เลือกตั้งอินเดีย : นโยบายของนายกฯ โมดี ในสมัยที่ 2 จะส่งผลต่อโลกอย่างไร

  • 24 พฤษภาคม 2019
Indian Prime Minister and leader of the Bharatiya Janata Party (BJP) Narendra Modi gestures during a roadshow in Varanasi on April 25, 2019 Image copyright Getty Images

นายนเรนทรา โมดี ได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอินเดียต่ออีก 5 ปี หลังจากนำพรรคชาตินิยมฮินดู ภารติยะ ชนะตะ หรือบีเจพี ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย

ผลการเลือกตั้งล่าสุดบ่งชี้ว่า พรรคบีเจพี จะกวาดที่นั่งในสภาไปได้ราว 300 ที่นั่ง จากทั้งหมด 543 ที่นั่ง

ด้านแนวร่วมฝ่ายค้านที่นำโดยนายราฮูล คานธี จากพรรคคองเกรส นั้น ได้ออกมาประกาศยอมรับความพ่ายแพ้แล้ว

การเลือกตั้งทั่วประเทศซึ่งมีชาวอินเดียออกไปใช้สิทธิ์กว่า 600 ล้านคน และกินเวลานานกว่า 6 สัปดาห์นี้ ถูกมองว่าเป็นหยั่งมติมหาชนต่อนโยบายชาตินิยมฮินดูของนายโมดี อีกทั้งยังมีความสำคัญต่อโลกในหลายด้าน

ในปี 2024 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ของนายโมดี อินเดียจะเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกแซงหน้าจีน และเป็นประเทศที่มีเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก อีกทั้งยังจะเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก

ในขณะเดียวกัน นายโมดี จะเป็นผู้นำประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งพยายามแผ่ขยายอิทธิพลของอินเดียไปในภูมิภาคที่มีความขัดแย้งใหญ่ ๆ คือ ในดินแดนแคชเมียร์ และในทะเลจีนใต้

ดังนั้น การคว้าชัยชนะอย่างท่วมท้นในศึกเลือกตั้งทั้วไปครั้งที่ 2 นี้ นายโมดี จะเป็นผู้นำอินเดียที่นำชาติผ่านห้วงเวลาแห่งโอกาส หรือแม้แต่เวลาที่น่าหวาดหวั่น

ความท้าทายทางเศรษฐกิจ

อินเดียซึ่งกำลังจะแซงหน้าสหราชอาณาจักรขึ้นเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 5 ของโลกในปีนี้ ถือเป็นประเทศที่มีประชากรหนุ่มสาวจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นกลจักรสำคัญที่จะผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

โดยเมื่อปีงบประมาณที่แล้ว นักลงทุนต่างชาติที่ มั่นใจในระบบเศรษฐกิจแบบเปิดของอินเดีย ได้อัดฉีดเงินทุนเกือบ 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เข้าสู่ภาคธุรกิจของอินเดีย

นอกจากนี้ยังมีความก้าวหน้าในต่าง ๆ เช่น การสร้างถนนเพิ่ม การสร้างงานในเขตชนบท การขายแก๊สหุงต้มราคาถูกแก่ผู้ยากจน การสร้างห้องน้ำหมู่บ้าน และโครงการประกันด้านสุขภาพแก่ประชาชนที่อาจส่งผลดีแก่ชาวอินเดีย 500 ล้านครอบครัว

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจอินเดียยังคงเผชิญปัญหาอุปสงค์ที่ลดลง รายได้ประชากรลดลง และมีอัตราการว่างงานสูงที่สุดในรอบ 4 ทศวรรษ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ข้อมูลรัฐบาลที่รั่วไหลออกมาเผยให้เห็นว่า อัตราการว่างงานของอินเดียพุ่งสูงขึ้นภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาลนายโมดี

อินเดียจำเป็นต้องสร้างงานใหม่ 1 ล้านตำแหน่งในแต่ละเดือนเพื่อให้ทันต่อความต้องการของเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตของประเทศ และไม่ให้พลเมืองหนุ่มสาวรู้สึกผิดหวัง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่รัฐบาลล้มเหลวในสมัยที่ผ่านมา และจะต้องแก้ปัญหาให้ได้ในขณะนี้

ในขณะที่อินเดียกำลังพยายามแก้ปัญหาเหล่านี้ และกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ ก็เกิดคำถามว่า การเร่งสร้างงานนี้จะนำไปสู่สงครามการค้ากับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจของอินเดียหรือไม่

การผงาดของกระแสชาตินิยม

ความต้องการกอบกู้ความยิ่งใหญ่ของชาติกลับคืนมาอีกครั้ง เป็นนโยบายที่ผู้นำหลายประเทศใช้เรียกคะแนนนิยม เช่น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ประกาศจะ "ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง" (Make America Great Again) เช่นเดียวกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ต่างก็ชูนโยบายคล้ายกัน

สำหรับนายโมดีนั้น ก็เคยใช้ประเด็นที่ประเทศสูญเสียความยิ่งใหญ่ในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยเปรียบการปกครองของเขา กับพระราม ในศาสนาฮินดู

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ กระแสชาตินิยมในอินเดียรุนแรงขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

"พระรามเป็นกษัตริย์ผู้ประเสริฐ และมีระบบการปกครองในอุดมคติ" นายโมดี กล่าว ขณะที่นายอามิต ชาห์ ประธานพรรคบีเจพี ระบุว่า บรรดาบิดาผู้ก่อตั้งพรรคได้ยึดแนวคิดระบบการปกครองของพระรามที่เรียกว่า Ram Rajya มาใช้และพยายามมุ่งไปสู่การปกครองในอุดมคตินี้

อย่างไรก็ตาม แกนนำพรรคบีเจพี ยืนกรานว่าพวกเขาไม่ได้ต่อต้านชนกลุ่มน้อยในประเทศ

การเมืองแบบผู้นำแข็งแกร่ง และบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น

พรรคบีเจพี มักอวดอ้างลักษณะความเป็นชายที่แข็งแกร่งของนายโมดี ในการเรียกคะแนนนิยมจากประชาชน ดังจะเห็นได้จากกรณีที่กองทัพอินเดียปะทะอย่างดุเดือดกับปากีสถานจากข้อพิพาทดินแดนแคชเมียร์เมื่อไม่นานมานี้

วิธีการดังกล่าว ดูเหมือนจะใช้ได้ผล และช่วยดึงคะแนนนิยมในตัวนายโมดีที่ดิ่งลงในช่วงการเลือกตั้งระดับรัฐ ให้กลับขึ้นมาได้อีกครั้งหลังเหตุปะทะทางทหารดังกล่าว

ภายใต้การนำของนายโมดี อินเดียมีการเผชิญหน้าทางทหารกับปากีสถานถึง 2 ครั้ง รวมทั้งความขัดแย้งเรื่องพรมแดนในแถบเทือกเขาหิมาลัยและในบริเวณทะเลจีนใต้กับจีน

Image copyright Getty Images

สภาความสัมพันธ์ต่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยของสหรัฐฯ ระบุว่า ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น อินเดียได้ผงาดขึ้นเป็น "ผู้คานอำนาจของจีน" และผู้ช่วยค้ำจุนสหรัฐฯ ที่กำลังอ่อนอิทธิพลลง ซึ่งการแผ่อำนาจของอินเดียดังกล่าวได้ช่วยส่งเสริมสถานะการเป็นรัฐบุรุษของนายโมดีในสายตาประชาชนชาวอินเดีย

การที่นายโมดี พยายามผลักดันการแผ่ขยายอิทธิพลของอินเดียในการบริหารประเทศสมัยที่ 2 เราคงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของพันธมิตรทางภูมิรัฐศาสตร์และความภักดีในชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การผงาดของฝ่ายนิยมขวา

พรรคบีเจพีมักผสมผสานการใช้วาทศิลป์กับแนวคิดการมืองฝ่ายขวา แบบเดียวกับที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกผู้อพยพว่า "ฝูงสัตว์" ขณะที่นายอามิต ชาห์ ประธานพรรคบีเจพี เรียกผู้อพยพผิดกฎหมายว่า "ปลวก" พร้อมประกาศจะ "จับพวกเขาโยนลงอ่าวเบงกอล" แต่ขณะเดียวกันกลับเสนอมอบสถานะพลเมืองให้แก่ผู้ลี้ภัยที่นับถือศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ หลายฝ่ายวิจารณ์ว่า นายโมดี ไม่พยายามปกป้องชนกลุ่มน้อยในอินเดียมากพอ

ตลอดช่วง 5 ปีที่พรรคบีเจพีเป็นรัฐบาล ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นับถือศาสนาฮินดูและมุสลิมย่ำแย่ลง ทั้งยังเพิ่มความวิตกกังวลให้แก่ชาวมุสลิมเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขาในประเทศอินเดีย

ความแตกแยกจากการใช้วาทกรรมที่แบ่งแยกอัตลักษณ์ของประชาชนในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ อาจใช้ได้ผลในฐานะกลยุทธ์การเลือกตั้ง เพื่อหันเหความสนใจของผู้คนไปจากปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ แต่ก็เป็นวิธีการที่ก่อให้เกิดผลที่ยากจะย้อนกลับไปแก้ไขให้เป็นดังเดิมได้

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ข้อมูลจากกลุ่มกรีนพีซและรายงานการวิเคราะห์ด้านอากาศ AirVisual Analysis ที่เผยแพร่ออกมาเมื่อเดือน มี.ค. 2019 บ่งชี้ว่า อินเดียมีเมืองที่ติดอันดับเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลกถึง 22 เมืองจากทั้งหมด 30 เมือง

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ อินเดียเป็นประเทศผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รายใหญ่อันดับ 3 ของโลก

โดยเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดอันดับหนึ่งของโลกคือ คุร์เคาน์ เมืองศูนย์กลางเทคโนโลยี ในรัฐหรยาณา ใกล้กับกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย

แม้จะคาดกันว่า ประชากรอินเดียจะแซงหน้าจีนภายใน 5 ปีข้างหน้า แต่รายงานของธนาคารโลกเตือนว่า ภายในปีหน้าอินเดียจะเผชิญแรงกดดันเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ อากาศ ดิน และป่าไม้ รุนแรงที่สุดในโลก

การเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขยายตัวเร็วที่สุดในโลกซึ่งมีความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลกเพื่อรองรับความต้องการของประชากรหลายล้านคนที่มีชีวิตอยู่ใต้เส้นแบ่งความยากจน ก็ทำให้นายโมดีต้องเผชิญกับปัญหาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ความชะลอตัวทางเศรษฐกิจใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น จะถูกเรียกว่าความล้มเหลวในการสร้างงาน แต่ขณะเดียวกัน กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่วิกฤตทางสิ่งแวดล้อมที่อาจนำอินเดียไปสู่ความหายนะ

แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย แต่นายกรัฐมนตรีโมดี ได้นำอินเดียเข้าร่วมลงนามในความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยให้คำมั่นจะลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอินเดียลง 35% ภายใน 10 ปีข้างหน้า และร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรพลังงานแสงอาทิตย์ระหว่างประเทศ (International Solar Alliance) เพื่อผลักดันให้ทั่วโลกสามารถเข้าถึงแหล่งผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่สะอาดและมีราคาถูกได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม