สถานการณ์ในอ่าวเปอร์เซียจะเป็นอย่างไรต่อไปหลังสหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่าน วางระเบิดเรือบรรทุกน้ำมัน

  • 15 มิถุนายน 2019
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
สหรัฐฯ เผยหลักฐานที่อ้างว่า อิหร่านอยู่เบื้องหลังการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน

วิกฤตในอ่าวเปอร์เซียทวีความตึงเครียดมากขึ้น หลังจากสหรัฐฯ เผยหลักฐานทางข่าวกรองชิ้นแรก ที่อ้างว่า อิหร่านเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในอ่าวโอมาน ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ และอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันในโลก

นี่เป็นการโจมตีครั้งที่ 2 ในรอบไม่กี่สัปดาห์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ ท่ามกลางขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านที่ตึงเครียดขึ้น

ราคาน้ำมันได้พุ่งสูงขึ้น 4% หลังจากเกิดเหตุในวันพฤหัสบดี (13 มิ.ย.) ในอ่าวโอมาน ซึ่งตั้งอยู่ในเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยน้ำมันที่ขนส่งทางทะเลทั่วโลกราว 1 ใน 3 ต้องผ่านอ่าวโอมานในแต่ละปี

เกิดอะไรขึ้นเมื่อ 13 มิ.ย.

เรือโกกุกะ คอเรเจียส (Kokuka Courageous) ของญี่ปุ่น และเรือฟรอนต์ ออลแทร์ (Front Altair) ของนอร์เวย์ กำลังล่องอยู่ในน่านน้ำสากล มุ่งหน้าไปทางตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ก็เกิดเหตุระเบิดขึ้น

เรือฟรอนต์ ออลแทร์ บรรทุกแนฟทา (naphtha) 75,000 ตัน จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปยังไต้หวัน

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมเพลิงที่ลุกไหม้บนเรือ ฟรอนต์ ออลแทร์ ไว้ได้

International Tanker Management บริษัทที่ดูแลเรือลำดังกล่าว ระบุว่า เกิดเพลิงไหม้ขึ้นบนเรือหลังจากเหตุระเบิด กัปตันสั่งให้ ลูกเรือ 23 คน สละเรือ แล้วอพยพไปขึ้นเรือขนส่งสินค้า ฮุนได ดูไบ (Hyundai Dubai) ส่วนบริษัทฟรอนต์ไลน์ ซึ่งเป็นเจ้าของเรือบรรทุกน้ำมัน เปิดเผยว่า ลูกเรือ ประกอบด้วย ชาวรัสเซีย 11 คน ชาวฟิลิปปินส์ 11 คน และชาวจอร์เจีย 1 คน ได้อพยพขึ้นเรือ ซึ่งได้พาพวกเขาไปขึ้นเรือของกองทัพเรืออิหร่าน และต่อมาได้ถูกพาไปยังท่าเรือแห่งหนึ่ง

ซีพีซี คอร์ป (CPC Corp) บริษัทกลั่นน้ำมันของไต้หวัน ที่ว่าจ้างเรือลำดังกล่าว บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ทางบริษัท "สงสัยว่าจะถูกยิงด้วยตอร์ปีโด" ราว 04.00 น. ตามมาตรฐานกรีนิช (GMT)

ส่วนเรือโกกุกะ คอเรเจียส มีรายงานว่า บรรทุกเมทานอล (methanol) 25,000 ตัน จากซาอุดีอาระเบียไปยังสิงคโปร์

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ยูทากะ คาทาดะ กล่าวว่า มีระเบิดเกิดขึ้น 2 ครั้งที่เรือบรรทุกน้ำมันโกกุกะ คอเรเจียส ของทางบริษัท

Bernhard Schulte Shipmanagement บริษัทที่ดูแลเรือลำนี้บอกว่า เรือได้รับความเสียหายจาก "เหตุโจมตีต้องสงสัย" ทำให้ตัวลำเรือแตกบริเวณเหนือจุดที่อยู่เหนือระดับน้ำทางกราบขวาของเรือ มีเพลิงไหม้ที่ห้องเครื่องยนต์ แต่ลูกเรือปลอดภัย มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 1 คน

สหรัฐฯ บอกว่าอย่างไร

ส่วนฝั่งสหรัฐฯ ระบุเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ในภูมิภาคได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากเรือฟรอนต์ ออลแทร์ เมื่อเวลา 06.12 น. (02.13 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช) และจากเรือโกกุกะ คอเรเจียส เมื่อเวลา 07.00 น. หลังจากเกิดเหตุระเบิด ทางกองกำลังจึงได้เดินทางไปพื้นที่ดังกล่าว

เรือยูเอสเอส เบนบริดจ์ (USS Bainbridge) ได้พบเรือของกองทัพเรืออิหร่านหลายลำปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุระเบิด และต่อมาได้พบเรือของอิหร่านแกะทุ่นระเบิดที่ยังไม่ระเบิดออกมาจากด้านข้างของเรือโกกุกะ คอเรเจียส ด้วย

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ทางการสหรัฐฯ เผยแพร่คลิปที่อ้างว่า อิหร่านอยู่เบื้องหลังเหตุระเบิด แต่ทางการอิหร่านปฏิเสธ

นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า อิหร่าน อยู่เบื้องหลัง "การโจมตีที่ไม่มีการยั่วยุ" ซึ่งเป็นคำที่เขาใช้เรียกเหตุโจมตีที่เกิดขึ้นหลายครั้งในภูมิภาค

"การประเมินนี้อยู่บนพื้นฐานของข่าวกรอง อาวุธที่ใช้ ระดับความชำนาญที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติการ การโจมตีเรือขนส่งสินค้าที่คล้ายคลึงกันของอิหร่าน และการที่ไม่มีกลุ่มตัวแทนที่ปฏิบัติการในพื้นที่กลุ่มใดมีทรัพยากรและความชำนาญในการปฏิบัติการที่มีความซับซ้อนสูงนี้"

อิหร่านตอบโต้ว่าอย่างไร

ด้านเจ้าหน้าที่ทางการอาวุโสของอิหร่าน บอกกับ บีบีซี ว่า "อิหร่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้"

ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ของอิหร่าน กล่าวหาสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ที่ 14 มิ.ย. ว่า ทำให้เกิด "ความเสี่ยงที่รุนแรงต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลาง" โดยไม่มีการเอ่ยถึงการโจมตีในอ่าวโอมานโดยตรง

เขาเน้นย้ำถึงข้อเรียกร้องให้ประเทศที่มีส่วนร่วมในข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ยึดมั่นในพันธะสัญญาที่ให้ไว้ หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ถอนตัวออกจากข้อตกลงนี้เพียงฝ่ายเดียว

นอกจากนี้ในแถลงการณ์ที่ออกมาในวันศุกร์ ผู้แทนอิหร่านประจำสหประชาชาติ ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาต่าง ๆ จากทางสหรัฐฯ โดยระบุว่า เป็นเรื่อง "ไม่มีมูลความจริง" และ "เป็นความเกลียดชังอิหร่าน"

ส่วนนายจาวัด ซารีฟ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ทวีตข้อความกล่าวหาสหรัฐฯ ว่า กุข้อกล่าวหาขึ้นมา "โดยปราศจากหลักฐานแวดล้อมหรือความจริงแม้แต่น้อย" และกำลังพยายาม "บ่อนทำลายความสัมพันธ์ทางการทูต"

แม้ภาพที่สหรัฐฯ เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ดูมีความน่าเชื่อถือมากกว่าหลักฐานแวดล้อมอื่น ๆ ที่เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ โดยเรือลาดตระเวนสีขาวลำเล็กในคลิป เป็นแบบเดียวกับที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านใช้อยู่ในอ่าวเปอร์เซีย แต่โจนาธาน มาร์คัส ผู้สื่อข่าวด้านการทูตและกลาโหมของบีบีซี ระบุว่า การกล่าวหาของสหรัฐฯ เป็นการกล่าวหาที่รุนแรงมาก แทบไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะของข่าวกรองที่ได้มา และการวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความเสียหายของเรือบรรทุกน้ำมัน ทั้ง 2 ลำ ก็ไม่มีข้อมูลอื่นสนับสนุน ทั้งภาพถ่ายดาวเทียม หรือการแกะรอยเส้นทางของเรือลำอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น ดังนั้น บางคนอาจจะเห็นว่า การด่วนตัดสินเป็นเรื่องอันตรายยิ่ง และยังทำให้เกิดคำถามตามมาว่า สหรัฐฯ เตรียมการจะทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

ทำไมความตึงเครียด สหรัฐฯ - อิหร่าน จึงเพิ่มสูงขึ้น

ในปี 2018 สหรัฐฯ ได้ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่บรรลุข้อตกลงกันในปี 2015 โดยมีเป้าหมายในการลดกิจกรรมเกี่ยวกับนิวเคลียร์ของอิหร่านลง การที่สหรัฐฯ ถอนตัว ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากหลายประเทศ รวมถึงชาติพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ ด้วย

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ คาดว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านมีกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่กว่า 150,000 นาย

ในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้เพิ่มการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน โดยพุ่งเป้าไปที่ภาคการส่งออกน้ำมัน จากนั้น อิหร่านได้ประกาศว่า จะยุติการทำตามพันธะสัญญาบางอย่างที่ระบุไว้ในข้อตกลงนิวเคลียร์

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ส่งกองกำลังไปประจำการในอ่าวเปอร์เซีย โดยอ้าง ความเสี่ยงจากการโจมตีของอิหร่าน และได้ส่งกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบิน และเครื่องบินทิ้งระเบิด บี-52 เข้าไปในภูมิภาคนี้ด้วย

อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการกล่าวหาว่า สหรัฐฯ มีความก้าวร้าว ความตึงเครียดได้เพิ่มสูงขึ้นไปอีก หลังจากเกิดเหตุโจมตีด้วยทุ่นระเบิดแม่เหล็กในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เมื่อวันที่ 12 พ.ค.

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้กล่าวหาว่า มีชาติที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีนี้ โดยไม่ได้ระบุชื่อ ด้านสหรัฐฯ ระบุว่า ชาติดังกล่าวคือ อิหร่าน ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่รัฐบาลอิหร่านปฏิเสธ

ช่วงเวลาที่อันตราย

ขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าเหตุใดอิหร่านต้องโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันข้ามชาติ ผู้สังเกตการณ์หลายคนได้คาดการณ์ว่า อาจจะเป็นการส่งสัญญาณไปยังกองกำลังต่าง ๆ ที่ต่อต้านอิหร่านว่า อิหร่านมีขีดความสามารถในการสร้างความวุ่นวายต่อการขนส่งสินค้าทางเรือในภูมิภาคโดยที่ไม่จำเป็นต้องทำสงคราม

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน: ช่องแคบฮอร์มุซ มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างไร

โจนาธาน มาร์คัส ผู้สื่อข่าวบีบีซี ระบุว่า ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การคว่ำบาตรที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐฯ มีส่วนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน จนถึงขั้นที่หน่วยงานบางแห่งของอิหร่าน อาจจะเป็นกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน ซึ่งมีกองกำลังเดินเรือที่เป็นอิสระของตัวเอง ได้ตัดสินใจเอาคืนสหรัฐฯ

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป สหรัฐฯ จะหาทางตอบโต้กลับทางการทหารหรือไม่? แล้วจะเกิดผลอะไรตามมา

มาร์คัส บอกว่า ถ้าอิหร่านถูกโจมตี จะเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง เพราะอิหร่านอาจจะทำสงครามลูกผสม ซึ่งหมายถึงทำสงครามเองโดยตรงและทำผ่านตัวแทนของอิหร่าน อาจจะมีการโจมตีเรือขนส่งสินค้าและเป้าหมายอื่น ๆ เพิ่มขึ้นและในหลายพื้นที่เป็นระยะ ๆ ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น และไม่มีใครที่คิดว่า ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่าน ต้องการจะทำให้เกิดความขัดแย้งเต็มรูปแบบ

แม้ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ ใช้ถ้อยคำที่ดุเดือด แต่เขาก็ไม่ได้สั่งปฏิบัติการทางทหารที่สำคัญในต่างประเทศ ส่วนการโจมตีของสหรัฐฯ ในซีเรีย ก็เป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์เสียเป็นส่วนใหญ่ มาร์คัส เกรงว่า อิหร่าน อาจจะอ่านสถานการณ์ผิด และอาจทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้เป็นข้ออ้างในการ เปิดฉากโจมตีบางอย่างเพื่อลงโทษอิหร่านได้

ความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามขึ้นในตอนนี้ จึงเป็นการเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ มากกว่าการจงใจให้เกิดขึ้น

ขณะนี้ชาติพันธมิตรหลายชาติของสหรัฐฯ อย่างฝรั่งเศสและเยอรมนี ได้ออกมาเรียกร้องให้สหรัฐฯ ใช้ความระมัดระวังเพิ่มขึ้นแล้ว แต่อังกฤษ กลับระบุว่า "เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการประเมินของสหรัฐฯ" นายทรัมป์ต้องชั่งน้ำหนักการตอบโต้ใด ๆ อย่างระมัดระวัง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม