มนุษย์รอดปาฏิหาริย์ได้อย่างไร หากขาดอากาศหายใจที่ก้นทะเลเกือบครึ่งชั่วโมง ?

  • 26 เมษายน 2019
Chris Lemons spent 30 minutes on the sea bed after the cable that was his lifeline to the ship above him snapped in rough seas Image copyright Dogwoof
คำบรรยายภาพ "ผมพยายามสงบสติอารมณ์ เพื่อใช้อากาศที่เหลืออยู่ให้น้อยที่สุด"

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2012 คริส เลมอนส์ นักประดาน้ำมืออาชีพชาวอังกฤษวัย 39 ปี ต้องพบกับเหตุการณ์เฉียดเข้าใกล้ความตายมากที่สุดในชีวิต เมื่อสายส่งอากาศหายใจจากเรือที่ควบคุมงานก่อสร้างใต้ทะเลของเขาขาดสะบั้น ทำให้เขาตกอยู่ในภาวะวิกฤติที่อากาศสำรองหมดลงใน 5 นาที คริสหมดลมหายใจอยู่ที่ก้นทะเลลึกอันมืดสนิทนานเกือบครึ่งชั่วโมง ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือและรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์

เรื่องราวที่เหลือเชื่อของคริสทำให้ผู้คนทั่วไปและบรรดานักวิทยาศาสตร์พากันตั้งคำถามว่า เป็นไปได้อย่างไรที่จะมีมนุษย์รอดชีวิตมาได้จากการขาดอากาศหายใจเป็นเวลานานขนาดนั้น เพราะตามปกติแล้วสมองจะหยุดทำงานเมื่อขาดออกซิเจนไปเพียง 2-3 นาที ซึ่งจะทำให้คนผู้นั้นเสียชีวิตลงได้อย่างรวดเร็ว

Image copyright Dogwoof
คำบรรยายภาพ เรื่องราวของคริสได้รับการถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์สารคดี "ลมหายใจเฮือกสุดท้าย" หรือ Last Breath

อุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

ในวันที่เกิดเหตุ คริสลงดำน้ำปฏิบัติงานตามปกติที่ก้นทะเลเหนือ (North Sea) ในระดับความลึก 100 เมตรจากผิวน้ำ โดยกำลังซ่อมแซมท่อส่งน้ำมันดิบจากบ่อน้ำมันใต้ทะเล ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งเมืองอาเบอร์ดีนของสกอตแลนด์ไปราว 204 กิโลเมตร

ในการปฏิบัติงานครั้งนี้ คริสต้องใช้วิธีการดำน้ำแบบอิ่มตัว (Saturation diving) ซึ่งนักประดาน้ำจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในห้องปรับความดันบนเรือนานหลายวันหรือนานนับเดือน เพื่อปรับสภาพร่างกายอย่างต่อเนื่องให้เหมาะสมกับการทำงานใต้ทะเลลึกที่มีความดันสูง ซึ่งภาวะนี้ไนโตรเจนจะสามารถละลายเข้าไปสะสมตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้จนอิ่มตัว

Image copyright Dogwoof

หากนักประดาน้ำไม่ได้รับการปรับความดันร่างกายทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการปฏิบัติงานแล้ว จะทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตจากโรคน้ำหนีบ (Decompression sickness) ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไนโตรเจนกลายสภาพเป็นฟองก๊าซในหลอดเลือดและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ขณะที่นักประดาน้ำคลายความดันขึ้นสู่ผิวน้ำ

ในวันที่เกิดเหตุ คริสลงปฏิบัติงานด้วยระฆังดำน้ำ พร้อมกับเพื่อนร่วมงานอีกสองคนคือ เดฟ ยูอาซา ซึ่งเป็นนักประดาน้ำเช่นกัน รวมทั้งดันแคน ออลค็อก ซึ่งควบคุมงานอยู่ภายในระฆังดำน้ำ คริสมีประสบการณ์ดำน้ำแบบอิ่มตัวน้อยกว่าเพื่อนคือเพียง 1 ปีครึ่ง แต่เขาก็เป็นนักประดาน้ำมืออาชีพมาได้นานกว่า 8 ปีแล้ว

การซ่อมแซมท่อส่งน้ำมันดิบในวันนั้นเริ่มขึ้นโดยไม่มีสิ่งใดผิดปกติ แต่ไม่นานนัก สภาพคลื่นลมปั่นป่วนบนผิวน้ำทำให้เรือที่ควบคุมการทำงานใต้น้ำอยู่เคลื่อนจากตำแหน่งที่กำหนดไว้ ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการนำร่องและยึดพิกัดตำแหน่งของเรือขัดข้องชั่วคราว ทำให้เรือลากเอาสายเคเบิลหนาที่เป็นทั้งสายส่งไฟฟ้า สัญญาณสื่อสาร และส่งอากาศหายใจลงไปยังนักประดาน้ำด้านล่างหรือ "สายสะดือต่อชีวิต" ขาดออก

ในตอนแรกแรงดึงสายเคเบิลจากเรือทำให้คริสหงายหลังล้มลง เขาพยายามจะกลับขึ้นไปในระฆังดำน้ำ แต่สายเคเบิลดังกล่าวกลับไปติดอยู่กับโครงของสิ่งก่อสร้างใต้น้ำอย่างแน่นหนา ทำให้มันถูกดึงจนขาดในที่สุด ในขณะที่ตัวของคริสเองก็ถูกลากเข้าไปติดอยู่ในคานโลหะด้วย เดฟ ยูอาซา เพื่อนร่วมงานของเขามองเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เพราะเขาถูกเรือลากออกห่างจากจุดเกิดเหตุไปทุกที

Image copyright Chris Lemons
คำบรรยายภาพ คริสหมดลมหายใจอยู่ที่ก้นทะเลลึกอันมืดสนิทนานเกือบครึ่งชั่วโมง ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือและรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์

รอดได้อย่างปาฏิหาริย์

ขณะนี้ก้นทะเลอยู่ในสภาพที่มืดสนิทไร้แสงไฟส่อง คริสรวบรวมสติลุกขึ้นยืน หมุนปุ่มที่หน้ากากดำน้ำเพื่อปล่อยให้อากาศสำรองในถังที่แบกไว้บนหลังไหลเข้ามา แต่อากาศหายใจที่ว่านี้มีเพียงพอให้ใช้ต่อไปได้แค่ 6 นาทีเท่านั้น เขาพยายามคลำทางในความมืดเพื่อปีนขึ้นมาบนยอดสุดของโครงสิ่งก่อสร้างใต้ทะเล หวังว่าจะได้พบระฆังดำน้ำรอเขาอยู่ที่นั่น แต่ก็ไม่พบสิ่งใดที่พอจะช่วยชีวิตเขาได้ทั้งสิ้น

คริสเล่าว่า "ผมพยายามสงบสติอารมณ์ เพื่อใช้อากาศที่เหลืออยู่ให้น้อยที่สุด นาทีนั้นผมตัดสินใจว่าคงจะไม่มีใครช่วยเหลือผมได้แล้ว จึงขดตัวลงเป็นก้อนกลมแล้วหายใจช้า ๆ"

ดร. ไมค์ ทิปตัน ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธของสหราชอาณาจักรบอกว่า "ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถกักเก็บออกซิเจนไว้ได้มากนัก บางทีอาจจะเก็บได้แค่เพียงไม่กี่ลิตร ออกซิเจนนี้จะถูกใช้หมดไปช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับอัตราการเผาผลาญของแต่ละคน หากรู้สึกเครียดหรือตื่นตระหนกก็จะยิ่งใช้ออกซิเจนสำรองนี้หมดเร็วขึ้น"

ในชั่วขณะที่คริสนึกว่าคงเป็นนาทีสุดท้ายของชีวิต เขาเล่าว่า "อากาศเฮือกสุดท้ายนั้นหายใจเข้าไปได้อย่างยากลำบาก แต่มันไม่ได้ทรมาน ผมรู้สึกเหมือนว่ากำลังจะหลับ แต่ก็จำได้ว่ารู้สึกโกรธและรู้สึกผิดต่อคู่หมั้นของผมอย่างมากด้วย ผมรู้สึกโกรธเพราะคิดว่าเรื่องนี้จะสร้างความเสียหายเดือดร้อนให้ผู้อื่น แล้วหลังจากนั้นผมก็ไม่รู้สึกถึงอะไรอีกเลย"

หลังเกิดเหตุ 30 นาที ระบบของเรือควบคุมปฏิบัติการใต้น้ำก็กลับคืนมาเป็นปกติ เพื่อนร่วมงานของคริสรีบลงน้ำไปกู้ร่างไร้สติของเขากลับขึ้นมายังระฆังดำน้ำ ก่อนจะนำขึ้นสู่ห้องปรับความดันภายในเรือทันที

เมื่อถอดหน้ากากดำน้ำออก คริสหน้าเขียวและหยุดหายใจแล้ว แต่การกู้ชีพด้วยวิธีเป่าปากช่วยหายใจเพียงไม่กี่ครั้งทำให้เขาฟื้นขึ้นมา "ผมรู้สึกมึนงงและจำอะไรไม่ค่อยได้ มองไปรอบ ๆ เห็นเพียงเพื่อนนั่งหอบหายใจอยู่ ตอนนั้นผมยังไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุที่เกิดขึ้นมันร้ายแรงขนาดไหน"

Image copyright Floating Harbou
คำบรรยายภาพ หากนักประดาน้ำไม่ได้รับการปรับความดันร่างกายทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการปฏิบัติงานแล้ว จะทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตจากโรคน้ำหนีบ (Decompression sickness)

คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์

การที่คริสสามารถรอดชีวิตมาได้อย่างเหลือเชื่อ ทำให้นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำอธิบายที่อยู่เบื้องหลังเหตุปาฏิหาริย์นี้ โดย ดร. ทิปตัน มองว่าน้ำในทะเลเหนือที่เย็นจัดต่ำกว่า 3 องศาเซลเซียส ทำให้ร่างกายและสมองของคริสเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว หลังจากสายส่งน้ำร้อนที่สร้างความอบอุ่นให้กับชุดนักประดาน้ำขาดเสียหาย

"การที่สมองเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตในภาวะขาดออกซิเจน โดยอุณหภูมิที่ลดลงเพียง 10 องศาเซลเซียส ก็สามารถลดอัตราการเผาผลาญลงได้ถึงครึ่งหรือถึงหนึ่งในสาม หากลดอุณหภูมิของสมองให้เหลือเพียง 20 องศาเซลเซียสได้ มนุษย์จะมีโอกาสรอดชีวิตจากภาวะขาดออกซิเจนได้นานเกือบหนึ่งชั่วโมง" ดร.ทิปตันกล่าว

นอกจากนี้ การที่คริสดำน้ำแบบอิ่มตัวมานาน โดยมีการหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปปริมาณมาก ทำให้ออกซิเจนเหล่านี้ละลายเข้าไปสะสมอยู่ในเลือดและเนื้อเยื่อในภาวะความดันสูง ทำให้ร่างกายของเขามีแหล่งสำรองออกซิเจนที่เซลล์ต่าง ๆ สามารถดึงมาใช้ในภาวะฉุกเฉินได้มากกว่าคนทั่วไป

คริสไม่ได้เป็นผู้รอดชีวิตเพียงรายเดียวจากการขาดอากาศหายใจเป็นเวลานาน ดร.ทิปตันบอกว่ายังมีอีกอย่างน้อย 43 กรณีที่เกิดเหตุคล้ายกัน รวมถึงเด็กหญิงวัยสองขวบครึ่งผู้หนึ่ง ที่รอดชีวิตมาได้หลังจมน้ำนานกว่า 66 นาที "เด็กและผู้หญิงนั้นร่างเล็กกว่าและสามารถลดอุณหภูมิร่างกายได้เร็วกว่า ทำให้มีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นด้วย" ดร.ทิปตันอธิบาย

ผลวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งนอร์เวย์ (NTNU) ยังชี้ว่า ร่างกายของผู้ที่ดำน้ำแบบอิ่มตัวเป็นเวลานาน มีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมแบบสุดขั้วถึงระดับพันธุกรรมเลยทีเดียว โดยยีนในเซลล์เม็ดเลือดมีการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมการทำงาน ทำให้มีการผลิตและขนส่งฮีโมโกลบินรวมทั้งเม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นตัวลำเลียงออกซิเจนไปทั่วร่างกายลดลงในขณะที่ดำน้ำ ซึ่งจะช่วยประหยัดการใช้ออกซิเจนได้

เรื่องราวของคริสได้รับการถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์สารคดี "ลมหายใจเฮือกสุดท้าย" หรือ Last Breath ซึ่งเผยว่าหลังจากที่รอดจากความตายมาได้อย่างเฉียดฉิว เขาได้เข้าพิธีแต่งงานกับคู่หมั้นในทันที แต่ก็ไม่วายจะกลับไปทำงานที่ค้างไว้ให้เสร็จ ณ จุดเกิดเหตุระทึกขวัญจุดเดิม หลังเหตุการณ์ผ่านไปได้เพียงสามสัปดาห์เท่านั้น

"ผมรอดมาได้เพราะความเป็นมืออาชีพ และความเป็นวีรบุรุษกล้าหาญของคนรอบตัวผมเท่านั้น อันที่จริงแล้วผมมีส่วนช่วยเหลือตัวเองให้รอดชีวิตน้อยมาก นับว่าผมโชคดีแท้ ๆ" คริสกล่าวส่งท้าย

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม