ความรุนแรงทางเพศในแอฟริกา : เมื่อชายหาทางลบปมความล้มเหลวทางสังคมด้วยการคุกคามหญิง

  • 14 พฤษภาคม 2019
Moises and his wife Jullienne Image copyright Fiona Lloyd-Davies/BBC
คำบรรยายภาพ โมอิเซส แบกวิซา เคยทั้งข่มขืนและทุบตีภรรยาตัวเอง

สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเป็นประเทศที่มีอัตราการใช้ความรุนแรงทางเพศสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่ขณะนี้กำลังมีวิธีใหม่ในการรับมือกับเรื่องนี้ ด้วยการส่งเสริมให้ผู้ชายหันมามองปัญหา และตั้งคำถามถึงการใช้ความเป็นชายของตัวเองในทางที่ผิด

โมอิเซส แบกวิซา เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่เสียใจกับอดีตของตัวเอง สิ่งที่เขาเคยทำไว้กับจูเลียนน์ ภรรยา มีตั้งแต่การปฏิบัติอย่างเลวร้ายต่อเธอไปจนถึงการขืนใจ

"การมีเซ็กส์กับเธอก็เหมือนการต่อสู้กัน ผมไม่สนว่าเธอจะแต่งตัวอย่างไร ผมฉีกมันออกเป็นชิ้น ๆ" เขาเล่า

ที่บังกาโลธรรมดา ๆ หลังหนึ่ง ในหมู่บ้านรัทชูรู อันเงียบสงบทางภาคตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก นายแบกวิซา กำลังเล่าเรื่องที่เขาซ้อมภรรยาตอนที่เธอตั้งครรภ์ได้สี่เดือน

"ผมหันมาเตะเบา ๆ เข้าที่ท้องของเธอ" เขาบอก ตอนนั้นภรรยาร่วงลงไปกองกับพื้น เลือดไหลออกมา ชาวบ้านที่เป็นห่วงเป็นใยพากันมาช่วยพาตัวภรรยาเขาไปส่งโรงพยาบาล

เธอผิดอะไรหรือ "ความผิด" ของเธอคือ แอบเก็บสะสมเงินสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน โดยเอาไปฝากไว้ที่ผู้หญิงคนหนึ่ง

Image copyright Fiona Lloyd-Davies/BBC
คำบรรยายภาพ จูเลียนน์ ภรรยาของโมอิเซส

ก่อนซ้อมเธอนั้น เขาขอเงินเธอไปซื้อรองเท้า แต่เธอไม่ยอมให้

"ก็จริงครับ ที่เงินมันเป็นของเธอ" นายแบกวิซา บอก "แต่อย่างที่คุณก็รู้ ทุกวันนี้ เมื่อไหร่ที่ผู้หญิงมีเงิน เธอจะรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจ และแสดงออกมาให้เห็น"

ความเป็นชายแบบเดิม ๆ

ความไม่พึงพอใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสิ่งที่บางคนเรียกว่าเป็นวิกฤตของความเป็นชายแอฟริกันยุคใหม่

เป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้วที่ผู้ชายนั้นเติบใหญ่มากับแนวคิดเรื่องความเป็นชายที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความแข็งแกร่ง ความอดทนอดกลั้นทางอารมณ์ สามารถเลี้ยงดูและคุ้มครองครอบครัวได้

Image copyright Fiona Lloyd-Davies/BBC

แต่ด้วยพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างเพศหญิงและชาย รวมทั้งการที่ฝ่ายหญิงมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ประกอบกับการที่ฝ่ายชายว่างงานมากขึ้น ทำให้ผู้ชายนั้นไม่อาจคงสถานะความเป็นชายอย่างที่เคยเป็นในอดีตได้เต็มที่

และสำหรับผู้ชายอย่างนายแบกวิซาแล้ว การที่ผู้หญิงไม่ต้องพึ่งพิงฝ่ายชายในเรื่องเงินทอง ถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสถานะความเป็นชายของตัวเอง

ช่างก่อสร้างคนหนึ่งในหมู่บ้านบอกว่า เขาเห็นว่าการใช้ความรุนแรงเป็นหนทางเดียวที่เขาสื่อสารกับภรรยาได้

"ผมคิดว่าเธอเป็นสมบัติของผม" เขาบอก "ผมคิดว่าผมจะทำอะไรกับเธอก็ได้ทั้งนั้น ถ้าผมกลับมาบ้าน แล้วเธอตั้งคำถามอะไรกับผม ผมก็จะต่อยเธอเข้าให้"

ชดเชยความเป็นชายที่ 'ล้มเหลว'

กรณีของนายแบกวิซานั้นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ คองโกนั้นเป็นประเทศที่อัตราการขืนใจสูงที่สุดในโลก เคยมีรายงานการศึกษาที่จัดทำโดยวารสารสาธารณสุขอเมริกันพบว่าทุกหนึ่งชั่วโมงมีผู้หญิงถูกข่มขืน 48 คน

Image copyright Fiona Lloyd-Davies/BBC
คำบรรยายภาพ อัลฟอนเซ บอกว่า เคยเป็นทั้งผู้กระทำและเหยื่อของความรุนแรง

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนให้น้ำหนักไปที่เรื่องความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทางภาคตะวันออกของประเทศ ซึ่งกลุ่มนักรบที่เป็นศัตรูกันมักจะใช้วิธีการข่มขืนและหน่วงเหนี่ยวผู้หญิงเป็นเครื่องมือประหัตประหาร

แต่อิลอต อัลฟอนเซ ผู้ร่วมก่อตั้ง Congo Men's Network (Comen) องค์กรไม่แสวงหากำไร มองว่าแท้จริงแล้วรากเหง้าของปัญหาข่มขืนที่เกิดขึ้นหยั่งลึกไปกว่านั้น

"เวลาที่เราพูดถึงเรื่องความรุนแรงทางเพศโดยเน้นไปที่ความขัดแย้งของกลุ่มต่าง ๆ นั้น เราออกจะหลงประเด็นไปสักนิด" เขาบอก

"เราสืบทอดวิธีปฏิบัติกับผู้หญิงราวกับว่าพวกเธอเป็นวัตถุที่เราเป็นเจ้าของ ผู้ชายรู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์ที่จะมีเซ็กส์กับผู้หญิงได้ตลอดเวลา ต้นเหตุของการใช้ความรุนแรงทางเพศนั้นเป็นเรื่องของอำนาจ และสถานะที่ชายคองโกอยากจะคงไว้อยู่เสมอ"

ให้ผู้หญิงมีส่วนร่วม

ดาเนียล ฮอฟฟ์มีสเตอร์ เจ้าหน้าที่ประจำสถาบันเพื่อความยุติธรรมและการปรองดอง (Institute for Justice and Reconciliation) ในแอฟริกาใต้ เห็นด้วยว่า ความรุนแรงทางเพศเกี่ยวข้องโดยตรงกับวิธีที่ผู้ชายถูกสอนในการเข้ากับสังคมเมื่อตอนเด็ก และการที่พวกเขาไม่สามารถมีความเป็นชายตามธรรมเนียมแอฟริกาได้

"การหาเลี้ยงครอบครัวเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชาย และบ่อยครั้งที่ผู้ชายหลายคนที่ไม่สามารถหาเลี้ยงและดูแลครอบครัวได้ชดเชยความล้มเหลวด้วยวิธีที่รุนแรง" ฮอฟฟ์มีสเตอร์ กล่าว

Image copyright Fiona Lloyd-Davies/BBC

อัลฟอนเซ บอกว่า เขาเคยเป็นทั้งผู้กระทำและเหยื่อของความรุนแรง โดยอธิบายว่าความรุนแรงได้กลายเป็นธรรมชาติของเขาไปแล้ว และในเวลาต่อมาก็เป็นวิธีที่เขาใช้ในการสื่อสาร

"บางทีผมก็จะซ้อมแฟนตัวเอง และก็เป็นหน้าที่เขาที่ต้องมาขอโทษด้วย ผมจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ มีอยู่วันหนึ่งทะเลาะกับน้องสาว และผมก็ขว้างมีดใส่น้อง" อัลฟอนเซ เล่า

Image copyright Fiona Lloyd-Davies/BBC

โดยทั่วไปแล้ว โครงการต่อต้านการข่มขืนในแอฟริกามุ่งความสนใจไปที่ผู้หญิง ซึ่งเป็นเหยื่อข่มขืนส่วนใหญ่ ส่วนผู้ชาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้กระทำ ไม่ได้มีส่วนร่วม

แต่สำหรับ อัลฟอนเซ แล้ว โครงการเหล่านี้แก้ที่ "อาการ" มากกว่าสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาความรุนแรงทางเพศ

"เรากำลังต่อสู้ปัญหาความรุนแรงทางเพศ และเราต้องให้ผู้ชายและเด็กผู้ชายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เข้ามามีส่วนร่วมด้วย พวกเขาจะได้มีพื้นที่ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพราะพวกเขาก็มีอิทธิพลในชุมชน"

และนี่ก็คือสิ่งที่อัลฟอนเซและเพื่อนร่วมงานของเขาทำ

Image copyright Fiona Lloyd-Davies/BBC
คำบรรยายภาพ โมอิเซส แบกวิซา เข้าร่วมการประชุม

พวกเขาก่อตั้งการประชุมที่เรียกว่า "Baraza Badilika" แต่เป็นรูปแบบสมัยใหม่ Baraza Badilika คือการชุมนุมตั้งแต่โบราณที่ผู้ชายจะมารวมตัวกันหารือประเด็นปัญหาในชุมชนและช่วยให้เด็กหนุ่มเข้าสู่การเป็นลูกผู้ชายอย่างสมบูรณ์

อัลฟอนเซบอกว่า หลังจากเหตุขัดแย้งสร้างความเสียหายทั้งหมู่บ้านและทำให้มีผู้เสียชีวิต สถานที่ประชุมลักษณะนี้ก็ถูกทำลายไป และเด็กวัยรุ่นชายก็ไม่มีผู้ที่จะมาเป็นแบบอย่างให้

ในขณะที่ Baraza Badilika รูปแบบโบราณอนุญาตให้แค่ผู้ชายเข้าร่วม รูปแบบสมัยใหม่ให้ผู้หญิงถือตำแหน่งผู้นำสำคัญ ๆ

"ถึงเวลาแล้วที่ผู้หญิงจะบุกรุกเข้ามาในพื้นที่นี้" อัลฟอนเซ กล่าว

สามีเริ่มเปลี่ยนแปลง

ทุกสัปดาห์ ผู้ชายราว 20 คนจะมารวมตัวกัน 2 ชั่วโมงเพื่อเรียนรู้ถึงความเป็นชายในแง่บวก ความเท่าเทียมทางเพศ และความเป็นพ่อ

Image copyright Fiona Lloyd-Davies/BBC
คำบรรยายภาพ ผู้นำเวิร์คชอป(กลาง) นำเวิร์คชอปที่พูดถึงความเป็นชายในเชิงบวกในคองโก

ผู้นำเวิร์คชอปชายหนึ่งคนและหญิงหนึ่งคน จะใช้ภาพยนตร์ หนังสือภาพ และการแสดงละครสะท้อนชีวิตจริง เพื่อปรับวิธีคิดของผู้ก่อเหตุรุนแรงทางเพศเสียใหม่

อัลฟอนเซบอกว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่บอกเขาว่า สามีเปลี่ยนพฤติกรรมหลังจากเข้าร่วมเวิร์คชอปนี้

หลังจากที่เคยทุบตีภรรยาซึ่งตั้งครรภ์อยู่ แบกวิซา เปลี่ยนแปลงตัวเองไปมาก

"แน่นอนว่ายังไม่ 100% เราก็ยังเป็นแค่มนุษย์ แต่หลายสิ่งหลายอย่างพัฒนาไปมาก ตอนนี้เรามานั่งหารือคุยกันจริงจัง และความสัมพันธ์ทางเพศของเราก็ดีขึ้นมาก"

อัลฟอนเซ ตั้งใจจะนำปรัชญาเรื่องความเป็นชายเชิงบวกให้เข้าถึง "ผู้ชายทุกคน" ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

"เราฝันที่จะเห็นความรุนแรงทุกรูปแบบในประเทศนี้จบสิ้นลง เราจะได้มีประเทศที่อยู่ได้ทั้งสำหรับผู้ชาย ผู้หญิง เด็กผู้ชาย และผู้หญิง"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม