วันงดสูบบุหรี่โลก : จาก “สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์” ในอดีต ทุกวันนี้บุหรี่คร่าชีวิตปีละ 6 ล้านคน

  • 30 พฤษภาคม 2019
A glamorous woman smoking an e-cigarette Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ สำนักบริการสาธารณสุขแห่งชาติของสหราชอาณาจักร บอกว่าบุหรี่ไฟฟ้าก็ไม่ได้ปลอดภัยเสียทีเดียว
The Dutch medical researcher Everard, or Gilles Everaerts in Dutch Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นักวิจัยด้านการแพทย์ชาวดัตช์ ไจลส์ เอเวอร์ราร์ด เชื่อว่าสรรพคุณของต้นยาสูบนิโคเทียนาจะทำให้เราต้องการแพทย์น้อยลง

หากดูจากข้อมูลโดยองค์การอนามัยโลก ครึ่งหนึ่งของผู้สูบบุหรี่ทั้งหมดเสียชีวิตจากพิษบุหรี่ โดยมีผู้เสียชีวิต 6 ล้านคนในแต่ละปี นอกจากนี้ ยังมีคนอีกเกือบ 9 แสนรายที่เสียชีวิตเพราะต้องอยู่ใกล้ชิดกับควันบุหรี่

อย่างไรก็ดี ย้อนไปหลายศตวรรษก่อน คนเชื่อกันว่ายาสูบเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ ในศตวรรษที่ 16 ต้นยาสูบนิโคเทียนา (Nicotiana) ได้รับการขนานนามว่าเป็น "สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์" และ "การรักษาเยียวยาของพระเจ้า"

ในสมัยนั้น นักวิจัยด้านการแพทย์ชาวดัตช์ ไจลส์ เอเวอร์ราร์ด เชื่อว่าสรรพคุณของต้นยาสูบนิโคเทียนาจะทำให้เราต้องการแพทย์น้อยลง

"ถือกันว่าควันเป็นยาแก้พิษและโรคติดต่อร้ายแรงได้" เอเวอร์ราร์ด เขียนในหนังสือ Panacea; or the Universal Medicine, being a Discovery of the Wonderful Virtues of Tobacco taken in a Pipe จากปี 1587

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ในปี 1492 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส พบว่ามีการสูบยาสูบบริเวณหมู่เกาะที่ปัจจุบันเป็นประเทศคิวบา เฮติ และบาฮามาส บางครั้งมีการนำใบยาสูบไปใส่คบไฟเพื่อฆ่าเชื้อโรคในบริเวณต่าง ๆ

จากบทความโดย ศ.แอน ชาร์ลตัน ในวารสารราชแพทยสมาคมแห่งสหราชอาณาจักร คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักสำรวจชาวอิตาลี เป็นชาวยุโรปคนแรกที่พยายามใช้ยาสูบเพื่อการแพทย์ ในปี 1492 เขาพบว่ามีการสูบยาสูบบริเวณหมู่เกาะที่ปัจจุบันเป็นประเทศคิวบา เฮติ และบาฮามาส บางครั้งมีการนำใบยาสูบไปใส่คบไฟเพื่อฆ่าเชื้อโรคในบริเวณต่าง ๆ และใช้ป้องกันโรคและความเหนื่อยล้า

นอกจากนี้ ในบริเวณที่ปัจจุบันเป็นประเทศเวเนซุเอลา มีการนำยาสูบ โดยน่าจะนำไปผสมกับมะนาวหรือชอล์ก ไปใช้เป็นยาสีฟัน ซึ่งยังถือปฏิบัติกันอยู่ในอินเดียมาจนถึงปัจจุบัน

Image copyright Wellcome Collection
คำบรรยายภาพ ในศตวรรษที่ 16 ต้นยาสูบนิโคเทียนา (Nicotiana) ได้รับการขนานนามว่าเป็น "สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์" และ "การรักษาเยียวยาของพระเจ้า"

นักเดินสำรวจชาวโปรตุเกส เปโดร อัลวาเรซ คาเบราล์ เดินทางไปถึงบราซิลในปี 1500 และรายงานว่า มีการใช้ betum ซึ่งอีกชื่อที่ใช้เรียกต้นยาสูบ สำหรับรักษาฝีอักเสบและติ่งเนื้อ

ในบริเวณที่ปัจจุบันเป็นเม็กซิโก แบร์นาดิโน เด ซาอาโกน นักบวชนิกายโรมันคาทอลิกและมิชชันนารีคณะฟรันซิสกัน เรียนรู้จากแพทย์ท้องถิ่นว่าโรคที่ส่งผลต่อต่อมบริเวณคอสามารถรักษาด้วยการกรีดเนื้อและนำใบยาสูบร้อน ๆ บดผสมเกลือไปทา

Image copyright Wellcome Collection
คำบรรยายภาพ มีการแนะนำให้นักกายวิภาคศาสตร์สูบยาสูบได้ตามสบายเพื่อกลบกลิ่นศพและป้องกันเชื้อโรคจากศพ

จากนั้น แพทย์และนักผสมยาชาวยุโรปก็เริ่มสนใจนำใบยาสูบไปทำยามากขึ้น จากข้อมูลโดยพิพิธภัณฑ์และห้องสมุดด้านสุขภาพ Wellcome Collection ในกรุงลอนดอน ในหลายศตวรรษถัดจากนั้น การสูบยาสูบกลายเป็นองค์ประกอบจำเป็นสำหรับแพทย์ และนักเรียนแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องผ่าศพ

มีการแนะนำให้นักกายวิภาคศาสตร์สูบยาสูบได้ตามสบายเพื่อกลบกลิ่นศพและป้องกันเชื้อโรคจากศพ

ครั้งเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ในกรุงลอนดอนเมื่อปี 1665 มีการแนะนำให้เด็กนักเรียนสูบยาสูบกันในห้องเรียน โดยเชื่อกันว่าควันสามารถป้องกันกลิ่นหรือไอที่คนเชื่อกันว่าเป็นพาหนะโรค

Image copyright Wellcome Collection
คำบรรยายภาพ ครั้งเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ในกรุงลอนดอนเมื่อปี 1665 มีการแนะนำให้เด็กนักเรียนสูบยาสูบกันในห้องเรียน

อย่างไรก็ดี ก็เริ่มมีคนสงสัยในสรรพคุณของยาสูบในฐานะยารักษาโรค แพทย์ชาวอังกฤษ จอห์น คอตตา ซึ่งเขียนหนังสือเรื่องยาและเวทมนตร์คาถา เริ่มสงสัยในปี 1612 ว่าสิ่งที่ว่ากันว่าเป็นยารักษาโรค แท้จริงแล้วอาจเป็นสาเหตุของโรคหลายอย่าง

Image copyright Wellcome Collection
คำบรรยายภาพ แพทย์เชื่อว่า การเป่าควันยาสูบเข้าไปที่ช่องทวารหนักของผู้จมน้ำจะสามารถบรรเทาความรู้สึกหนาวและความง่วง

แม้จะมีความกังวล ยาสูบก็ยังเป็นที่ต้องการ ที่แปลกที่สุดอย่างหนึ่งคือ มีการเป่าควันยาสูบเข้าไปที่ช่องทวารหนักของผู้จมน้ำ โดยแพทย์เชื่อว่า ควันจะบรรเทารักษาความรู้สึกหนาวและความง่วง ช่วยให้ความอบอุ่นและกระตุ้นผู้จมน้ำได้ และก็มีจัดวางชุดอุปกรณ์นี้ไว้ตามริมแม่น้ำเทมส์สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน

ในศตวรรษที่ 18 มีการแนะนำให้เป่าควันยาสูบเข้าหูเพื่อรักษาอาการเจ็บหูด้วย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ บุหรี่ Camel พยายามจะบอกว่าแพทย์แนะนำให้คนสูบบุหรี่ และแพทย์เองก็สูบบุหรี่ Camel ด้วย

หลังจากมีการสกัดนิโคตินออกจากยาสูบสำเร็จในปี 1828 วงการการแพทย์ก็เริ่มสงสัยในสรรพคุณของยาสูบมากขึ้น แต่ก็ยังมีการใช้ยาสูบในทางการแพทย์ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทางทวารหนักเพื่อรักษาอาการท้องผูก ริดสีดวง และพยาธิ

เริ่มมีความกังวลถึงภัยยาสูบจริงจังขึ้นในช่วงปี 20s และ 30s แต่ยี่ห้อบุหรี่อย่าง Camel ก็พยายามจะบอกว่าแพทย์แนะนำให้คนสูบบุหรี่ และแพทย์เองก็สูบบุหรี่ Camel ด้วย บริษัทยังบอกว่านักร้องยังแนะนำให้สูบบุหรี่เพื่อช่วย "ขจัดความไม่บริสุทธิ์ออกจากเนื้อเยื้ออันบอบบางของลำคอ"

Image copyright Getty Images

30 ปีที่ผ่านมา เราเข้าใจถึงภัยบุหรี่ดีขึ้น หลายประเทศห้ามไม่ให้มีการสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะที่ไม่มีอากาศถ่ายเท เริ่มมีการรณรงค์ให้คนตระหนักรู้ถึงโทษบุหรี่มากขึ้น

บางประเทศบังคับให้ติดรูปคนไข้ระยะสุดท้ายจากพิษบุหรี่บนซองบุหรี่ ในอังกฤษมีการใช้ตุ๊กตาชื่อ Smokey Sue เพื่อสอนผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ถึงโทษบุหรี่ต่อทารก

Image copyright Science Museum London
คำบรรยายภาพ ในอังกฤษมีการใช้ตุ๊กตาชื่อ Smokey Sue เพื่อสอนผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ถึงโทษบุหรี่ต่อทารก

ในช่วงที่ผ่านมา บุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากมีสารทาร์และคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่อันตรายที่สุดของบุหรี่ อย่างไรก็ตาม สำนักบริการสาธารณสุขแห่งชาติของสหราชอาณาจักร ก็บอกว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ปลอดภัยเสียทีเดียว

Philip Morris International ผู้ผลิตยาสูบรายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเริ่มเจาะตลาดบุหรี่ไฟฟ้า และผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้า Juuls ถูกฟ้องร้องในสหรัฐฯ ว่าพวกเขาพยายามโฆษณาทางโซเชียลมีเดียให้วัยรุ่นมาใช้ผลิตภัณฑ์มากขึ้น

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ สำนักบริการสาธารณสุขแห่งชาติของสหราชอาณาจักร บอกว่าบุหรี่ไฟฟ้าก็ไม่ได้ปลอดภัยเสียทีเดียว

องค์การอนามัยโลกถือว่า บูหรี่เป็น "โรคระบาด" และ "ภัยสุขภาพร้ายแรงที่สุดอย่างหนึ่งที่โลกเคยเผชิญ" และเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ใช้นโยบายต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้คนสูบบุหรี่ อาทิ จำกัดโฆษณา การให้เงินสนับสนุนโดยบริษัทผู้ผลิตยาสูบ และขึ้นภาษีบุหรี่

องค์การอนามัยโลก ระบุว่า มีคนสูบบุหรี่น้อยลง ในปี 2016 มีคนสูบบุหรี่คิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์จากคนทั้งโลก เทียบกับ 27 เปอร์เซนต์ ในปี 2000

แต่นี่ก็ยังไม่ได้ตามเป้าหมายที่นานาชาติตกลงกันไว้

ขณะนี้มีผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่ 1.1 พันล้านคน โดย 80 เปอร์เซ็นต์เป็นคนจากประเทศที่มีรายรับระดับกลางและต่ำ

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม