หัวเว่ย: การขึ้นบัญชีดำของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคหลายพันล้านคน

  • 29 พฤษภาคม 2019
ผู้หญิงยืนอยู่ใต้ป้ายชื่อหัวเว่ย Image copyright Getty Images

เจ้าหน้าที่กฎหมายระดับสูงของหัวเว่ย ระบุว่าการที่สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำทางการค้าหัวเว่ย "เป็นแบบอย่างที่อันตราย" ที่จะส่งผลเสียต่อผู้บริโภคหลายพันล้านคน

ซง ลิวพิง กล่าวในการแถลงข่าวว่า การห้ามทำการค้าจะ "สร้างความเสียหายโดยตรง" ต่อบริษัทอเมริกันและส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน

เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ขึ้นบัญชีดำ กำหนดให้หัวเว่ยเป็นหนึ่งในบริษัทที่ธุรกิจอเมริกัน ไม่สามารถทำการค้าด้วยได้ นอกเสียจากจะได้รับอนุญาต

การห้ามดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการห้ำหั่นกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และหัวเว่ย ที่มีดีกรีรุนแรงมากกว่านั้น

รัฐบาลสหรัฐฯ อ้างเหตุผลที่ต้องขึ้นบัญชีดำบริษัทหัวเว่ยของจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม รายใหญ่ที่สุดของโลก ว่าเป็นเพราะกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติ

หัวเว่ยได้ปฏิเสธหลายรอบแล้วเกี่ยวกับข้อกล่าวอ้างที่ว่า การใช้ผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ยทำให้เกิด ความเสี่ยงด้านความมั่นคง และระบุว่า หัวเว่ยเป็นอิสระจากรัฐบาลจีน

"นักการเมืองในสหรัฐฯ กำลังระดมกำลังทั้งชาติ มาไล่ล่าบริษัทเอกชนแห่งเดียว" นายซง กล่าว

เขากล่าวว่า การตัดสินใจนำหัวเว่ยซึ่งเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก ไปจัดอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า "บัญชีดำทางการค้า" (Entity list) นั้นจะมีผลเสียตามมาอย่างมาก

"การตัดสินใจนี้มีความเสี่ยงที่จะสร้างความเสียหายต่อลูกค้าของเราในกว่า 170 ประเทศ รวมถึงผู้บริโภคมากกว่า 3 พันล้านคนซึ่งใช้บริการและผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ยทั่วโลก"

"การห้ามบริษัทอเมริกันไม่ให้ทำธุรกิจกับหัวเว่ย รัฐบาลจะสร้างความเสียหายโดยตรงต่อบริษัทสหรัฐฯ มากกว่า 1,200 แห่ง นี่จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในสหรัฐฯ หลายหมื่นตำแหน่ง"

'ไม่มีปืน ไม่มีควัน เป็นเพียงการคาดเดา'

นายซง ซึ่งกล่าวกับผู้สื่อข่าวในเมืองเซินเจิ้น ยังได้ระบุถึงขั้นตอนที่หัวเว่ยได้ดำเนินการฟ้องร้องรัฐบาล สหรัฐฯ ในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการห้ามไม่ให้หน่วยงานของทางการสหรัฐฯ ใช้ผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ย

Image copyright Getty Images

หัวเว่ยระบุว่าได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอ "ให้มีคำพิพากษาแบบรวบรัด" และขอให้ศาลสหรัฐฯ เร่งกระบวนการ "หยุดยั้งการดำเนินการที่ผิดกฎหมายต่อบริษัท"

นายซง กล่าวว่า "รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้มีหลักฐานที่แสดงว่าหัวเว่ยเป็นภัยคุกคามความมั่นคง ไม่มีปืน ไม่มีควัน เป็นเพียงการคาดเดา"

จะมีการไต่สวนคำร้องนี้ในวันที่ 19 ก.ย. นี้


บทวิเคราะห์: โรบิน แบรนต์, บีบีซี นิวส์, เซินเจิ้น

ผู้บริหารของหัวเว่ยเปิดแถลงข่าวบนเวทีที่จัดขึ้น ในห้องที่ใหญ่โตราวกับโรงละครที่สำนักงานใหญ่ ของบริษัท โดยพูดถึงลูกค้าชาวชนบทของสหรัฐฯ "ที่ยากจนกว่า" ว่า ควร "มีความเท่าเทียมในการเข้าถึง" อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่มีประสิทธิภาพดี

ลูกค้าหลายพันล้านคนกำลังเสี่ยงอย่างเห็นไดัชัดว่าจะ "ได้รับความเสียหาย" ในแง่สวัสดิภาพ ดังนั้นทางบริษัทจึงต้องเร่งมือสะสางปัญหา

แน่นอนว่าอีกเหตุผลหนึ่งคือบริษัทกำลังได้รับผลกระทบจากการโจมตีจากรัฐบาลทรัมป์ แต่เมื่อถูกถามว่า หัวเว่ยจะยังคงอยู่ได้ไหมในปีนี้ ผู้บริหารคนหนึ่งกล่าวว่าบริษัทวางแผนจะไปให้ไกลกว่าในปีหน้า

ทางบริษัทยืนกรานว่า หัวเว่ยเป็นบริษัทเอกชน อย่างไรก็ตาม เมื่อผมถามว่า ผู้บริหารอาวุโส 2 คนที่อยู่ตรงนั้น เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนใช่หรือไม่ คนหนึ่งตอบว่าเขาไม่ได้เป็น แต่อีกคนไม่ตอบ


ความกังวลด้านความมั่นคง

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้นำพาหลายประเทศในการปิดกั้นการใช้งานผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ย สำหรับเครือข่ายมือถือ 5G เพราะกังวลว่าอาจถูกรัฐบาลจีนสอดแนม

บริษัทของจีนแห่งนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน ในขณะที่สงครามการค้าระหว่างสองชาติมหาอำนาจนี้กำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยเมื่อปีที่แล้ว ทั้งสองต่างตั้งกำแพงภาษีสินค้าของกันและกันนับหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้พยายามเชื่อมโยงสองเรื่องเข้าด้วยกัน โดยเขากล่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า หัวเว่ยอาจเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนก็ได้

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม