ซูเปอร์โนวาอาจช่วยเร่งวิวัฒนาการ ทำให้มนุษย์โบราณเริ่มเดินสองขา

  • 29 พฤษภาคม 2019
ซากที่หลงเหลืออยู่ของซูเปอร์โนวา "แคสสิโอเปีย เอ" (Cas A ) แผ่รังสีคอสมิกที่มีความเร็วสูงสุดในจักรวาล ประกอบไปด้วยอนุภาคที่มีพลังงานสูงกว่าแสงหลายพันล้านเท่า Image copyright NASA/JPL-CALTECH
คำบรรยายภาพ ซากที่หลงเหลืออยู่ของซูเปอร์โนวา "แคสสิโอเปีย เอ" (Cas A ) แผ่รังสีคอสมิกที่มีความเร็วสูงสุดในจักรวาล ประกอบไปด้วยอนุภาคที่มีพลังงานสูงกว่าแสงหลายพันล้านเท่า

การระเบิดของดาวฤกษ์ที่สิ้นอายุขัยหรือซูเปอร์โนวา (Supernova) อาจแผ่รังสีพลังรุนแรงมายังโลกเมื่อหลายล้านปีก่อน จนทำให้ชั้นบรรยากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของบรรพบุรุษมนุษย์ โดยภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมแบบใหม่เร่งให้เกิดวิวัฒนาการ จากการคลานสี่ขากลายมาเป็นลุกขึ้นเดินด้วยสองขาแทน

ทีมนักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ นำเสนอแนวคิดดังกล่าวในวารสาร The Journal of Geology ฉบับล่าสุด โดยชี้ว่าหลักฐานทางธรณีวิทยาและดาราศาสตร์ที่เพิ่งค้นพบหลายอย่าง เผยถึงความเป็นไปได้ที่เหตุระเบิดรุนแรงในห้วงอวกาศอันไกลโพ้น จะสามารถส่งผลกระทบมาถึงสิ่งมีชีวิตบนโลกดึกดำบรรพ์ได้

ศาสตราจารย์ เอเดรียน เมลอตต์ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคนซัส หนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้เสนอแนวคิดล่าสุดนี้อธิบายว่า เมื่อราว 7 ล้านปีก่อน ห้วงอวกาศแถบที่อยู่ใกล้กับระบบสุริยะเริ่มเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายขึ้น โดยมีซูเปอร์โนวาที่ระเบิดอย่างรุนแรงเกิดขึ้นหลายครั้ง แผ่รังสีคอสมิกซึ่งประกอบไปด้วยอนุภาคที่มีพลังงานสูงกว่าแสงหลายพันล้านเท่าออกมาด้วยความเร็วสูง

เหตุการณ์ปั่นป่วนในห้วงอวกาศนี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องหลังจากนั้นหลายล้านปี โดยช่วงที่มีความรุนแรงมากที่สุดคือเมื่อราว 2.6 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ทราบได้จากร่องรอยของเหล็กกัมมันตรังสี (iron-60) ที่ก้นทะเลหลายแห่งทั่วโลก ซึ่งชี้ว่าเกิดเหตุการณ์รังสีคอสมิกที่มีพลังรุนแรง แผ่ทะลุชั้นบรรยากาศลงมาจนถึงพื้นผิวโลกในช่วงรอยต่อระหว่างสมัยไพลโอซีน (Pliocene Epoch) กับยุคน้ำแข็ง

คาดว่ารังสีคอสมิกดังกล่าวมาจากเหตุการณ์ซูเปอร์โนวาซึ่งอยู่ห่างจากโลก 164 ปีแสง รังสีคอสมิกทรงพลังที่แผ่ออกมาได้ชนเข้ากับอะตอมของธาตุต่าง ๆ ในชั้นบรรยากาศโลก ทำให้อิเล็กตรอนหลุดออกและเพิ่มประจุไฟฟ้าในชั้นบรรยากาศให้สูงขึ้นกว่าเดิมถึง 50 เท่า นำไปสู่การเกิดฟ้าผ่าอย่างรุนแรงบ่อยครั้ง

Image copyright RICHARD BIZLEY/SPL
คำบรรยายภาพ มนุษย์โบราณ โฮโม อีเร็กตัส (Homo erectus) เป็นมนุษย์ที่ยืนตัวตรงได้เป็นกลุ่มแรก

ฟ้าผ่าเป็นสาเหตุหนึ่งของไฟป่าที่เผาทำลายป่าทึบในทวีปแอฟริกา อันเป็นที่อยู่อาศัยของบรรพบุรุษมนุษย์ที่ยังคลานสี่ขา และใช้การห้อยโหนโยนตัวจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง

การที่ไฟเผาทำลายป่าทึบไปและเกิดภูมิประเทศแบบทุ่งหญ้าสะวันนาขึ้นแทน ทำให้มนุษย์โบราณกลุ่มที่เริ่มยืนและเดินด้วยสองขาก่อนได้เปรียบในการดำรงชีวิต เพราะสามารถระวังภัยได้ดีกว่า และสามารถย้ายไปหาอาหารจากต้นไม้ที่ตั้งอยู่ห่างกันได้สะดวกกว่า ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มนุษย์สมัยใหม่มีวิวัฒนาการไปในทิศทางนี้

เหตุการณ์ที่ซูเปอร์โนวาในห้วงอวกาศจะส่งผลกระทบใหญ่หลวงมายังโลกนั้น อาจเกิดขึ้นอีกได้ในอนาคต แต่นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ายังไม่น่าเป็นห่วง เพราะดาวฤกษ์ที่จะสิ้นอายุขัยดวงต่อไปซึ่งอยู่ใกล้โลกมากที่สุดคือ "บีเทลจูส" (Betelgeuse) ดาวยักษ์ใหญ่แดง (Red supergiant)ในกลุ่มดาวนายพรานที่อยู่ห่างออกไป 642 ปีแสง และคาดว่าจะเกิดซูเปอร์โนวาในอีกราวหนึ่งแสนปีข้างหน้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม