เด็กสาวใน 'หมู่บ้านที่ไร้แม่' ของอินโดนีเซีย รู้สึกอย่างไร กับการถูกแม่ทิ้งไปทำงานต่างแดน

  • 14 พฤษภาคม 2019
เอลี ซูซีอาวาตี กับภาพแม่ของเธอ
คำบรรยายภาพ เอลี ซูซีอาวาตี กับภาพแม่ของเธอ

ทางตะวันออกของอินโดนีเซีย มีหลายพื้นที่ที่คุณแม่ยังสาวเกือบทุกคนเดินทางออกไปทำงานในต่างประเทศ ชาวอินโดนีเซียเรียกชุมชนเหล่านี้ว่า "หมู่บ้านไร้แม่" รีเบกกา เฮนช์เก ผู้สื่อข่าวบีบีซี เดินทางไปพบเด็กที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

เอลี ซูซีอาวาตี มีอายุได้ 11 ขวบ ตอนที่แม่ทิ้งเธอไว้ให้ยายดูแล

ตอนนั้นพ่อแม่ของเธอเพิ่งแยกทางกัน เพื่อที่จะหาเลี้ยงครอบครัว มาร์เตีย แม่ของเธอ ต้องไปทำงานเป็นคนรับใช้ในบ้านที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย

ตอนที่ฉันพบกับ เอลี ครั้งแรก เธอเรียนอยู่ปีสุดท้าย เธอเล่าให้ฉันฟังว่าเธอทุกข์ยากมากแค่ไหน หลังจากที่แม่จากเธอไป เห็นได้ชัดว่าการที่ต้องพรากจากกันกับแม่ยังคงทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวด

"ตอนที่ฉันพบเพื่อน ๆ อยู่กับพ่อแม่ที่โรงเรียน ทำให้ฉันรู้สึกขมขื่น ฉันเฝ้ารอคอยให้แม่กลับมาบ้าน" เธอกล่าว

"ฉันไม่อยากให้แม่ต้องอยู่ห่างจากฉัน ฉันอยากให้แม่อยู่บ้าน ดูแลลูก"

ในหมู่บ้านวานาซาบา ของเอลี ในลอมบอกตะวันออก เป็นที่รู้กันดีว่าการทำงานในต่างประเทศ เป็นเรื่องที่คุณแม่ยังสาวต้องทำ เพื่อทำให้ลูกมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม

ผู้ชายส่วนใหญ่ที่นี่เป็นเกษตรกร หรือไม่ก็กรรมกร มีรายได้เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งที่ผู้หญิงหาได้จากการทำงานเป็นคนรับใช้ในบ้านเรือน หรือคนเลี้ยงเด็กในต่างประเทศ

หมู่บ้านแห่งนี้ เต็มไปด้วยบ้านเรือนที่อยู่กันอย่างแออัด ใกล้กับถนน มีตรอกซอกซอยจำนวนมากซึ่งกว้างพอที่จะให้รถจักรยานยนต์ผ่านได้ หลังบ้านเรือนเหล่านี้ เป็นทุ่งนาที่ดูเหมือนจะสุดลูกหูลูกตา

เมื่อเหล่าคุณแม่เดินทางจากไป สามีและคนในครอบครัวก็ต้องรับหน้าที่ดูแลลูก และทุกคนที่นี่ก็ช่วยกันดูเด็ก ๆ

เป็นเรื่องที่เจ็บปวดมากสำหรับเด็กทุกคนที่ต้องบอกลาแม่

คาริมาตุล อาดิเบีย Karimatul Adibia

แม่ของ การีมาตุล อาดิเบีย เดินทางจากเธอไปตอนที่เธออายุได้ 1 ขวบ เธอจำไม่ได้แม้กระทั่งช่วงเวลาที่อยู่กับแม่

จนกระทั่งเมื่อเธอเรียนใกล้จบชั้นประถมศึกษา แม่จึงเดินทางกลับบ้านมาหาเธอได้

แต่ตอนนั้น การีมาตุล ก็เข้าใจว่าป้าซึ่งเป็นคนเลี้ยงดูเธอมา เป็นแม่ของเธอ

"ฉันสับสนมาก" การีมาตุล กล่าว

"ฉันจำได้ว่า แม่ร้องไห้ เธอพูดกับป้าฉันว่า 'ทำไมลูกฉันไม่รู้ว่า เธอเป็นลูกฉัน'"


ป้าของการีมาตุล ตอบว่า ญาติ ๆ ไม่มีรูปภาพของเธอ และสิ่งที่การีมาตุลรู้เกี่ยวกับแม่ของเธอก็คือชื่อและที่อยู่ จึงไม่น่าแปลกใจที่เธอไม่เข้าใจเรื่องราวเหล่านี้

"ฉันรู้สึกคิดถึงแม่มากจริง ๆ แต่ขณะเดียวกัน ฉันก็รู้สึกโกรธที่แม่ทิ้งฉันไปตั้งแต่ฉันยังเล็ก" การีมาตุล กล่าว

ตอนนี้ เธออายุ 13 ปีแล้ว เธอวิดีโอคอลคุยกับแม่ทุกคืน และทั้งสองส่งข้อความหากันบ่อย ๆ แต่ก็ยังเป็นความสัมพันธ์ที่ยากอยู่ดี

"แม้แต่ตอนที่แม่กลับมาเยี่ยมบ้าน ฉันก็อยากอยู่กับป้า แม่ขอให้ฉันอยู่กับแม่ แต่ฉันบอกว่าจะมาหาทีหลัง"

การีมาตุล กับ ไบก์ ป้าของเธอ
คำบรรยายภาพ การีมาตุล กับ ไบก์ ป้าของเธอ

ไบก์ นูร์จันนาห์ ป้าของเธอ ยังเลี้ยงดูเด็กคนอื่น ๆ อีก 9 คน ด้วย ในจำนวนนี้เป็นลูกของเธอเองเพียงคนเดียว ส่วนคนอื่น ๆ เป็นลูก ของพี่น้องของเธอที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศ

"ฉันถูกเรียกว่า แม่ใหญ่" เธอเล่าพร้อมกับหัวเราะ

ตอนนี้ในวัยกว่า 50 ปี เธอมักจะยิ้มและกล่าวสดุดีองค์พระอัลเลาะห์ว่า อัลฮัมดูลิลลาห์ (alhamdulillah) ในเกือบทุกประโยคที่เธอพูด

"ฉันเลี้ยงเด็ก ๆ เหมือนกัน" เธอเล่า "พวกเขาเป็นเหมือนพี่น้องกัน และถ้าพวกเขาไม่สบาย หรืออยากได้อะไร อัลฮัมดูลิลลาห์ ฉันก็จะช่วยพวกเขา"

presentational grey line

ผู้หญิงในพื้นที่นี้ของอินโดนีเซียเริ่มเดินทางไปทำงานในต่างประเทศในช่วงทศวรรษ 1980

การที่ไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย ทำให้พวกเธอเสี่ยงตกเป็นเหยี่อของการล่วงละเมิด มีหลายคนที่ต้องกลับบ้านพร้อมกับโลงศพ หลายคนถูกนายจ้างทุบตีอย่างรุนแรง จนมีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง บางคนถูกส่งตัวกลับบ้านโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

บางครั้ง บรรดาคุณแม่เหล่านี้ก็กลับบ้านมาพร้อมกับลูกใหม่ที่เกิดจากการความสัมพันธ์ทางเพศทั้งที่สมยอมและถูกบีบบังคับ

เด็ก ๆ เหล่านี้ มักจะถูกเรียกว่า อะนัก โอแลห์-โอแลห์ หรือ เด็กของฝาก

การที่พวกเขาเป็นลูกผสมจากชาติอื่น ทำให้ดูเด่นกว่าเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน

ฟาติมาห์ วัย 18 ปี กล่าวว่า บางทีเธอก็ชอบที่มีคนให้ความสนใจ

ฟาติมาห์

"ผู้คนมักจะมองฉันด้วยความประหลาดใจ ฉันดูไม่เหมือนคนอื่น บางคนบอกว่า 'โอ้ หนูสวยมาก เพราะหนูมีเชื้อสายอาหรับ' นั่นทำให้ฉันดีใจ" เธอพูดพร้อมกับหัวเราะอย่างประหม่า

แต่กลุ่มสิทธิผู้อพยพหลายกลุ่มบอกว่า เด็กของฝาก มักจะถูกตีตรา และถูกแกล้งที่โรงเรียน

ฟาติมาห์ ไม่เคยเจอหน้าพ่อชาวซาอุดีอาระเบียของเธอ แต่เขาได้ส่งเงินมาให้แม่เธอ ทำให้เธออยู่บ้านเลี้ยงลูกได้ จากนั้นไม่นาน เขาก็เสียชีวิต หลังจากนั้นชีวิตความเป็นอยู่ก็ยากลำบาก แม่ของฟาติมาห์ จึงเดินทางจากลูกไปอีกครั้งเพื่อหางานทำในซาอุดีอาระเบีย

"เรื่องที่ทำให้แม่ฉันตัดสินใจเดินทางไปก็คือ น้องชายคนเล็กของฉันมักจะถามว่า 'เมื่อไหร่เราจะมีเงินซื้อมอเตอร์ไซค์' เมื่อเขาเห็นคนใช้โทรศัพท์มือถือใหม่เขาก็จะพูดว่า 'เมื่อไหร่เราจะมีแบบนั้นบ้าง'" ฟาติมาห์ กล่าว

เธอกล่าวต่อทั้งน้ำตาว่า "ถ้าแม่ไม่ไปซาอุดีอาระเบีย เราก็คงไม่มีเงินพอใช้กินอยู่"

ชมรมหลังเลิกเรียนของซูปรีฮาตี

เมื่อสัญญาณเสียงบอกว่าทำละหมาดในช่วงค่ำเสร็จสิ้นลงแล้วดังไปทั่วหมู่บ้าน เด็ก ๆ ต่างก็พากันออกจากมัสยิดไปยังบ้านเก่าหลังใหญ่ที่สร้างโดยชาวดัตช์ ในสมัยที่อินโดนีเซียเป็นอาณานิคม รองเท้าแตะถูกถอดกองไว้ที่ขั้นบันได

เด็ก ๆ แต่ละคนเหล่านี้ พ่อหรือแม่ หรือไม่ก็ทั้งพ่อและแม่ ทำงานในต่างประเทศ พวกเขาพากันมาที่นี่เพื่อเข้าชมรมหลังเลิกเรียน ที่ดำเนินการโดยผู้หญิงในพื้นที่ และกลุ่มสิทธิผู้อพยพ

ขณะที่เด็กพากันเข้ามาในชุดที่สวมผ้าคลุมผมสีสดใส และโสร่งลายหมากรุก ครูก็จดรายชื่อประเทศที่พ่อแม่ของเด็ก ๆ เหล่านี้ทำงานอยู่ "มาเลเซีย, ซาอุดีอาระเบีย, สิงคโปร์ ส่วนคนนี้อาหรับ คนนี้มาเลเซีย" เธอเล่า

บ้านหลังดังกล่าวเป็นของซูปรีฮาตี ซึ่งเดินทางไปทำงานที่ซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ลูกชาย 2 คนยังแบเบาะ

เธอบอกว่า มันเป็นการเสี่ยงโชคทางอารมณ์ที่คุ้มค่า

ซูปรีฮาตี
คำบรรยายภาพ ซูปรีฮาตี

"ฉันต้องเผชิญกับความยากลำบาก แต่มันก็กลายเป็นผลดี"

เธอสามารถเก็บเงินส่งเสียลูกชายจนเรียนจบมัธยมปลายได้ และตอนนี้ก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบาย เธอไม่ต้องทำงานอีกต่อไป เพราะลูกชายเลี้ยงดูเธอ

แต่เธอรู้ว่ามันลำบากมากแค่ไหน เธอจึงได้ก่อตั้งกลุ่มช่วยเหลือนี้ขึ้น เพื่อหวังว่าจะสร้างครอบครัวให้แก่เด็ก ๆ ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

เธอบอกว่า "การเติบโตมาจากการถูกญาติเลี้ยงดู ต่างจากการที่มีแม่คอยดูแลอยู่เคียงข้าง มันเป็นความรักที่ไม่เหมือนกัน เด็ก ๆ มีแนวโน้มที่จะเป็นคนเก็บตัว และขาดความมั่นใจ"

เธอบอกว่า กิจกรรมหลังเลิกเรียนที่บ้านของเธอ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น

"เราช่วยพวกเขาทำการบ้าน และเราเห็นว่า พวกเขาต้องการเรียนรู้อย่างมาก เราเรียกมันว่าชั้นเรียนอัจฉริยะ และตอนนี้ พวกเขาก็ไม่ต่างจากเด็กคนอื่น ๆ ที่โรงเรียน เราเห็นพวกเขาร่าเริงมาก"

ยูลี อาฟริอานา ซาฟิตรี มาถึงชั้นเรียนช้า เธอมีพี่น้อง 5 คน และเพิ่งทำอาหารเย็นให้พวกเขารับประทาน

ยูลี อาฟริอานา ซาฟิตรี
คำบรรยายภาพ ยูลี อาฟริอานา ซาฟิตรี

ยายของเธอ ซึ่งเคยช่วยเหลือเธอ เสียชีวิตไปแล้ว ดังนั้น เธอจึงต้องทำหน้าที่ทำครัว เธอกล่าว หรือพ่อเธอก็มาทำบ้างเป็นครั้งคราว

แม่ของเธอเดินทางไปทำงานตอนที่น้องสาวคนเล็กสุด อายุได้ไม่ถึงปี และใช้เวลาพักใหญ่กว่าที่จะส่งเงินกลับมา จากนั้นก็ขาดการติดต่อ แต่พวกเขาก็ไม่คิดว่า เธอจะเจอเรื่องเคราะห์ร้ายอะไร

ต่างจากเด็ก ๆ ในวานาซาบา คนอื่น ๆ ยูลี อาฟริอานา ซาฟิตรี ดูเหมือนจะไม่ทุกข์ใจจากการพลัดพรากจากแม่

"ฉันเกลียดเวลามีคนมาสงสารเรา ฉันไม่ชอบเลยจริง ๆ เวลาที่คนบอกว่า 'โอ้ หนูน่าสงสาร แม่ไม่อยู่ใกล้ ๆ' ฉันอยู่นี่ และกำลังดูแลน้อง ๆ ของฉันอยู่ และเราไม่ได้รู้สึกว่าขาดอะไรไปเลย" เธอบอกฉัน

"น้อง ๆ ของฉันจำแม่ไม่ได้เลย และพวกเขาไม่เคยร้องไห้หาแม่ พวกเขาหันไปหาพ่อ พ่อทำอาหารและล้างจาน ถ้าพ่อไม่ทำงาน เราก็จะทำงานบ้านด้วยกัน"

เธอบอกฉันอย่างภูมิใจว่าในโรงเรียนเธอมักจะได้คะแนนสูงสุดในชั้นเรียน และเธออยากจะเข้าร่วมกองทัพเรืออินโดนีเซีย

presentational grey line

คนงานอพยพของอินโดนีเซียมากกว่า 2 ใน 3 เป็นผู้หญิง เงินที่พวกเธอส่งกลับบ้าน ทำให้ลูก ๆ ฝันถึงสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนได้

เอลี ซูซีอาวาตี ไม่ได้พบหน้าแม่นาน 9 ปีแล้ว แต่ค่าจ้างที่แม่เธอได้รับ ทำให้เธอได้กลายเป็นคนแรกในครอบครัวที่ได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย

เธอกำลังเรียนด้านการเงินอิสลามที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองมาตารัม เมืองหลวงระดับภูมิภาค และเธอบอกว่า เธอเริ่มเข้าใจถึงความเสียสละของแม่แล้ว

เอลี ซูซีอาวาตี
คำบรรยายภาพ เอลี

"ถ้าเธอไม่ไป ฉันก็คงไม่สามารถเรียนได้ เธอทำให้ฉันใช้ชีวิตต่อไปได้ ฉันภูมิใจในตัวแม่มาโดยตลอด เธอเป็นผู้หญิงมหัศจรรย์ ไม่มีผู้หญิงคนไหนแข็งแกร่งกว่าแม่ของฉัน"

พวกเขาพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลาผ่านทางวอตส์แอปป์ (WhatsApp) และเฟซไทม์ (Facetime)

"ฉันบอกแม่ตลอดว่า ฉันอยู่ไหน และขออนุญาตแม่ออกไปข้างนอก เราไม่ได้เจอตัวกัน แต่เราติดต่อกันโดยตลอด แม่รู้ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตของฉัน"

ที่บริเวณระเบียงมัสยิดขนาดใหญ่ของเมือง เธอวิดีโอคอลหาแม่ เพื่อให้ฉันได้คุยกับแม่ของเธอ

มาร์เตีย บอกว่า ทุกอย่างราบรื่นดีในซาอุดีอาระเบีย ครอบครัวที่เธอทำงานด้วยใจดี และจ่ายเงินเดือนเธอดีและตรงเวลา

เธอบอกฉันว่า "เรื่องต่าง ๆ ไม่ง่ายสำหรับครอบครัวเธอ เราต้องดิ้นรน"

"แน่นอนว่า ฉันคิดถึงเอลี แต่ความเป็นจริงของสถานการณ์ของเรา ทำให้เราต้องแยกจากกัน ฉันภูมิใจในตัวเธอมาก ที่เธอเรียนหนังสือหนัก"

เธอบอกว่า เธอจะกลับบ้านตอนที่เอลีเรียนจบปริญญาแล้ว เอลีบอกพร้อมกับรอยยิ้มว่า อีกประมาณ 3 ปี

ฉันบอกเธอว่า เอลีบอกว่า เธอเป็นผู้หญิงมหัศจรรย์

"โอ้ ฉันดีใจมากที่ได้ยินเช่นนั้น" เธอหัวเราะ และฉันรู้สึกว่า ฉันเห็นน้ำตาในดวงตาของเธอ

เมื่อวางสายโทรศัพท์ เอลียืนยันว่า เธอจะไม่ทำงานเหมือนกับแม่

"การขาดการศึกษา ทำให้พ่อแม่ของฉันต้องเดินทางไป และนั่นเป็นการตบหน้าฉาดใหญ่ปลุกให้ฉันตื่นขึ้น ถ้าฉันต้องไปทำงานในต่างประเทศ ฉันจะไม่ไปที่นั่น ฉันจะไปทำธุรกิจ!"

รายงานเพิ่มเติมโดย เราะห์มาติน โบนาซีร์

ภาพโดย ฮาร์โย บางุน วีราวัน

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม