ภูมิอากาศ-ฤดูกาลของเมืองใหญ่ทั่วโลกจ่อผันแปรรุนแรงใน 30 ปีข้างหน้า

  • 13 กรกฎาคม 2019
กรุงลอนดอน (ซ้าย) จะเปลี่ยนไปมีสภาพอากาศอบอุ่นขึ้นเหมือนนครบาร์เซโลนา (ขวา) แต่นี่อาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป
คำบรรยายภาพ กรุงลอนดอน (ซ้าย) จะเปลี่ยนไปมีสภาพอากาศอบอุ่นขึ้นเหมือนนครบาร์เซโลนา (ขวา) แต่นี่อาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

สภาพภูมิอากาศโลกจะเป็นอย่างไรหากอุณหภูมิเพิ่มขึ้นอีก 2 องศาเซลเซียส ? ทีมนักวิจัยจากสวิตเซอร์แลนด์ชี้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศและฤดูกาลอย่างรุนแรงในเมืองสำคัญหลายร้อยแห่งภายในปี 2050 ซึ่ง 1 ใน 5 ของเมืองเหล่านี้จะมีสภาพภูมิอากาศแบบแปลกประหลาด ชนิดที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนในโลก

สถาบันเทคโนโลยี ETH ซูริก ของสวิตเซอร์แลนด์ เผยผลการศึกษาล่าสุดในวารสารวิชาการ PLOS ONE โดยระบุว่าได้คาดการณ์ถึงระดับอุณหภูมิและสภาพภูมิอากาศในอีก 30 ปีข้างหน้าของเมืองใหญ่ 520 แห่งทั่วโลก โดยเจาะจงศึกษาถึงกรณีที่มนุษยชาติไม่สามารถต้านทานภาวะโลกร้อน และไม่อาจควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ได้

ทีมผู้วิจัยพบว่า สภาพการณ์ดังกล่าวจะนำไปสู่การที่เมืองในเขตอบอุ่นและเขตหนาวในซีกโลกเหนือ มีภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง จนไปคล้ายกับเมืองที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรมากกว่าถึง 1 พันกิโลเมตร เช่นกรุงมาดริดของสเปนในอีก 30 ปีข้างหน้า จะมีสภาพอากาศแบบเดียวกับเมืองมาร์ราเคชของโมร็อกโกในทุกวันนี้ ส่วนกรุงลอนดอนของสหราชอาณาจักรในอนาคตก็จะเปลี่ยนไปมีสภาพอากาศเหมือนกับนครบาร์เซโลนาของสเปนในปัจจุบัน

เมืองในภูมิภาคยุโรปหลายแห่งจะมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูงขึ้นอีก 4.7 องศาเซลเซียสในฤดูหนาว และร้อนขึ้นอีก 3.5 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน แต่การที่เมืองหนาวมีอากาศอบอุ่นขึ้นนี้อาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจนำมาซึ่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คน ความเสียหายทางเศรษฐกิจ และหายนะภัยที่ไม่คาดคิด

เกือบ 80% ของเมืองใหญ่ในรายงานวิจัยดังกล่าว จะต้องพบกับสภาพภูมิอากาศที่ผันแปรไปจากเดิมอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองจำนวน 1 ใน 5 ของกลุ่มศึกษานี้ มีความเสี่ยงที่จะเปลี่ยนไปมีสภาพภูมิอากาศแบบแปลกประหลาด ชนิดที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนในโลก คือจะเกิดอุทกภัยและภัยแล้งอย่างรุนแรงขึ้นพร้อมกันได้

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นครเมลเบิร์นของออสเตรเลีย (ขวา) อาจเปลี่ยนไปมีสภาพอากาศแบบสี่ฤดูในวันเดียวเหมือนกับเมืองลีดส์ของสหราชอาณาจักร (ซ้าย)

เมืองในกลุ่มนี้รวมถึงกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย, ประเทศสิงคโปร์, นครย่างกุ้งของเมียนมา และกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย ซึ่งในอนาคตจะมีปัญหาหนักในเรื่องปริมาณน้ำฝนที่ไม่แน่นอน โดยจะทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่บ่อยครั้ง พร้อมกับเกิดภัยแล้งจัดถี่ขึ้นไปในขณะเดียวกัน

กรุงเทพมหานครไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ว่านี้ แต่รายงานวิจัยคาดการณ์ว่าเมืองหลวงของไทยจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 3 องศาเซลเซียส ในปี 2050

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ภัยแล้งในอินเดีย

ศาสตราจารย์โทมัส โครว์เทอร์ ผู้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการที่ดำเนินงานวิจัยนี้บอกว่า "มนุษย์ไม่เคยเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมในแบบที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งหมายความว่าเราจะต้องเจอกับปัญหาและความท้าทายใหม่ ๆ รอบด้าน ทั้งทางการเมืองและเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งไม่เคยมีการเตรียมความพร้อมรับมือกับหายนะภัยระดับนี้กันมาก่อนเลย"

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นางมามิ มิซึโทริ ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติด้านการลดความเสี่ยงต่อหายนะภัย ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนว่า ภัยพิบัติที่มาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ กำลังเกิดบ่อยถี่ขึ้นในอัตราสูงถึงสัปดาห์ละครั้งทั่วโลก แต่ประเทศต่าง ๆแทบจะไม่มีการเตรียมความพร้อม หรือเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์เหล่านี้เลย

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม