“ลูกของพวกเราอยู่ที่ไหน” เสียงครวญของชาวอุยกูร์ในจีน
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้

อุยกูร์ : ชาวมุสลิมในซินเจียงเผยถูกจีนพรากลูกไปปรับทัศนคติ

  • 11 กรกฎาคม 2019

ข้อมูลจากงานวิจัยชิ้นใหม่พบหลักฐานบ่งชี้ว่า ทางการจีนจงใจจับแยกเด็กชาวมุสลิมในเขตปกครองตนเองซินเจียง ออกจากครอบครัว ภาษา และศาสนาของพวกเขา ขณะที่ทางการจีนปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างสิ้นเชิง

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างบีบีซีกับ ดร.เอเดรียน เซนซ์ ชาวเยอรมัน ซึ่งเคยเปิดโปงกรณีที่ทางการจีนควบคุมตัวผู้ใหญ่ชาวมุสลิมในซินเจียงเป็นจำนวนมาก โดยการวิจัยทำขึ้นโดยใช้ข้อมูลจากเอกสารของทางการจีนที่เปิดเผยต่อสาธารณะ

การศึกษาของ ดร.เซนซ์ พบว่าทางการจีนดำเนินมาตรการนี้อย่างเป็นระบบ โดยข้อมูลจากเมืองหนึ่ง พบว่ามีเด็กกว่า 400 คน ต้องพลัดพรากจากทั้งพ่อและแม่ ซึ่งถูกทางการจีนคุมตัวไม่ว่าจะเป็นการถูกส่งเข้า "ค่ายปรับทัศนคติ" หรือถูกส่งเข้าเรือนจำ

การศึกษายังพบว่า เมื่ออยู่ภายใต้การดูแลของทางการจีน เด็กเหล่านี้จะเข้ารับการศึกษาเพื่อลบล้างรากเหง้าของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษา วัฒนธรรม หรือศาสนา และจะได้รับการอบรมสั่งสอนให้รักประเทศจีนและพรรคคอมมิวนิสต์

จอห์น ซัดเวิร์ธ ผู้สื่อข่าวบีบีซี ได้เดินทางไปยังนครอิสตันบูล เพื่อพูดคุยกับชาวมุสลิมจากซินเจียงที่ลี้ภัยไปพำนักในตุรกี ซึ่งผู้ปกครองกว่า 60 คนได้เล่าถึงความทุกข์ระทมใจที่ต้องพลัดพรากจากลูกหลานที่ถูกทางการจีนนำตัวไปดูแลโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากพวกเขา

นายอับดูเราะห์มาน โตห์ตี ที่ย้ายไปตุรกีเมื่อปี 2013 เล่าให้ผู้สื่อข่าวบีบีซีฟังว่า เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ภรรยาและลูก ๆ ของเขาเดินทางกลับไปที่ซินเจียงเป็นเวลาสั้น ๆ แล้วก็หายตัวไป หลังจากนั้นเขาได้เห็นคลิปวิดีโอทางอินเทอร์เน็ตเป็นภาพลูกชายวัย 4 ขวบของเขาถูกจับไปอยู่ในโรงเรียนประจำ พูดภาษาจีน ไม่ใช่ภาษาแม่อย่างภาษาอุยกูร์

นายโตห์ตี บอกว่า เป้าหมายของทางการจีนคือเปลี่ยนให้เด็ก ๆ ชาวมุสลิมในซินเจียงกลายเป็นชาวฮั่น ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของจีน

แม่คนหนึ่งบอกว่า "ฉันไม่รู้ว่าจะไปตามหาพวกเขาที่ไหน" พร้อมกับชี้ไปที่ภาพลูกสาว 3 คนของเธอ "ไม่มีการติดต่อใด ๆ เลย" เธอกล่าว

ขณะที่หญิงคนหนึ่งเล่าให้บีบีซีฟังทั้งน้ำตาพร้อมกับถือภาพถ่ายลูกชาย 3 คน และลูกสาว 1 คน ของเธอว่า "ฉันได้ยินว่าพวกเขาถูกจับไปไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า"

ด้านนายหลิว เสี่ยวหมิง เอกอัครราชทูตจีนประจำสหราชอาณาจักร ให้สัมภาษณ์ในรายการข่าวของบีบีซีพร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง

"ไม่มีการแยกเด็กออกจากพ่อแม่อย่างแน่นอน...หากคุณรู้ว่าใครมีลูกหายตัวไป แจ้งชื่อกับผมแล้วเราจะพยายามตามหาพวกเขา" นายหลิว กล่าว

ก่อนหน้านี้ บีบีซีได้รับอนุญาตให้เข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ที่เชื่อว่าใช้ควบคุมตัวชาวมุสลิมร่วมล้านคนในซินเจียง ซึ่งมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด แต่ เจ้าหน้าที่ทางการจีนยืนกรานว่าสถานที่เหล่านี้เป็นเพียงโรงเรียนฝึกอบรมและปรับทัศนคติเท่านั้น

กระบวนการที่ชาวมุสลิมในซินเจียง ทั้งชาวอุยกูร์ ชาวคาซัค และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ต้องทำเพื่อเปลี่ยนแนวคิด คือ ต้องท่องจำภาษาจีนและกฎหมายที่จำกัดการปฏิบัติศาสนกิจ

แม้บางคนในศูนย์แห่งนี้จะบอกว่าพวกเขาตัดสินใจมาที่นี่เองเพื่อเปลี่ยนแนวคิดที่สุดโต่ง แต่ ราคิมา เซนเบย์ ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในคาซัคสถาน เล่าว่า เธอถูกกระทำทารุณกรรมเป็นเวลากว่า 1 ปี ตามค่ายต่าง ๆ ของจีน รวมถึงที่ค่ายแห่งนี้ด้วย

เธอบอกว่าพวกเธอต้องแกล้งทำเป็นมีความสุข เวลาที่มีเจ้าหน้าที่ทางการหรือผู้สื่อข่าวเข้ามาเยี่ยมชมค่ายอบรมและปรับทัศนคติแบบนี้

ที่ผ่านมาทางการจีนกล่าวโทษขบวนการแบ่งแยกดินแดนชาวอุยกูร์ว่า อยู่เบื้องหลังเหตุก่อการร้ายในเขตปกครองตนเองซินเจียงหลายครั้ง แต่กลุ่มเพื่อสิทธิมนุษยชนแย้งว่าเหตุไม่สงบในพื้นที่นี้เกิดจากนโยบายที่กดขี่บังคับของรัฐบาลจีน

ทั้งนี้ ชาวอุยกูร์เป็นมุสลิมเชื้อสายเติร์ก มีจำนวนเป็น 45% ของประชากรที่อาศัยในเขตปกครองตนเองซินเจียง เคยจัดตั้งรัฐเตอร์กิสถานตะวันออกขึ้นปกครองตนเองในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนจะถูกจีนเข้ายึดครองเมื่อปี 1949 ซึ่งหลังจากนั้นมีชาวจีนเชื้อสายฮั่นจำนวนมากพากันอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐาน จนทำให้ชาวอุยกูร์หวั่นเกรงว่าวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนกำลังถูกทำให้เลือนหายไป