บอริส เบกเคอร์ อดีตนักเทนนิสชื่อดัง ประมูลขายถ้วยแชมป์ใช้หนี้ ร่วมชะตากรรมนักกีฬาดังล้มละลาย

  • 14 กรกฎาคม 2019
บอริส เบกเคอร์ ปรากฏตัวระหว่างการแข่งขันเทนนิสในเยอรมนีในปีนี้ เขาเคยทำเงินรางวัลได้รวม 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 770 ล้านบาท สมัยที่เป็นนักเทนนิสอาชีพ Image copyright Getty
คำบรรยายภาพ บอริส เบกเคอร์ ได้รับเงินรางวัลจากการชนะการแข่งขันเทนนิสรายการต่าง ๆ มากกว่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 770 ล้านบาท

ในปีนี้ บอริส เบกเคอร์ อดีตนักเทนนิสมือวางอันดับ 1 ของโลก แพ้คดีที่เขาพยายามขอให้ศาลสั่งห้ามการประมูลขายถ้วยรางวัลของเขา โดยการประมูลนี้จะจัดขึ้นเมื่อ 11 ก.ค. นี้ที่บริษัทจัดประมูล ไวลีส์ ฮาร์ดี แอนด์ โค (Wyles Hardy and Co) ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ เพื่อนำเงินมาใช้หนี้กว่า 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2.5 พันล้านบาท

สิ่งของที่เข้าสู่การประมูลครั้งนี้ประกอบด้วยถ้วยรางวัลจำลองวิมเบิลดัน ยูเอสโอเพ่น และเดวิสคัพ เหรียญรางวัลและเสื้อผ้า ระดมเงินได้รวมกว่า 6.8 แสนปอนด์ (ราว 27.2 ล้านบาท) โดยสิ่งของที่ขายได้มูลค่าสูงสุด คือ ถ้วยรางวัลจำลองจากการแข่งขัน ยูเอสโอเพ่น เมื่อปี 1989 ในราคา 150,250 ปอนด์

หลังเลิกลงแข่ง

แต่เบกเคอร์ ไม่ใช่แชมป์กีฬาที่เผชิญกับปัญหาทางการเงินเพียงคนเดียว ยังมีนักกีฬาระดับตำนานอีกหลายคน อย่างเช่น ดิเอโก มาราโดนา นักฟุตบอล ไมก์ ไทสัน นักมวย และ จอห์น ดาลี นักกอล์ฟ ซึ่งต่างเผชิญปัญหาทางการเงินที่รุนแรง แม้ว่าในยุคที่รุ่งเรืองในวงการกีฬาพวกเขาจะทำเงินรางวัลได้จำนวนมหาศาลก็ตาม

Image copyright Wyles and Hardy
คำบรรยายภาพ ถ้วยรางวัลต่าง ๆ ของบอริส เบกเคอร์ จะถูกนำออกประมูลในกรุงลอนดอน

อย่างหนึ่งที่พวกเขาเหมือนกันก็คือ การเผชิญกับความไม่แน่นอนหลังจากเลิกอาชีพ

รวยเร็ว ก็จนเร็ว

การเปลี่ยนจากนักกีฬาอาชีพไปใช้ชีวิตที่เรียกว่าเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เป็นช่วงเวลาที่สำคัญในชีวิตของนักกีฬาในหลาย ๆ ด้าน รวมถึงด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตด้วย นอกจากนี้ยังอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในด้านการเงินด้วย

ในปี 2009 นิตยสาร Sports Illustrated เปิดเผยตัวเลขที่สูงลิ่วเกี่ยวกับปัญหาทางการเงินของนักกีฬาอาชีพที่เลิกลงแข่ง นักบาสเกตบอลราว 60% ถังแตกภายใน 5 ปีหลังเลิกเล่น

ส่วนในบรรดานักเล่นอเมริกันฟุตบอล เผชิญปัญหาที่เลวร้ายยิ่งกว่านั่นคือ มีอัตราการล้มละลายเกือบ 80% ภายในช่วง 2 ปีแรกของการเลิกเล่น

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ยอห์น อาร์เน รีเซ เผชิญกับการล้มละลาย ขณะที่ยังลงเล่นให้กับลิเวอร์พูลในปี 2007

ในอังกฤษ XPro องค์กรการกุศล อ้างว่าในปี 2013 นักเตะพรีเมียร์ลีกอังกฤษราว 3 ใน 5 คน กลายเป็นคนล้มละลายภายในเวลา 5 ปี หลังจากเลิกเล่น แต่สมาคมผู้เล่นฟุตบอลอาชีพ ระบุว่า ปัจจุบัน ตัวเลขนี้ลดลงมาอยู่ระหว่าง 10-20% แล้ว

นักกีฬาอาชีพระดับชั้นนำทำเงินได้มหาศาลในกีฬาประเภทต่าง ๆ คาดว่า เฉลี่ยแล้ว นักเตะพรีเมียร์ลีกทำเงินได้ 3.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี หรือราว 102 ล้านบาท ต่อปี น่าประหลาดใจที่มีอัตราการล้มละลายในช่วงหลังเลิกเล่นอาชีพสูงถึงขนาดนั้น

หรือในบางราย การล้มละลายเกิดขึ้นในช่วงที่ยังเล่นฟุตบอลอาชีพอยู่ด้วยซ้ำ

ยอห์น อาร์เน รีเซ กองหลังชาวนอร์เวย์ ซึ่งเล่นให้กับทีมลิเวอร์พูลสมัยคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในปี 2005 ถูกศาลอังกฤษประกาศให้เป็นบุคคลล้มละลายในปี 2007 ในตอนนั้นเขาได้รับค่าจ้างสัปดาห์ละ 62,000 ดอลลาร์ หรือราว 1.9 ล้านบาท

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ไมก์ ไทสัน ทำเงินได้มหาศาล แต่ก็ใช้จ่ายเงินมากเช่นกัน

แต่นักวิเคราะห์ ระบุว่า ความจริงแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจเลย

"ขณะที่เงินเดือนของนักกีฬาอาชีพในทุกประเภทเพิ่มสูงขึ้น ก็มีคนที่ต้องการจะเข้ามาหาผลประโยชน์จากความสำเร็จและเงินทองที่นักกีฬาเหล่านี้หามาได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน ความเป็นจริงก็คือ บรรดานักกีฬาตกเป็นเป้าหมายตั้งแต่วันที่เขาเซ็นสัญญา" คริส ดัดลีย์ อดีตนักบาสเกตบอลอาชีพชาวอเมริกัน และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินให้แก่นักกีฬา เขียนไว้ในบทความที่เผยแพร่ในเว็บไซต์การเงินของ ซีเอ็นบีซี

ช่วงเวลาทำเงินที่น้อย

"ในช่วงที่เล่นอาชีพนาน 16 ปี ผมเห็นเพื่อนร่วมทีมที่เลิกเล่นอาชีพใหม่ ๆ สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างภายในช่วง 2-3 ปี หลังเลิกเล่นอาชีพ ให้กับโครงการทางการเงินและเรื่องหลอกลวงต่าง ๆ ที่ปรึกษาที่ไม่ซื่อสัตย์และขาดความรู้ความสามารถ และการใช้จ่ายอย่างไม่ยับยั้งชั่งใจ"

ใครที่มีปัญหาทางการเงินย่อมมีชีวิตที่ยากลำบาก และยิ่งยากมากขึ้นเมื่อเป็นนักกีฬา พวกเขามีช่วงเวลาที่ทำเงินได้สั้นกว่าคนอาชีพอื่น ๆ เพราะช่วงที่เล่นกีฬาอาชีพได้มักจะไม่ยาวนาน นอกจากนี้ยังอาจต้องเลิกเล่นเพราะเหตุผลทางสุขภาพได้

"ช่วงเวลาทำงานที่สั้น และเงินเก็บที่ต้องนำไปใช้ตลอดชีวิตที่เหลือ ทำให้พวกเขาจะต้องทำงานหนักและมีวินัยอย่างมาก" ดัดลีย์ กล่าวเพิ่มเติม

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ มาราโดนา ให้สัมภาษณ์โทรทัศน์อาร์เจนตินาในปี 2005 ว่า เขาล้มละลาย

อดีตนักกีฬาอาชีพมีโอกาสที่จำกัดในการที่จะหารายได้จากการโฆษณาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และเป็นบุคคลที่ผู้คนให้ความสนใจ

การจะเปลี่ยนไปทำงานอาชีพอื่นก็มีข้อจำกัดจากการที่ไม่มีความรู้ความสามารถ มีนักฟุตบอลจำนวนน้อยที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ยกตัวอย่าง ในประเทศที่ยากจนอย่าง บราซิล นักฟุตบอลหลายคนไม่จบแม้กระทั่งระดับมัธยมศึกษา รวมถึง เนย์มาร์ นักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลก

ยาเสพติด, หย่าร้าง และจำคุก

ปัญหาส่วนตัวของแต่ละคนก็อาจจะนำไปสู่หายนะทางการเงินได้เช่นกัน นักกีฬาหลายคนติดอบายมุขต่าง ๆ อย่างการพนัน เป็นปัญหาที่มีส่วนสำคัญทำให้นักกีฬาหลายคนล้มละลาย

การใช้สารเสพติด ผลักดันให้มาราโดนา เข้าสู่เส้นทางการล้มละลายทางการเงิน เขาติดหนี้ภาษีกับรัฐบาลอิตาลีถึง 37 ล้านยูโร หรือราว 1,280 ล้านบาท ในปี 2010

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ การมีคดีความฟ้องร้องต่าง ๆ

ไมก์ ไทสัน เป็นตัวอย่างที่สำคัญในเรื่องนี้ ตอนที่เขาฟ้องล้มละลายในปี 2003 เขาเคยรับโทษจำคุกแล้ว 2 ครั้ง จากความผิดฐานข่มขืนและทำร้ายร่างกาย

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการแต่งงาน และการลงทุนทางธุรกิจที่ล้มเหลว นั่นรวมถึง การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในนครดูไบ และโครงการน้ำมันในไนจีเรีย โดยบอริส เบกเคอร์ ก็ต้องสูญเสียเงินมหาศาลที่ต้องจ่ายเมื่อหย่าร้างเช่นกัน

ในฐานะนักกีฬาเทนนิสมืออาชีพ เบกเคอร์ ทำเงินจากการชนะการแข่งขันรายการต่าง ๆ อย่าง วิมเบิลดัน และยูเอส โอเพ่น รวม 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 770 ล้านบาท

นั่นเป็นจำนวนเงินมหาศาลที่เขาได้สูญเสียไปแล้วทั้งหมด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม