ผู้ชายอิรักตกเป็นเป้าถูกล่วงละเมิดทางเพศ ?

  • 18 กรกฎาคม 2019
ภาพวาดประกอบ คนจับมือกัน

ผลสำรวจของบีบีซีที่จัดทำขึ้นในประเทศโลกอาหรับพบเรื่องที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นในอิรัก นั่นก็คือการที่ชายอิรักจำนวนมากกว่าผู้หญิงระบุว่าพวกเขาเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศทั้งทางวาจาและทางร่างกาย ซามี เป็นคนหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อ

ตอนซามี อายุ 13 ปี

ตอนที่เกิดเหตุนั้นซามีกำลังเข้าห้องน้ำที่โรงเรียน แล้วก็มีเด็กชาย 3 คน อายุประมาณ 15-17 ปี เข้ามาต้อนเขาจนประชิดผนังห้องน้ำ จากนั้นก็เริ่มลูบไล้และถอดเสื้อผ้าของซามี (นามสมมุติ) ออก ตอนแรกซามีตัวแข็งทื่อ ทำอะไรไม่ถูกเพราะความตกใจ จากนั้นจึงร้องขอความช่วยเหลือ

"ผมตะโกนดังลั่น"

เสียงอึกทึกที่เกิดขึ้น ทำให้เด็กคนอื่น ๆ ไปบอกครูใหญ่ เด็กชาย 3 คนนั้นถูกไล่ออกจากโรงเรียน แต่ไม่มีการแจ้งพ่อแม่ของเด็กเหล่านั้นว่าเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น

หลังจากนั้นซามีถูกเรียกเข้าไปในห้องทำงานของครูใหญ่ สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องนั้นทำให้เขารู้สึกว่าตัวเอง ถูกทำร้ายเป็นครั้งที่สอง ครูใหญ่แจ้งว่า ทางโรงเรียนจะทำให้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการสมยอม แล้วเขาก็โชคดีที่ไม่ต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียนเหมือนที่เด็กชายที่ทำร้ายเขาโดน ซามีจะ "ได้รับโอกาสอีกครั้ง" ให้เรียนที่นั่นต่อไป

"ทุกคนคิดว่า ผมสมรู้ร่วมคิดกับพวกนั้น" เขาเล่า

ความตกใจและความรู้สึกอื่น ๆ ถาโถมเข้ามาจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ซามีเลือกที่จะไม่บอกเรื่องนี้กับทางบ้าน เขาเก็บตัว และไม่ยอมพูดจากับใครนานหลายเดือน

และนั่นคือการถูกล่วงละเมิดทางเพศเป็นครั้งแรก

ตอนซามีอายุ 15 ปี

ในปี 2007 หลังจากที่พ่อซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัวจากไปได้ปีกว่า ซามีและคนอื่น ๆ ในครอบครัวต้องเผชิญกับความยากลำบาก

ซามีมีความสุขกับชีวิตในวัยเด็ก เขาเติบโตในจังหวัดบาบิโลนที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ อยู่ห่างจากกรุงแบกแดดไปทางใต้ราว 100 กิโลเมตร เขาตื่นตอน 7 โมงเช้า แล้วก็ไปโรงเรียน จากนั้นก็กลับมาบ้านตอนประมาณเที่ยง ซามีจะทบทวนตำราเพิ่มเติมแล้วก็ใช้เวลาเล่นกับพี่น้อง ส่วนตอนค่ำครอบครัวของเขาจะพากันไปรับประทานอาหารเย็นที่บ้านของปู่ย่าตายาย บางครั้ง เขาก็จะช่วยงานที่ร้านขายขนมที่พ่อของเขาเคยทำงานอยู่ โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นโดนัท

แต่การเสียชีวิตของพ่อ ทำให้ซามีต้องออกไปหางานทำ เขาได้งานที่ร้านค้าแห่งหนึ่งในตลาด แล้วก็เกิดเรื่องขึ้นที่นั่น

Image copyright Getty Images

ซามี รู้สึกอึดอัดที่เจ้าของร้านให้ความสนใจเขามากเป็นพิเศษ

"เขาห่วงใยผมมากเกินไป" เขาเล่า

อยู่มาวันหนึ่ง ตอนที่พวกเขาอยู่กันตามลำพัง เจ้าของร้านซึ่งเป็นผู้ชายได้ไล่ต้อนซามีจนจนมุม แล้วก็ขึ้นประกบ พยายามจูบและลวนลามเขา ซามีจึงคว้าแจกันแก้วที่อยู่ใกล้ตัวในตอนนั้นทุบเขาที่ศีรษะ แล้วก็วิ่งหนีไป

ซามีไม่แน่ใจว่า เจ้าของร้านไปบอกชาวบ้านว่าอย่างไร แต่กว่าที่เขาจะหางานใหม่ได้ก็ใช้เวลาถึง 1 ปี

ตอนซามีอายุ 16 ปี

ตอนที่แม่และพี่น้องของซามีไม่อยู่บ้าน วันหนึ่งมีญาติมาเยี่ยม ญาติคนนั้นหยิบเอาโทรศัพท์ออกมา เปิดดูภาพโป๊ต่อหน้าเขา ก่อนจะใช้กำลังทุบตีและข่มขืนซามี

การถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างรุนแรงครั้งนั้นทำให้ซามีรู้สึกเจ็บปวดเกินกว่าที่จะบอกใครได้ แล้วเขาก็มักจะฝันร้ายอยู่บ่อย ๆ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้มากเกินไป

ซามี คิดว่าเขาไม่สามารถจะอยู่บ้านที่เคยอยู่มาตั้งแต่เด็กได้อีกต่อไปแล้ว

"ผมโน้มน้าวให้ที่บ้านย้ายออกไปอยู่ที่อื่นได้สำเร็จ เราเลิกติดต่อกับญาติ ๆ แล้วก็ชาวบ้านในย่านเดิม" เขาเล่า

ครอบครัวของซามี ย้ายไปอยู่ที่กรุงแบกแดด แล้วก็ได้งานทำที่นั่นกันทุกคน

ซามีมักจะนึกถึงประสบการณ์ที่เลวร้ายจากการถูกล่วงละเมิดอยู่เสมอ ทำให้เขาไม่กล้าคบหาใคร แต่ต่อมาเมื่อเขาเริ่มมีเพื่อนที่ไว้ใจได้ในกรุงแบกแดด จึงตัดสินใจเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้เพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ ฟัง

แล้วก็ต้องพบกับปฏิกิริยาที่คาดไม่ถึง ทำให้ซามีรู้ว่าเขาไม่ได้เผชิญกับเรื่องราวเช่นนี้เพียงลำพัง

หนุ่มน้อยหลายคนในกลุ่มเพื่อนของซามี เล่าว่าพวกเขาก็เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศเช่นกัน

ผลการสำรวจของบีบีซี ภาคภาษาอารบิก ใน 10 ประเทศและดินแดนปาเลสไตน์ พบว่า มี 2 ประเทศคือ ตูนิเซียและอิรัก ที่ผู้ชายระบุว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศทั้งทางวาจาและทางร่างกายมากกว่าผู้หญิง

ในตูนิเซีย ส่วนต่างอยู่ที่เพียง 1% เท่านั้น แต่ในอิรักผู้ชาย 39% บอกว่า เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ ด้วยวาจา ขณะที่ผู้หญิง 33% มีประสบการณ์เดียวกัน นอกจากนี้ผู้ชาย 20% บอกว่า เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศทางร่างกาย ขณะที่ผู้หญิงอิรักเคยถูกกระทำแบบเดียวกันราว 17%

ผู้ชายอิรักยังระบุว่า พวกเขาเผชิญปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมากกว่าผู้หญิงด้วย

นี่คือผลการสำรวจที่น่าประหลาดใจ แต่ต้องไม่ลืมว่าสภาพสิทธิสตรีในอิรักย่ำแย่มาก ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 41 ถึงขั้นบัญญัติว่าสามีสามารถทุบตีภรรยาได้ไม่ผิดกฎหมาย

ดร. แคทริน โทมัส นักวิจัยของอาหรับ บารอมิเตอร์ (Arab Barometer) องค์กรที่ทำการสำรวจครั้งนี้ ตั้งข้อสังเกตุด้วยว่า ผู้หญิงที่เผชิญการล่วงละเมิดทางเพศ อาจจะไม่ยอมเปิดเผยเรื่องนี้ก็ได้

Sami (drawn by an illustrator)
BBC
ถ้าผมแจ้งเรื่องถูกข่มขืน ตำรวจคงจะไม่เห็นผมเป็นเหยื่อ แต่อาจจะจับผมไปขังก็ได้
ซามี
เหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศ

"การถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่อนไหวอย่างการล่วงละเมิด มีเรื่องที่จะต้องคำนึงถึง 2-3 อย่าง" เธอกล่าว

"ผู้คนมักจะไม่พูดความจริง เพราะพวกเขารู้สึกอายและไม่อยากที่จะพูดถึงเรื่องนี้ หรือ การเปิดเผยว่าถูกล่วงละเมิดอาจจะส่งผลเสียตามมาได้"

"ผู้หญิงอาจจะยอมรับว่าถูกล่วงละเมิดน้อยกว่าความเป็นจริงเมื่อเทียบกับผู้ชาย"

เบลคิส วิลลี นักวิจัยอาวุโสชาวอิรักจากฮิวแมนไรท์วอทช์ เห็นด้วยในเรื่องนี้

"ผู้หญิงมักจะไม่กล้าเปิดเผย และชี้ชัดไปว่าประสบการณ์ที่พวกเธอเผชิญมานั้นเป็นความรุนแรง ในครอบครัวหรือความรุนแรงทางเพศ" วิลลี กล่าว

เธอบอกว่าสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในโรงพยาบาลต่าง ๆ ที่ตามกฎหมายจะต้องมีเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงประจำการอยู่ตลอดเวลา กฎหมายกำหนดให้แพทย์ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่เหล่านี้ หากคนไข้ผู้หญิงบอกว่า ตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิด

"ผู้หญิงจึงมักโกหก และปกป้องคนร้าย โดยเฉพาะถ้าเป็นคนรู้จักกัน เพราะพวกเธอกลัวว่า หากมีการสอบสวนทางอาญาเกิดขึ้น พวกเธออาจเสี่ยงที่จะถูกแก้แค้นได้" เธอกล่าว

คำบรรยายภาพ ชีวิตของซามี ดีขึ้น หลังจากย้ายมาอยู่กรุงแบกแดด

ฮิวแมนไรท์วอทช์ ได้รับรู้ข้อมูลเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศต่อกลุ่มชายรักชาย และผู้หญิงข้ามเพศในอิรักเกิดขึ้นหลายกรณีด้วย แต่ดูเหมือนว่า มักจะไม่มีการแจ้งความต่อตำรวจเช่นกัน

"ชายรักชายและผู้ชายข้ามเพศเผชิญกับการล่วงละเมิดทางเพศอย่างต่อเนื่องในอิรัก คนที่มีท่าทางเหมือน 'ผู้หญิง' มากกว่า [ขึ้นอยู่กับภาพจำของชาวอิรัก] มักจะเผชิญกับความรุนแรงทางเพศ" อามีร์ อาชูร์ ผู้ก่อตั้ง อิรักเควียร์ (IraQueer) กล่าว อิรักเควียร์เป็นองค์กรเอกชนที่ตั้งอยู่ในสวีเดน ซึ่งทำงานเกี่ยวกับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศในอิรัก

"อาชญากรรมเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยไม่มีการแจ้งความ เพราะบรรทัดฐานทางสังคม ไม่สนับสนุนให้ผู้ชายพูดถึงเรื่องเหล่านี้ และเรื่องที่ถูกแจ้งความ อาจจะเปิดเผยตัวตนของเหยื่อได้ว่า พวกเขาเป็นชายรักชาย ซึ่งอาจนำไปสู่ความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติได้"

ซามี เห็นว่าแม้ว่าการข่มขืนผู้ชายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่โดยทั่วไปตำรวจและสังคมมักจะไม่เห็นใจเหยื่อ

"ถ้ามีคนแจ้งเหตุข่มขืนผู้ชายกับตำรวจ ตำรวจก็คงจะหัวเราะเยาะ" เขากล่าว


ผลการสำรวจความคิดเห็นของบีบีซี

  • จัดทำขึ้นโดยการสัมภาษณ์ผู้คนมากกว่า 25,000 คนใน 10 ประเทศในตะวันออกกลาง และแอฟริกา ประกอบด้วย แอลจีเรีย อียิปต์ อิรัก จอร์แดน คูเวต เลบานอน โมร็อกโก ซูดาน ตูนิเซีย เยเมน และดินแดนปาเลสไตน์
  • เป็นการสำรวจครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้ที่ถูกสัมภาษณ์ จำนวนประเทศที่ถูกสำรวจ และเป็นการสำรวจเชิงลึกที่สุดเมื่อดูจากขอบเขตของคำถาม
  • อาหรับ บารอมิเตอร์ องค์กรวิจัยที่มีสำนักงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เป็นผู้ทำการสำรวจ

เขาจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนตอนที่เขาอายุ 13 ปีได้ เขาถูกตำหนิจากการที่ตกเป็นเหยื่อ และบอกว่า มันอาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งในตอนนี้

"ถ้าผมแจ้งความว่าถูกข่มขืน ตำรวจคงจะไม่เห็นผมเป็นเหยื่อ แต่อาจจะจับผมไปขังก็ได้ เพราะผมจะถูกมองว่าสมรู้ร่วมคิด พวกเขามองว่าเป็นเรื่องของคนรักเพศเดียวกัน ซึ่งผิดกฎหมาย" เขากล่าว

"กฎหมายอยู่ข้างเดียวกับผม แต่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอยู่คนละข้าง"

โฆษกตำรวจอิรัก ระบุในแถลงการณ์ว่า "เราเปิดรับพลเมืองทุกคน ผู้ล่วงละเมิดทางเพศหลายคนถูกจับกุมตัว หลังจากที่เหยื่อแจ้งความว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศ" แถลงการณ์นี้ ยังระบุด้วยว่า มีการนำกลยุทธ์ใหม่มาใช้ในปี 2003 ให้สอดคล้องกับความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนของอิรัก นอกจากนี้ยังมีการรับสมัครเจ้าหน้าที่เฉพาะทางให้มาจัดการกับกรณีเหล่านี้ด้วย

ตอนนี้ ซามี อายุ 21 ปีแล้ว

ชีวิตของซามีดีขึ้น เขาชอบชีวิตในกรุงแบกแดด เขาได้ทำงานในบริษัทต่างประเทศขนาดใหญ่ และมีกลุ่มเพื่อนที่คอยช่วยเหลือกัน เป็นเพื่อนที่รู้เรื่องราวในอดีตของเขา เขาหวังว่า การเล่าเรื่องนี้ให้บีบีซีฟังจะช่วยทำให้ผู้ชายคนอื่น ๆ กล้าพูดถึงสิ่งที่พวกเขาเผชิญมามากขึ้น

ทว่า ประสบการณ์ในอดีตนี้ ทำให้ซามียังคงรู้สึกว่าไม่อาจสานสัมพันธ์กับใครได้

เขาบอกว่า บางทีวันหนึ่งเขาอาจจะพบคู่ครอง เมื่อเขาและสังคมอิรักเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้ เขาจะคิดถึงเรื่องคู่ครองอีกครั้งตอนอายุ 35 ปี

เรื่องที่คุณอาจสนใจ:

คำบรรยายภาพ สตีเฟนถูกข่มขืนในปี 2011

สตีเฟน คิโกมา ถูกข่มขืน ในช่วงที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกประเทศบ้านเกิด ตกอยู่ในห้วงแห่งความขัดแย้ง

คิโกมาสะท้อนเรื่องราวอันเจ็บปวดให้อลิซ มูเทนกี ผู้สื่อข่าวบีบีซี ฟัง และเรียกร้องผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ให้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวของตัวเองมากขึ้น

"ผมปิดบังว่าผมเป็นผู้ที่รอดชีวิตจากการถูกข่มขืน ผมไม่อาจเปิดเผยได้ มันคือตราบาป" เขากล่าว

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม