หญิงสาว ระบายความในใจทางเฟซบุ๊กเกี่ยวกับความเข้มงวดของพ่อแม่ชาวเอเชีย จนได้รับข้อความให้กำลังใจจากคนทั่วโลก

  • 6 กรกฎาคม 2019
family pictures Image copyright Katie Horwich/BBC

เมื่อหญิงสาวคนหนึ่งขอคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ชีวิตผ่านทางโซเชียลมีเดีย มีผู้คนทั่วโลกส่งข้อความมาให้กำลังใจเธอจำนวนมาก

ฉันไม่คิดเลยว่า ตอนที่โพสต์เล่าเรื่องความรู้สึกเหงาในโซเชียลมีเดีย จะมีผู้คนจากทั่วโลกตอบข้อความฉันมากมายขนาดนี้ มีทั้งคนให้คำแนะนำฉัน และเสนอตัวเป็นเพื่อนกับฉัน หลายคนบอกฉันว่า พวกเขาก็รู้สึกเช่นเดียวกัน

ฉันรู้สึกว่าฉันหมดสิ้นหนทางแล้วจริง ๆ ตอนที่เขียนเล่าเรื่องโดยที่ไม่เปิดเผยตัวตนว่าเป็นใครลงในกลุ่มทางเฟซบุ๊กที่ชื่อว่า Subtle Asian Traits ฉันรู้สึกว่า คนในกลุ่มน่าจะเข้าใจฉัน เพราะเรามีภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน

ข้อความนั้นเริ่มด้วย:

เฮ้ เพื่อน ๆ ชาวเอเชีย

ฉันต้องการคำแนะนำในการใช้ชีวิตหน่อยค่ะ ฉันรู้สึกอับจนหนทางแล้วในตอนนี้ว่าฉันควรจะทำอย่างไรดี

เรื่องของเรื่องก็คือว่า พ่อแม่ของฉันเจ้ากี้เจ้าการและเป็นห่วงฉันมากจนเกินไปแทบจะตลอดชีวิตที่ผ่านมา ตอนเป็นเด็ก ฉันไม่เคยได้รับอนุญาตให้ไปเล่นบ้านเพื่อนเลย

ฉันเป็นชาวออสเตรเลียเชื้อสายจีน ฉันคิดว่า การเป็นผู้อพยพเข้ามา ทำให้พ่อแม่ของเราเลี้ยงดูเราอย่างเข้มงวดมาก โดยเฉพาะลูกสาว

ฉันรักพ่อกับแม่นะคะ แต่ฉันคิดว่า สิ่งที่พ่อแม่ทำได้ส่งผลให้ฉันกลายเป็นแบบนี้ ฉันเป็นคนขี้อาย เก็บตัว และคบใครเป็นเพื่อนได้ไม่นาน

ตอนเข้าสู่วัยรุ่น ฉันเหงา แล้วตอนนี้ก็ยิ่งเหงาหนักกว่าเดิม เพราะเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยิ่งหาเพื่อนได้ยากขึ้น เพราะแต่ละคนก็มีเพื่อนสนิทหมดแล้ว

ฉันอยากมีเพื่อน

ฉันย้ายออกจากบ้านของพ่อแม่แล้วเมื่อปีที่แล้ว แต่ฉันแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกภายนอกเลย ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร ไม่รู้จัก "การเล่นเกม" กับคนในที่ทำงาน หรือกับคนที่ฉันคบหาดูใจอยู่ รวมถึงการใช้ชีวิตในสังคม

ในด้านจิตใจ ฉันรู้สึกเหมือนกับว่า ฉันเด็กกว่าที่ฉันเป็น 5 ปี

ฉันกำลังจะอายุ 25 ปีเต็มในอีกไม่นานนี้ แต่ฉันรู้สึกเหมือนกับว่า เพิ่งจะได้ออกจากเปลือก ฉันอยากจะเปลี่ยนแปลง แต่ฉันไม่แน่ใจว่า ควรจะเริ่มต้นอย่างไร

จนกระทั่งตอนที่ฉันย้ายออกมา ฉันก็ยังต้องกลับบ้านก่อน 3 ทุ่ม แล้วก็ต้องเจอกับคำถามว่า "ออกไปกับใคร ไปยังไง ใครมารับ"

แม่จะออกมาส่งฉันที่ประตูบ้าน แล้วก็บอกว่า "กลับบ้านก่อน 3 ทุ่มนะลูก ไม่งั้นแม่จะแจ้งตำรวจ"

การ์ตูนแม่ยืนอยู่ด้านนอกบ้าน Image copyright Katie Horwich/BBC
คำบรรยายภาพ แม่บอกว่า "กลับบ้านก่อน 3 ทุ่มนะลูก ไม่งั้นแม่จะแจ้งตำรวจ"

พอใกล้ถึงเวลากลับบ้าน แม่จะส่งข้อความมาหาฉันไม่หยุด พ่อก็จะส่งอีเมลมาในเวลาเดียวกัน แต่ไม่มีใครเช็กอีเมลตอนที่ออกไปข้างนอกหรอก ฉันมาเจอก็ตอนเช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อเปิดอีเมลดู

พ่อจะเขียนประมาณว่า "ทำไมยังไม่กลับบ้านอีก!" ถ้าเขาใช้เครื่องหมายอัศเจรีย์ ฉันรู้เลยว่า เขากำลังโกรธอยู่ หรือบางทีเขาก็ใช้ข้อความที่ดูอ่อนโยนลงมาหน่อยในการตามฉันกลับบ้านเช่น "ข้าวเย็นพร้อมแล้วนะ"

ตอนที่ฉันอายุ 21 ปี พ่อกับแม่เคยโทรหาตำรวจจริง ๆ ตอนนั้นฉันย้ายจากกรุงแคนเบอร์รา ไปนครซิดนีย์ เพื่อฝึกงานนาน 3 เดือน พ่อแม่ให้ฉันไปพักที่บ้านเพื่อนของพวกเขา ซึ่งเจ้าของบ้านจะคอยจับตามองฉันอยู่ตลอดว่า ออกไปตอนไหน กลับมาเมื่อไหร่

ตอนที่ฝึกงานจบ เราจัดงานเลี้ยงกัน แต่เพื่อนของพ่อแม่ไม่เห็นฉันกลับบ้าน ก็เลยบอกพ่อแม่ฉัน

แม่กับพ่อส่งข้อความมาหาฉันไม่หยุด "ทำไมยังไม่กลับบ้าน ลูกควรกลับเดี๋ยวนี้" ฉันส่งข้อความตอบพ่อแม่ไปว่า ฉันอยู่ที่งานเลี้ยงของที่ทำงาน ในงานเสียงดังมาก แต่แม่ก็ไม่หยุดโทรหาฉัน

ในที่สุดฉันก็รับสายแม่ แล้วก็ได้ยินแม่ตะโกนว่า "พ่อกับแม่จะรู้ได้ไงว่า ลูกไม่ถูกจับเป็นตัวประกัน แล้วคนที่ส่งข้อความมาไม่ใช่คนที่ลักพาตัวหนูไป!" แม้ว่าฉันจะบอกแม่ว่า ฉันสบายดี แม่ก็ยังตีโพยตีพาย พูดเสียงดังว่า "มีคนจับลูกเป็นตัวประกันไปแล้ว!"

นั่นคือตอนที่ฉันเห็นแม่โกรธมากที่สุด พ่อแม่ทำตามที่ขู่ฉันไว้ด้วยการโทรแจ้งตำรวจ ซึ่งทางตำรวจบอกพวกเขาว่า ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะฉันอายุ 21 ปีแล้ว!

วันสิ้นปีที่ผ่านมา ฉันออกไปฉลองจนถึงตี 1 พ่อกับแม่ก็ทำเหมือนเดิม ขู่ว่าจะแจ้งตำรวจ พ่อแม่พยายามติดต่อหาทุกคนที่รู้ว่าฉันเคยไปไหนมาไหนด้วย มันน่าโมโหมาก เพราะปกติฉันแทบจะไม่ได้ออกไปงานเลี้ยงสังสรรค์เลย ฉันไม่สนุกเลย เพราะพ่อแม่โทรหาฉันไม่ยอมหยุด

ฉันแก่เกินไปที่จะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้แล้ว

ฉันคิดว่า สิ่งที่พ่อแม่ทำส่งผลทำให้ฉันคบหาใครเป็นเพื่อนไม่ได้

พ่อกับแม่จะต้องรู้รายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับเพื่อนร่วมชั้นของฉัน พ่อแม่ไว้ใจให้ฉันออกไปเที่ยวกับเพื่อนผู้หญิงชาวเวียดนามได้ เพราะพวกเขารู้จักพ่อแม่ของเพื่อนคนนี้ ส่วนเพื่อนอีกคนที่พ่อแม่ยอมให้ฉันไปไหนมาไหนด้วยก็คือ เพื่อนผู้หญิงชาวเลบานอน เพราะพ่อแม่เห็นว่าเธอเป็นเด็กตั้งใจเรียน เพื่อนทุกคนที่ฉันคบต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น

เพื่อนทุกคนต้องเป็นผู้หญิง Image copyright Katie Horwich/BBC
คำบรรยายภาพ เพื่อนทุกคนต้องเป็นผู้หญิง

ตอนฉันอายุ 13 ปี พ่อแม่แกะรอยทุกคนที่ฉันคุยด้วยทางออนไลน์ เมื่อพ่อกับแม่ดูอีเมลของฉันหมดแล้ว พวกเขาก็ลบอีเมลของฉันทิ้งไปหลายร้อยอีเมล

ตอนฉันอายุ 15 ปี แม่ยังคงจับมือฉันเวลาข้ามถนน

ในบรรดาพวกเราพี่น้อง พี่ชายคนโตของฉันได้รับผลกระทบหนักที่สุดอย่างจากพฤติกรรมของพ่อกับแม่ พี่ชายฉันอายุเกือบ 30 ปีแล้ว แต่ไม่เคยทำงานทำการเลย เขาอยู่บ้าน เล่นแต่วิดีโอเกมส์ทั้งวัน

เขาบ่นว่า การเป็นลูกคนโต ทำให้เขาต้องแบกรับความคาดหวังของพ่อกับแม่ เขาทำคะแนนสอบได้ 96 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน แต่ก็ยังถูกดุด่าว่า ทำได้ไม่ดีพอ เขาได้เรียนในมหาวิทยาลัยดี ๆ และจบปริญญาโท เขาไม่ยอมทำงานด้านธุรการที่ได้เงินเดือนต่ำ เพราะเขาคิดว่าเขาจบปริญญาโท แม่ก็เห็นดีเห็นงามไปด้วย ส่วนพ่อพยายามหางานหาการให้เขาทำ ทั้งงานรถยก งานขายของ และงานที่ร้านฟาสต์ฟู้ด แต่แม่ก็ไม่เห็นด้วยเลยสักอย่าง เพราะเหตุผลว่า "เขาจบปริญญาโท" แม่ยอมให้พี่ชายพึ่งพาพ่อกับแม่ แม้ว่าพี่จะอายุ 29 ปีแล้ว

พี่ชายฉันทนรับการถูกปฏิเสธไม่ได้ เขาไม่มีความสามารถทางด้านอารมณ์ หรือทักษะในการสื่อสาร ในการใช้ชีวิตในสังคม

น่าตลกมาก เวลาที่พ่อกับแม่ไปล่องเรือสำราญ ก็จะพาพี่ชายฉันไปด้วย เขายังคงเป็นเด็กตลอดกาล

พี่ชายคนรองตอนเรียนเรียนไม่เก่ง ก็เลยไม่ค่อยมีแรงกดดันอะไรนัก เขาไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัย และเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 16 ปี ตอนนี้เขาเป็นนักวิเคราะห์การเงินและมีเงินเดือนสูงกว่าค่าเฉลี่ย พี่ชายคนรองอายุ 27 ปีแล้ว และไม่ได้อยู่ใกล้กับพ่อแม่

น้องสาวคนเล็กสุด เธอรู้ว่าควรจะพูดจาเอาใจพ่อกับแม่ เธอรู้จักหลอกพ่อแม่ให้ตายใจ เพื่อที่จะได้มีอิสระบ้าง เธอเลยมีความเชี่ยวชาญในการหลอกพ่อกับแม่ เพราะเธอเห็นแล้วว่า พ่อแม่ทำกับพี่ ๆ ไว้ยังไงบ้าง

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฉันถามแม่ตรง ๆ ว่า "เมื่อไหร่แม่จะเลิกบังคับหนูเสียที"

แม่ตอบว่า "ตอนที่ลูกอายุเกิน 40 ปี แม่ก็จะยังทำแบบนี้อยู่" แม่พูดจริงจัง แม่คงคิดว่า ฉันจะอยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิต

เวลาดูภาพยนตร์ ฉันเห็นสาว ๆ มักมีกลุ่มเพื่อนที่คอยช่วยเหลือกัน พูดคุยกันเรื่องงานหรือแฟน และให้คำแนะนำกัน ถ้าฉันมีเพื่อนแบบนั้นบ้าง ฉันคิดว่า ฉันคงจะไม่ทำอะไรผิดพลาดหลายเรื่องเกี่ยวกับเรื่องความรัก

หลังจากฉันโพสต์เรื่องนี้ไป มีคนเขียนข้อความมาหาฉันหลายคน ฉันพยายามตอบกลับให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันไม่รู้ว่าจะบรรยายความรู้สึกนี้อย่างไรดี

มีผู้ชายคนหนึ่งบอกฉันว่า พ่อแม่ของเขาก็เข้มงวดเหมือนกัน เขาก็เลยต่อต้าน เขาออกไปข้างนอก ลองทุกอย่างที่เขาไม่เคยลอง ทั้งยาเสพติด เหล้า เซ็กส์แบบฉาบฉวย เราคุยกันเกี่ยวกับการตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง เราคุยกันทางโทรศัพท์นาน 2 ชั่วโมง ฉันคิดว่า เขาจะเป็นคนให้คำแนะฉันได้

มีหลายคนแนะนำหนังสือให้ฉันอ่าน ทั้งนิยายและหนังสือประเภทการพึ่งพาตัวเอง ฉันจะแปะคำแนะนำเหล่านี้ไว้ในห้องของฉันพร้อม ๆ กับเคล็ดลับอื่น ๆ

มีข้อความหนึ่งที่ฉันอ่านแล้วรู้สึกมีความหวังมาก เขาบอกให้ฉันไปพบจิตแพทย์ และไม่ต้องกลัวว่า การปรึกษาใครสักคนเรื่องสุขภาพจิตจะถูกมองในแง่ลบ

คำแนะนำอีกอย่างหนึ่งคือ ให้หางานอดิเรกทำ แล้วเพื่อนก็จะเข้ามาเองตามธรรมชาติ ก็ฟังดูเข้าที แม้ว่าคงจะไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

ตอนที่ฉันเป็นเด็ก ฉันเคยเล่นเปียโนแล้วก็ทำงานศิลปะ ฉันชอบปักผ้า แต่กิจกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องสุงสิงกับใคร

girl playing the piano Image copyright Katie Horwich/BBC

ฉันยังชอบเล่นบอร์ดเกมมากด้วย แต่จะเล่นเกมพวกนี้ได้ก็ต้องหาคนอื่นมาเล่นด้วย

ตอนนี้ มีหลายอย่างที่ฉันอยากลองทำ อย่าง การเล่นปิงปองและแบดมินตัน

ฉันหวังว่าจะหาเพื่อนไปเดินเขาด้วยได้ หรือว่าไปเที่ยวทะเล แล้วก็ต่างประเทศ

ฉันรู้ว่า ฉันต้องพาตัวเองออกจากคอมฟอร์ตโซน เป้าหมายสูงสุดของฉันคือ การมีความสุข แต่มันเป็นนามธรรมที่ยากจะจับต้องได้ แต่ถ้าเป้าหมายของฉันคือการเอาชนะความท้าทาย ความสุขและเพื่อนอาจจะเป็นผลพลอยได้ นั่นคงจะทำสำเร็จได้ง่ายกว่า


คำแนะนำที่เป็นประโยชน์อื่น ๆ ที่คาเรนได้รับ

  • ถ้าคุณชอบดูซีรีส์โทรทัศน์ อย่าลังเลที่จะติดต่อกับกลุ่มแฟน ๆ ซีรีส์ พวกเขาเป็นมิตร การชื่นชอบในเรื่องเดียวกันกับอีกหลาย ๆ คน จะช่วยทำให้เกิดความรู้สึกเชื่อมต่อกันได้
  • เคล็ดลับทางจิตวิทยาอย่างหนึ่งคือ ให้ใช้ข้อความเน้นย้ำอยู่เสมอ ฉันบอกกับพ่อแม่ว่า "เชื่อหนู" เพราะฉะนั้นเวลาพูดเรื่องต่าง ๆ กับพ่อแม่ ให้พูดคำว่า "เชื่อหนู" ต่อท้ายไปด้วย นอกจากนี้ก็ควรจะพยักหน้าและยิ้มเวลาขอพ่อแม่เรื่องต่าง ๆ
  • เป็นอาสาสมัครที่องค์กรการกุศล ร่วมชมรมอ่านหนังสือ เข้ากลุ่มร้องเพลงประสานเสียง หรือแข่งจานร่อน หรืออะไรก็ได้ ลองทำหลาย ๆ อย่าง แม้จะเป็นเรื่องที่คุณคิดว่า คุณไม่ชอบ ยิ่งได้ลองทำมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งเรียนรู้มากขึ้น และเติบโตขึ้น
  • กล้าที่จะชวนคนอื่น ถึงพวกเขาจะปฏิเสธ ก็ไม่ต้องเอามาใส่ใจ ให้ชวนต่อไป
  • ถ้าคุณไม่ใช่คนประเภทชอบเข้าสังคม คุณจะรู้สึกหมดแรง ให้ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ปล่อยให้เวลาและสิ่งที่อยู่รอบตัวคุณ(ที่ทำงาน/กลุ่มความสนใจ/ชมรม/เรียนพิเศษ) เป็นตัวช่วย
  • ค้นหาตัวตนของตัวเอง ลองคบหาใครสักคน ตามใจตัวเองบ้าง ยิ่งคุณรู้สึกมั่นใจและสบายใจมากขึ้นเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งดึงดูดคนที่ชอบอะไรเหมือน ๆ กันได้มากขึ้นเท่านั้น

ตามที่ เอเลน ชอง ได้รับฟังมา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม