู้อำนวยการคณะกรรมการประสานงาน ด้านการลงทุนของอินโดนีเซียกล่าว

"ผมต้องบันทึกไว้ว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จีนเปลี่ยนจากการเป็นประเทศที่ลงทุนใหญ่เป็นอันดับ 13 ในอินโดนีเซีย มาเป็นอันดับ 1 ในปัจจุบัน"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มีความสำคัญต่ออนาคตของอินโดนีเซีย

แม้ว่ายังไม่มีการเริ่มต้นโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางขึ้นในอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ แต่จีนก็ได้แซงหน้าญี่ปุ่นในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญบางโครงการ

แต่ก็มีอย่างน้อยหนึ่งในโครงการเหล่านี้ที่เผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์

โครงการทางรถไฟความเร็วสูง จาการ์ตา-บันดุง มูลค่า 5.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.88 แสนล้านบาท ที่สร้างโดยบริษัทของจีน และหุ้นส่วนจากอินโดนีเซียบางราย มีรายงานว่า อย่างน้อย 75% ของโครงการได้รับเงินทุนจากธนาคารเพื่อการพัฒนาประเทศจีน (China Development Bank)

เมื่อโครงการนี้แล้วเสร็จ จะกลายเป็นหนึ่งในโครงการรถไฟความเร็วสูงสายแรก ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อมต่อกรุงจาการ์ตากับบันดุง ซึ่งเป็นหนึ่ง 3 มหานครสำคัญของอินโดนีเซีย

แต่โครงการนี้เผชิญกับความล่าช้า เพราะปัญหาเรื่องที่ดิน และผู้ไม่เห็นด้วยได้ตั้งคำถามถึง จุดประสงค์ในการสร้างทางรถไฟสายใหม่ไปยังบันดุงคืออะไร ในเมื่อมีทางเลือกที่ถูกกว่าอยู่แล้วในปัจจุบัน รวมถึง การเดินทางโดยรถโดยสาร หรือรถไฟ

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด เคยถูกผู้ที่ไม่เห็นด้วยวิจารณ์ว่า เขาอ่อนข้อให้กับจีนมากเกินไป

การลงทุนของจีน กลายเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดการโต้เถียงกันในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย ได้เชิญให้จีนเข้ามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มีใครที่มีอำนาจทางการเงินที่มากเท่ากับจีน และส่วนหนึ่งเป็นเพราะอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีความยุ่งยากในการเข้ามาลงทุนมาก จนนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ไม่ต้องการจะเข้ามา

แต่นายเลมบอง กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติสนใจอินโดนีเซีย และต้องการที่จะจัดการกับอุปสรรคปัญหาบางอย่าง เขากล่าวด้วยว่า ในการที่จะทำให้การลงทุนจากจีนทำได้อย่างเต็มศักยภาพในอินโดนีเซีย จะต้องมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม

"ผมคิดว่า ประเทศส่วนใหญ่ที่ผมรู้ว่า ต้องการจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับจีน จะค่อย ๆ ปรับตัวและพัฒนาการลงทุนจนกระทั่งทำให้การวิพากษ์วิจารณ์ลดน้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป" เขากล่าว โดยเปรียบเทียบการลงทุนจีนกับการลงทุนของญี่ปุ่นทั่วโลกในช่วงทศวรรษ 80 และ 90

"ปัจจุบัน การลงทุนของญี่ปุ่นทั่วโลก ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี และไม่มีข้อครหาเลย เชื่อไหมว่า ผมคิดจริง ๆ ว่า เรากำลังมุ่งหน้าสู่สถานการณ์บางอย่าง ที่เราจะแก้ปัญหาเรื่องต่าง ๆ ได้"

แต่การลงทุนของจีนได้กลายเป็นปีศาจร้ายที่ นายปราโบโว ซูบิอันโต คู่แข่งของนายโจโกวี ได้ใช้ในการโจมตีเขา นายปราโบโว กล่าวหานายโจโกวีว่า อ่อนข้อให้กับจีนมากเกินไป และปล่อยให้คนงานจีนหลายล้านคนเข้ามาทำงานในโครงการต่าง ๆ ที่จีนสนับสนุนด้านเงินทุน นายปราโบโว กล่าวว่า ถ้าเขาเป็นประธานาธิบดี เขาจะทบทวนโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลจีนในอินโดนีเซีย

Image copyright Getty Images

ชาวอินโดนีเซียจำนวนมาก ซึ่งกำลังวิตกกับอิทธิพลของจีนเพิ่มมากขึ้น ก็มีความรู้สึกเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน ความรู้สึกที่มีต่อชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีนหยั่งรากลึกมานาน จนบางครั้งก็กลายเป็นความรุนแรงขึ้น ส่วนหนึ่งถูกผลักดันมาจากความไม่พอใจที่ชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีนจำนวนมากมีฐานะร่ำรวยมากกว่าชาวอินโดนีเซียเชื้อสายมาเลย์

ขณะที่ตระกูลธุรกิจของอินโดนีเซียจำนวนมากเป็นชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีน แต่ความเป็นจริงก็คือ ชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีนส่วนใหญ่ก็เป็นชนชั้นกลาง ที่ต้องดิ้นรนต่อสู้หารายได้มาจุนเจือตัวเองเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ

ความรู้สึกต่อต้านจีนนี้ ได้ย่ำแย่ลงไปอีกจากสิ่งที่ชาวอินโดนีเซียจำนวนมากเห็นว่า เป็นการบุกรุกเพื่อขยายอิทธิทางการเมืองและเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน

จากรายงานเมื่อไม่นานนี้ ศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) ระบุว่า มุมมองที่เป็นบวกของชาวอินโดนีเซียที่มีต่อจีนมีแนวโน้มลดลง โดยในปี 2018 มีชาวอินโดนีเซีย 53% ที่มีมุมมองที่เป็นบวกต่อจีน เปรียบเทียบกับ 66% ในปี 2014 ซึ่งเป็นปีที่มีการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

กระนั้น ไม่ว่าใครก็ตามที่ชนะการเลือกตั้ง ก็น่าจะต้องพึ่งพาจีนเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่จะช่วยทำให้ประชากรที่กำลังเพิ่มขึ้นของอินโดนีเซียอยู่รอดได้

ในความเป็นจริงก็คือ ความสำเร็จในอนาคตของอินโดนีเซีย ขึ้นอยู่กับการจัดการความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีน ไม่ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งจะบอกอะไรกับผู้มีสิทธิลงคะแนนก็ตาม

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม