ประท้วงในฮ่องกง ทำไมผู้คนมากมายจึงออกมาเดินขบวน

  • 3 กรกฎาคม 2019
ผู้ประท้วงพยายามบุกเข้าไปในอาคารสภานิติบัญญัติ Image copyright EPA

ผู้ประท้วงในฮ่องกงบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาและทำลายทรัพย์สินภายใน ในช่วงที่การประท้วงนานหลายสัปดาห์ทวีความรุนแรงขึ้น

ในช่วงเช้าวันจันทร์ (1 ก.ค.) มีการปะทะกันเกิดขึ้นใกล้กับสภานิติบัญญัติ ขณะที่กำลังมีการจัดพิธีครบรอบการที่อังกฤษส่งมอบเกาะฮ่องกงคืนให้แก่จีน

เมื่อดูเพียงผิวเผิน การประท้วงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับแผนการที่จะเปิดโอกาสให้มีการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนจากฮ่องกงไปให้กับจีนแผ่นดินใหญ่

แต่นั่นไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมด ยังมีบริบทที่สำคัญอีกหลายเรื่องที่จะช่วยอธิบายเหตุการณ์ในปัจจุบันได้ดีขึ้น บางเรื่องย้อนกลับไปนานหลายทศวรรษ

ฮ่องกงมีสถานะพิเศษ...

เรื่องสำคัญที่จะต้องรู้คือ ฮ่องกง มีความแตกต่างจากเมืองอื่น ๆ ของจีน ในการเข้าใจเรื่องนี้ คุณจำเป็นต้องศึกษาประวัติศาสตร์ของฮ่องกง

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
โจชัว หว่องเป็นอิสระ ประกาศ “แครี่ แลมต้องลงจากตำแหน่ง”

ฮ่องกง เป็นอาณานิคมของอังกฤษนานกว่า 150 ปี โดยเกาะฮ่องกงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฮ่องกง ถูกอังกฤษยึดครองในช่วงหลังสงครามปี 1842 ต่อมาจีนได้ให้อังกฤษเช่าพื้นที่ที่เหลือของเกาะฮ่องกง คือส่วนที่เรียกว่า เขตดินแดนใหม่ หรือ New Territories เป็นเวลานาน 99 ปี

ฮ่องกงกลายเป็นเมืองท่าที่มีการค้าขายอย่างคึกคัก เศรษฐกิจของฮ่องกงพุ่งทะยานขึ้นในช่วงทศวรรษ 1950 ขณะที่ฮ่องกงได้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตแห่งหนึ่ง

ฮ่องกง ยังเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับผู้อพยพและผู้ที่แข็งข้อต่อทางการที่หลบหนีออกมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ สืบเนื่องจากความไร้เสถียรภาพ ความยากจน และการถูกข่มเหงรังแก

จากนั้นในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เมื่อการเช่านาน 99 ปี ใกล้จะสิ้นสุดลง อังกฤษและจีนได้เริ่มหารือกันเกี่ยวกับอนาคตของฮ่องกง โดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของจีนต้องการให้ฮ่องกงกลับสู่การปกครองของจีนทั้งหมด

ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงในปี 1984 ว่า จะส่งมอบเกาะฮ่องกงคืนให้แก่จีนในปี 1997 ภายใต้หลักการที่เรียกว่า "หนึ่งประเทศ สองระบบ"

นั่นหมายความว่า การที่ฮ่องกงรวมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน แต่ฮ่องกงจะยังคง "มีอำนาจปกครองตนเองได้ในระดับสูง ยกเว้นเฉพาะด้านกิจการกลาโหมและต่างประเทศ" เป็นเวลานาน 50 ปี

ผลของข้อตกลงนี้ ฮ่องกงจึงได้มีระบบกฎหมายและพรมแดนของตัวเอง มีสิทธิต่าง ๆ รวมถึงการได้รับการคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุม และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นด้วย

ยกตัวอย่าง ฮ่องกงเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่ดินแดนของจีน ที่คนสามารถรำลึกถึงเหตุการณ์ปราบปรามประชาชน ที่ทหารกราดยิงใส่ผู้ประท้วงซึ่งปราศจากอาวุธที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในกรุงปักกิ่งเมื่อปี 1989 ได้

...แต่สิ่งต่าง ๆ กำลังเปลี่ยนไป

ฮ่องกงยังคงมีเสรีภาพหลายอย่างที่คนในจีนแผ่นดินใหญ่ไม่มี แต่ผู้ไม่เห็นด้วยระบุว่า เสรีภาพเหล่านี้ค่อย ๆ ลดลง

กลุ่มสิทธิต่าง ๆ กล่าวหารัฐบาลจีนว่าเข้ามาแทรกแซงฮ่องกง โดยอ้างถึงตัวอย่างต่าง ๆ เช่น การตัดสินของศาลที่ ตัดสิทธิสมาชิกสภานิติบัญญัติที่สนับสนุนประชาธิปไตยหลายคน นอกจากนี้ยังเกิดกรณีการหายตัวไปของเจ้าของร้านหนังสือในฮ่องกง 5 คน และมหาเศรษฐีอีก 1 คน ซึ่งต่อมาปรากฏว่า พวกเขาถูกทางการจีนควบคุมตัวไว้อยู่

ศิลปินและนักเขียนหลายคน กล่าวว่า พวกเขาเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นให้ต้องตรวจสอบเนื้อหาของตัวเอง และผู้สื่อข่าวของไฟแนนเชียลไทมส์คนหนึ่ง ถูกห้ามเข้าฮ่องกง หลังจากที่ได้จัดงานที่มีนักเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชของฮ่องกงเข้าร่วม

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ การประท้วงยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด โดยตำรวจเตือนให้ผู้ประท้วงออกจากพื้นที่มิเช่นนั้นจะต้องเผชิญ "การใช้กำลังตามแก่เหตุ" และมีการยิงแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม

จุดที่เป็นปัญหามานานอีกเรื่องหนึ่งคือ การปฏิรูปประชาธิปไตย

หัวหน้าคณะผู้บริหาร ซึ่งเป็นผู้นำฮ่องกง ปัจจุบันได้รับเลือกจากคณะกรรมาธิการการเลือกตั้งซึ่งมีสมาชิก 1,200 คน ส่วนใหญ่สนับสนุนรัฐบาลจีน และมีเพียง 6% ที่ได้รับการเลือกจากผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง

นอกจากนี้สมาชิก 70 คนของสภานิติบัญญัติของฮ่องกงก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง สมาชิกสภานิติบัญญัติส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ต่างเป็นผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลจีน ส่วนสมาชิกสภานิติบัญญัติบางส่วนที่มาจากการเลือกตั้ง ถูกเพิกถอนสมาชิกภาพ เพราะพวกเขาปฏิเสธที่จะปฏิญาณตนอย่างถูกต้อง (ซึ่งต้องปฏิญาณว่า "ภักดีต่อเขตบริหารพิเศษฮ่องกงของสาธารณรัฐประชาชนจีน") และยังถือธงที่มีข้อความว่า "ฮ่องกงไม่ใช่จีน" ด้วย

กฎหมายพื้นฐาน หรือ "อนุรัฐธรรมนูญ" ของฮ่องกง บัญญัติไว้ว่า ฮ่องกงควรเลือกผู้นำของฮ่องกงด้วยแนวทางที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ยังมีข้อถกเถียงกันว่า ควรจะออกมารูปแบบไหน

รัฐบาลจีน ระบุในปี 2014 ว่า จะให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งเลือกผู้นำฮ่องกงได้จากบัญชีรายชื่อที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมาธิการที่สนับสนุนรัฐบาลจีน แต่ผู้ไม่เห็นด้วย เรียกสิ่งนี้ว่า "ประชาธิปไตยจอมปลอม" และสภานิติบัญญัติฮ่องกงได้ลงมติไม่รับข้อเสนอนี้

เหลือเวลาอีก 28 ปี กฎหมายพื้นฐานนี้ก็จะหมดอายุลงในปี 2047 จะเกิดอะไรขึ้นกับการปกครองตัวเองของฮ่องกงในช่วงหลังจากนั้น ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน

ประชาชนส่วนใหญ่ในฮ่องกง ไม่เห็นว่าตัวเองเป็นชาวจีน

แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ในฮ่องกงมีเชื้อสายจีน และฮ่องกงจะเป็นส่วนหนึ่งของจีน แต่ประชาชนส่วนใหญ่กลับไม่เห็นว่าตัวเองเป็นชาวจีน

การสำรวจโดยมหาวิทยาลัยฮ่องกง ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่เรียกตัวเองว่า "ชาวฮ่องกง" และมีเพียง 15% ที่เรียกตัวเองว่า "ชาวจีน"

ตัวเลขนี้ยิ่งแตกต่างกันมากขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยการสำรวจในปี 2017 พบว่า มีประชาชนอายุระหว่าง 18-29 ปี เพียง 3% เท่านั้น ที่เรียกตัวเองว่า เป็นชาวจีน

Image copyright AFP/Getty Images

ชาวฮ่องกงให้เหตุผลที่ไม่เรียกตัวเองว่าเป็นชาวจีน เช่นเดียวกับชาวจีนในจีนแผ่นดินใหญ่ว่า เป็นเพราะความแตกต่างกันทางด้านวัฒนธรรม สังคม และกฎหมาย และการที่ฮ่องกงตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษนาน 150 ปี

นอกจากนี้ยังมีความรู้สึกต่อต้านจีนแผ่นดินใหญ่เพิ่มมากขึ้นในฮ่องกงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาด้วย โดยผู้คนต่างตำหนิการกระทำของนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่หยาบคาย ไม่เคารพบรรทัดฐานในฮ่องกง และยังทำให้ค่าครองชีพในฮ่องกงสูงขึ้นด้วย

นักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่บางส่วน ถึงขั้นเรียกร้องให้ฮ่องกงเป็นเอกราชจากจีน ซึ่งเรื่องนี้ได้สร้างความตระหนกต่อรัฐบาลจีน

ผู้ประท้วงรู้สึกว่า หากมีการผ่านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน จะทำให้ฮ่องกงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของจีนมากขึ้น

"ฮ่องกง จะกลายเป็นเพียงเมืองหนึ่งของจีนเท่านั้น ถ้าร่างกฎหมายนี้ผ่าน" ผู้ประท้วงวัย 18 ปีคนหนึ่ง กล่าวกับบีบีซี

ชาวฮ่องกง รู้ว่า ต้องประท้วงอย่างไร

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ Demonstrations in 2014 went on for several weeks

ในเดือน ธ.ค. 2014 ตำรวจได้รื้อถอนสิ่งที่หลงเหลืออยู่ตามจุดที่มีการชุมนุมประท้วงสนับสนุนประชาธิปไตยในใจกลางฮ่องกง โดยผู้ประท้วงได้ตะโกนว่า "เราจะกลับมา"

การที่มีการกลับมาประท้วงอีกครั้งในตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจ ฮ่องกงมีประวัติศาสตร์ของการแสดงการขัดขืนมายาวนาน ไม่ใช่เพียงแค่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเท่านั้น

ในปี 1966 มีการชุมนุมเกิดขึ้น หลังจากที่บริษัทสตาร์เฟอร์รี (Star Ferry Company) ตัดสินใจขึ้นค่าเรือโดยสารข้ามฟาก การประท้วงทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นจลาจล มีการประกาศเคอร์ฟิวเต็มรูปแบบ และทหารหลายร้อยนายถูกส่งออกมาตามท้องถนน

การประท้วงเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1997 แต่การประท้วงที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้ มักจะเป็นเรื่องทางการเมือง ซึ่งผู้ชุมนุมไม่เห็นด้วยกับจุดยืนของจีนแผ่นดินใหญ่

ขณะที่ชาวฮ่องกงมีการปกครองตนเองในระดับหนึ่ง แต่พวกเขาไม่มีเสรีภาพในการเลือกตั้ง นั่นหมายความว่า การประท้วง เป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่วิธีที่พวกเขาสามารถทำได้เพื่อแสดงความคิดเห็น

ในปี 2003 มีการประท้วงใหญ่หลายครั้ง (มีคนมากถึง 500,000 คน ออกมาชุมนุมบนท้องถนน และนำไปสู่การยกเลิกร่างกฎหมายความมั่นคงที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์) นอกจากนี้ในแต่ละปียังมี มีการประท้วงประจำปีเรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้ง รวมถึงการรำลึกถึงเหตุปราบปรามประชาชนที่จัตุรัสเทียนอันเหมินด้วย

การชุมนุมในปี 2014 เกิดขึ้นต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ โดยชาวฮ่องกงได้เรียกร้องสิทธิในการเลือกผู้นำของตัวเอง แต่ท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวที่เรียกว่า ขบวนการร่ม ก็จบลง โดยที่รัฐบาลจีนไม่ได้ยอมทำตามข้อเรียกร้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม