ผู้อยู่ในเหตุการณ์จริง เผยสิ่งที่ซีรีส์ "เชอร์โนบิล" นำเสนอบางเรื่องไม่ตรงกับความเป็นจริง

  • 24 มิถุนายน 2019
ภาพในหมู่บ้าน Sviatsk ซึ่งถูกทิ้งร้าง เพราะอันตรายจากกัมมันตภาพรังสี Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นที่เชอร์โนบิลในปี 1986 ยังคงเป็นอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลก

เชอร์โนบิล ซีรีส์ทางโทรทัศน์ กลายเป็นรายการที่ได้รับการจัดอันดับว่า ดีที่สุดตลอดกาล จากการสำรวจความเห็นผู้ใช้งานเว็บไซต์ IMDB 150,000 คน

ซีรีส์ที่ออกอากาศทางช่องเอชบีโอและสกายเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวของอุบัติเหตุนิวเคลียร์ครั้งรุนแรงที่สุดในโลก หลังจากเกิดเหตุระเบิดที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลในยูเครนที่เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตในปี 1986

แต่เรื่องราวที่ปรากฏทางโทรทัศน์ ตรงกับเหตุการณ์จริงมากแค่ไหน

ช่วงเช้าวันที่ 26 เม.ย. 1986 วันเกิดเหตุ โอเล็กซี เบรอูส ซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการที่โรงไฟฟ้าแห่งนี้ กำลังทำงานอยู่ในห้องควบคุมเตาปฏิกรณ์เตาที่ 4

ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น ปฏิกิริยาที่ควบคุมไม่ได้ทำให้เกิดแรงระเบิดจนหลังคาเตาปฏิกรณ์เปิดออก สารกัมมันตรังสีจำนวนมากถูกพัดกระจายออกไปตกลงในหลายพื้นที่ของสหภาพโซเวียต รวมถึง รัสเซีย เบลารุส และทางเหนือของยุโรป

"ตอนที่ผมเห็นว่า เกิดอะไรขึ้น ผมตกใจมากที่พวกเขาพาเราไปที่นั่น เตาปฏิกรณ์มีสภาพเสียหายอย่างมาก จนดูเหมือนจะใช้การอะไรไม่ได้อีก" เขากล่าว

นายเบรอูส เล่าให้บีบีซี ยูเครน ฟังว่า อะไรคือเรื่องจริง และอะไรคือเรื่องแต่ง ในซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่ได้รับคำชื่นชมอย่างมากเรื่องนี้

Image copyright SKY UK LTD/HBO
คำบรรยายภาพ แม้ซีรีส์เรื่องเชอร์โนบิลได้บอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อย่างดี แต่มีเนื้อหาบางส่วนที่แต่งขึ้น และไม่ตรงกับความเป็นจริง

"ทรงพลังมาก"

นายเบรอูส บอกว่า ซีรีส์ถ่ายทอดบรรยากาศและความรู้สึกสะเทือนใจอย่างมากที่เกิดขึ้นในช่วงหลังเกิดภัยพิบัติได้อย่างถูกต้อง

แรงระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิต 31 คน และมีส่วนทำให้มีผู้เสียชีวิตอีกหลายพันคนจากการได้รับสารกัมมันตรังสี

"หายนะครั้งนี้ถูกถ่ายทอดออกมาในแบบที่ทรงพลังมากว่า เป็นหายนะภัยของโลกที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมหาศาล" เขากล่าว

"ความรู้สะเทือนใจและบรรยากาศที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ถูกถ่ายทอดออกมาค่อนข้างตรง ทั้งที่เกิดขึ้นในหมู่พนักงานและเจ้าหน้าที่ทางการ"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ผู้อำนวยการอาวุโสของโรงไฟฟ้า มีความผิดฐานละเมิดกฎความปลอดภัยขั้นร้ายแรง

"พวกเขาไม่ใช่ผู้ร้าย"

นายเบรอูส ตั้งข้อสงสัยในนำเสนอเรื่องราวของบุคคล 3 คนในเรื่องนี้ คือ วิกเตอร์ บรียูคานอฟ อดีตผู้อำนวยการของเชอร์โนบิล นิโคไล โฟมีน หัวหน้าวิศวกร และ อนาโทลี ยาตลอฟ รองหัวหน้าวิศวกร

"บทของพวกเขาถูกบิดเบือน และนำเสนอผิดไปจากความเป็นจริง ราวกับว่าพวกเขาเป็นผู้ร้าย พวกเขาไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย" นายเบรอูส กล่าว

อดีตเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของเชอร์โนบิลคนนี้เล่าว่า นายยาตลอฟ เป็นคนเข้มงวด และการเป็นคนแบบนั้นทำให้ลูกน้องไม่ค่อยถูกชะตากับเขานัก แต่พวกเขาก็เปลี่ยนความคิดไปในเวลาต่อมา

"เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลัวเขา แต่ไม่ว่าเขาจะเข้มงวดขนาดไหน เขาก็ยังมีความเป็นมืออาชีพสูง"

ในเดือน ก.ค. 1987 ชายทั้ง 3 ถูกตัดสินว่าผิดฐานละเมิดกฎความปลอดภัยขั้นร้ายแรง เป็นเหตุให้นำไปสู่การระเบิดขึ้น

Image copyright Sky UK Ltd/HBO
คำบรรยายภาพ บทของเอมิลี วัตสัน ในเรื่องเป็นบทที่มาจากการผสมผสานกันของนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่ทำงานในเหตุการณ์นี้ในช่วงเวลานั้น

ตัวละครอื่น ๆ

นายเบรอูส บอกว่า ซีรีส์เรื่องนี้ถือวิสาสะสร้างตัวละครบางตัวที่ไม่มีอยู่จริงขึ้นมา

ในซีรีส์ วาเลเรีย ลูกาซอฟ เป็นนักฟิสิกส์นิวเคลียร์ชั้นนำ และเป็นสมาชิกทีมรับมือเหตุเชอร์โนบิล แต่ในความเป็นจริง เขาแทบไม่อยู่ในเหตุการณ์

"ผมอาจจะมองไม่เห็น ลูกาซอฟ เขาทำงานอยู่ในบังเกอร์ หลังตึกบริหาร"

เอมิลี วัตสัน นักแสดงหญิงที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ แสดงเป็น อูลานา คอมิวก์ นักฟิสิกส์นิวเคลียร์ของโซเวียต ที่เข้ามาหาตรวจสอบหาสาเหตุว่า ภัยพิบัติเชอร์โนบิลเกิดขึ้นได้อย่างไร

ตัวละครที่เธอรับบทไม่มีอยู่จริง แต่ วัตสัน บอกว่า "เป็นตัวละครที่มีส่วนผสมผสานของนักวิทยาศาสตร์ [ในเหตุการณ์จริง] หลายคน ที่ทำงานอยู่ในสถานการณ์นั้น"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์บอกว่า ซีรีส์เรื่องนี้ ถ่ายทอดเรื่องราวของผลกระทบจากสารกัมมันตรังสีต่อร่างกายมนุษย์ออกมาได้อย่างตรงกับความเป็นจริง

ผิวหนังที่แดงก่ำ

นายเบรอูส ชมเชยวิธีการถ่ายทอดเรื่องราวของผลกระทบจากสารกัมมันตรังสีที่มีต่อร่างกายของเหยื่อ

"คนจำนวนมากพูดถึงการสัมผัสกับสารกัมมันตรังสี ผิวหนังสีแดง รอยไหม้จากสารกัมมันตรังสี และรอยไหม้จากไอร้อน แต่ยังไม่เคยได้รับการนำเสนออกมาแบบนี้" เขากล่าว

ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเกิดเหตุครั้งนั้น นายเบรอูส ได้พูดคุยกับคน 2 คน ที่ปรากฏตัวอยู่ในซีรีส์ นั่นก็คือ เลโอนีด ตอปตูนอฟ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการเช่นเดียวกับเขา และโอเลกซานเดอร์ อากีมอฟ หัวหน้ากะ

"พวกเขาออกอาการอย่างชัดเจน ผิวซีดเผือด ตอปตูนอฟ นี่เรียกว่า ขาวไปเลย"

สุดท้าย ชายทั้งสองคนได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงมอสโก เนื่องจากมีความผิดปกติจากการได้รับรังสีสูงแบบเฉียบพลัน (acute radiation syndrome)

"ในช่วงเช้า ผมได้เจอเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ที่ทำงานในคืนนั้น ผิวหนังของพวกเขามีสีแดงก่ำ พวกเขาเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงมอสโก" นายเบรอูส เล่า

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ มีผู้เสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บ หรือ ความผิดปกติจากการได้รับรังสีสูงแบบเฉียบพลัน จำนวน 31 คน หลังจากเกิดเหตุระเบิด แต่มีผู้ได้รับผลกระทบตามมาอีกหลายพันคน

"ไม่มีไฟไหม้"

หลังเกิดเหตุระเบิดที่โรงไฟฟ้าแห่งนี้แล้ว คณะเจ้าหน้าที่ดับเพลิงถูกส่งมายังเตาปฏิกรณ์

ในซีรีส์ เล่าว่า พวกเขาถูกส่งขึ้นไปบนหลังคาเพื่อดับไฟที่เกิดขึ้นจากเหตุระเบิด แต่นายเบรอูส บอกว่า นี่คือเรื่องที่แต่งขึ้น

"ไฟไหม้บนหลังคาไม่ใช่เรื่องจริง" เขากล่าว มีไฟไหม้จริง แต่ไม่ได้อยู่บนหลังคา

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเสี่ยงภัยน้อยลงเลย

ในจำนวนผู้เสียชีวิต 29 คนในช่วง 2 สัปดาห์ต่อมา ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่อยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพื่อฉีดน้ำเข้าไปในเตาปฏิกรณ์ที่เกิดเหตุระเบิด

โอเล็กซี เบรอูส เล่าว่า สิ่งที่นักดับเพลิงทำอยู่แทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย "สายน้ำเล็ก ๆ ที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงฉีดไป น่าจะระเหยไปหมดก่อนที่จะไปถึงตัวเตาปฏิกรณ์"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ "Liquidators" were personnel called up to assist with the clean-up operations in the aftermath of the disaster

สะพานแห่งความตาย

ในซีรีส์ทางโทรทัศน์ มีฉากที่ ชาวเมืองพรีเพียต (Pripyat) ที่อยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รีบพากันไปที่สะพานทางรถไฟ เพื่อดูไฟที่กำลังลุกไหม้ โดยไม่รู้ถึงอันตรายของการสัมผัสกับสารกัมมันตรังสี

เด็ก ๆ พากันเล่นฝุ่นสารกัมมันตรังสี ที่ตกลงมาจากฟ้าเหมือนกับเล่นหิมะ

ต่อมา สะพานแห่งนี้ถูกขนานนามว่า "สะพานแห่งความตาย" และซีรีส์ก็ได้นำข่าวลือที่ถูกลืมเลือนไปแล้วกลับมาเล่าใหม่ว่า คนที่ขึ้นไปบนสะพานแห่งนั้นเสียชีวิตทุกคน เพราะได้รับสารกัมมันตรังสี

เจ้าหน้าที่ทางการปฏิเสธข่าวลือนี้มาโดยตลอด และนายเบรอูส ก็มีข้อกังขาเช่นกัน

เขาเล่าว่า ชาวเมืองพรีเพียตส่วนใหญ่ น่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเช้าวันนั้น หลังจากที่เกิดการระเบิดขึ้น

นายเบรอูส กล่าวเพิ่มเติมว่า เขารู้จักคนบางคนที่ขึ้นไปบนสะพานเพื่อดูไฟไหม้ และแม้ว่าพวกเขาจะมีปัญหาทางสุขภาพตามมาจากการได้รับสารกัมมันตรังสี แต่พวกเขาก็รอดชีวิต

"ที่โรงพยาบาล ผมได้รับการรักษาพร้อมกับชายคนหนึ่งที่ปั่นจักรยานไปดูบนสะพานในช่วงเช้าวันที่ 26 เม.ย. เขาได้รับการวินิจฉัยว่า มีความผิดปกติจากการได้รับรังสีสูงแบบเฉียบพลันแบบไม่รุนแรง"

Image copyright SKY UK LTD/HBO
คำบรรยายภาพ ในซีรีส์ ชาวเมืองพรีเพียต พากันขึ้นสะพานทางรถไฟเพื่อดูเพลิงที่กำลังลุกไหม้

คนงานเหมืองล่อนจ้อน

ในซีรีส์ยังมีฉากที่คนงานเหมืองหลายคนกำลังขุดอุโมงค์อยู่ใต้เตาปฏิกรณ์ เพื่อพยายามปกป้องประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบด้วย

ภารกิจนี้ของพวกเขา คือ การสร้างพื้นที่เพื่อให้มีการถ่ายเทความร้อน เพื่อไม่ให้แกนปฏิกรณ์ที่หลอมละลายซึมลงไปในน้ำบาดาล เพราะจะเป็นอันตรายต่อชีวิตผู้คนหลายล้านคน

อุณหภูมิที่ร้อนระอุที่ใต้ดิน ทำให้พวกเขาต้องถอดเสื้อผ้าจนตัวเปล่าล่อนจ้อน แต่นายเบรอูสบอกว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้น

"พวกเขาถอดเสื้อผ้า แต่ไม่ใช่แบบที่เห็นในโทรทัศน์ ไม่ใช่ถอดออกจนหมดไม่เหลืออะไร" เขากล่าว

"เรื่องคนงานเหมืองเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กลายเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีส่วนเกี่ยวข้องแล้วก็ไม่ต้องมีก็ได้"

ตอนอยู่ในอุโมงค์ใต้ดิน คนงานเหมืองไม่ได้สัมผัสสารกัมมันตรังสี แต่เมื่อพวกเขาออกมาจากอุโมงค์เพื่อมาสูบบุหรี่ หรือดื่มน้ำ พวกเขาก็สัมผัสกับมัน

งานของพวกเขากลับกลายเป็นว่าไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะแกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่หลอมละลายก็ค่อย ๆ เย็นลงเองภายใน 6 สัปดาห์ แล้วก็ไม่เคยมีการสูบไนโตรเจนเข้าไปในห้องถ่ายเทความร้อนด้วย

Image copyright SKY UK LTD/HBO
คำบรรยายภาพ คนงานเหมืองราว 400 คนถูกเรียกให้มาขุดอุโมงค์ใต้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ได้รับผลกระทบ

ความจริงเกี่ยวกับนักประดาน้ำ

อีกฉากหนึ่งของซีรีส์เรื่องนี้คือฉากที่คนงานโรงไฟฟ้า 3 คน อาสาดำน้ำเข้าไปในอุโมงค์ใต้ดิน ที่อยู่ใต้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เสียหาย เพื่อเปิดวาล์วระบายน้ำ

เจ้าหน้าที่ทางการกังวลว่า อาจจะเกิดการระเบิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ถ้า 'ลาวา' จากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่หลอมละลายไหลลงไปในน้ำ

มีรายงานว่า คนที่อาสาดำน้ำทั้ง 3 คนนั้น เสียชีวิตจากอาการป่วย ซึ่งเป็นผลมาจากการได้รับสารกัมมันตรังสี

แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาทั้ง 3 คนรอดชีวิต

บอริส บารานอฟ หัวหน้ากะ เสียชีวิตในปี 2005 ส่วน วาเลียรี เบสพารอฟ และ โอเล็กซี อนาเนนโก (Oleksiy Ananenko) ซึ่งต่างก็เป็นหัวหน้าวิศวกรควบคุมงานในพื้นที่ส่วนหนึ่งของเตาปฏิกรณ์ที่เกิดเหตุ ยังคงมีชีวิตอยู่และอาศัยอยู่ในกรุงเคียฟ

โอเล็กซี อนาเนนโก บอกกับบีบีซีว่า สิ่งที่ต่างไปจากที่เห็นในซีรีส์คือ เขาไม่ได้รับข้อเสนอจูงใจใด ๆ เพื่อให้เขาเข้าร่วมปฏิบัติการครั้งนั้น

"มันเป็นงานของเรา ถ้าผมไม่ทำ เขาก็อาจไล่ผมออกได้"

คนงานทั้ง 3 คนนั้นรู้ดีว่าวาล์วอยู่ตรงไหน จึงเหมาะสำหรับปฏิบัติภารกิจนี้มากที่สุด

จากคำบอกเล่าของคนงานเหล่านั้น ระดับน้ำอยู่ต่ำกว่าเข่า ในบางพื้นที่ พวกเขาวิ่งฝ่าน้ำ เพื่อให้สัมผัสกับสารกัมมันตรังสีให้น้อยที่สุด

"ผมจำไม่ได้ว่า โดซิมิเตอร์ (อุปกรณ์วัดระดับการสัมผัสสารกัมมันตรังสี) ส่วนตัวของพวกเราแสดงค่าที่เท่าไหร่" นายอนาเนนโก เล่า "นั่นแสดงว่า มันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น"

เขายังพูดติดตลกเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่คนงานที่อาสาดำน้ำทั้ง 3 คนได้รับเสียงปรบมือ เมื่อกลับออกมาจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อย่างปลอดภัยด้วย

"มันก็แค่งานของเรา ใครจะมาตบมือให้ล่ะ"

Image copyright SKY UK LTD/HBO
คำบรรยายภาพ นักประดาน้ำที่เห็นในซีรีส์เชอร์โนบิลอยู่ในชุดดำน้ำเต็มรูปแบบ แต่ในความเป็นจริง พวกเขาสวมแค่ชุดเว็ตสูต และไม่ได้ใส่หน้ากากด้วย

ภาพจำโซเวียต

ซีรีส์เรื่องนี้ ยังมีฉากที่นักประดาน้ำดื่มวอดก้าจากขวด หลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ความจริงก็คือ นายอนาเนนโก บอกว่า "ผมไม่ได้ดื่มเลย"

นายเบรอูส บอกว่า ข้อเสียอย่างหนึ่งของซีรีส์เรื่องนี้คือ การพูดถึงภาพจำของโซเวียตที่ตรงกับความคิดของคนในโลกตะวันตก

"มีภาพจำหลายแบบที่ปรากฏอยู่ในซีรีส์ เกี่ยวกับภาพที่คนตะวันตกพูดถึงสหภาพโซเวียต ทั้งวอดก้าแล้วก็เคจีบีที่พบอยู่ทุกที่...มันเป็นหนึ่งในข้อเสียของซีรีส์เรื่องนี้" นายเบรอูส กล่าว

อย่างไรก็ตาม เขาเห็นด้วยกับการที่เล่าว่า สหภาพโซเวียตมีระบอบการปกครองที่ลึกลับเกินความจำเป็น และมีแนวปฏิบัติในการสื่อสารและการบริหารจัดการที่ย่ำแย่ ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดหายนะครั้งนี้ขึ้น

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม