กล่องดำในเครื่องบิน ใครเป็นผู้ประดิษฐ์

  • 25 กรกฎาคม 2019
David pictured as a boy, wearing headphones and using his radio equipment Image copyright Warren family collection
คำบรรยายภาพ ของขวัญจากพ่อทำให้เดวิดหลงรักวิทยาศาสตร์

19 ตุลาคม 1934 เครื่องบินโดยสารชื่อ มิส โฮบาร์ต ตก

มีชาย 8 คน หญิง 3 คน และเด็กทารก 1 คน เสียชีวิต เชื่อกันว่าเครื่องตกลงบริเวณช่องแคบแบสส์ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเกาะแทสมาเนียและออสเตรเลียแผ่นดินใหญ่ แต่ก็ไม่มีการพบซากเครื่องบิน

บาทหลวงนิกายแองกลิกัน ฮิวเบิร์ต วอร์เรน เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต ของขวัญชิ้นสุดท้ายที่เขามอบให้เดวิด ลูกชายวัย 8 ขวบไว้ คือเครื่องรับวิทยุแบบแร่ (crystal radio) ซึ่งเป็นของรักของหวงของเด็กชายผู้นี้

ที่โรงเรียนประจำในแทสมาเนีย เดวิด วอร์เรน เล่นเครื่องรับวิทยุนี้เป็นประจำหลังเลิกเรียน เริ่มจากคิดเงินเพื่อนที่มาขอฟังรายการถ่ายทอดสดการแข่งขันคริกเก็ต ไม่กี่ปีถัดมาเขาก็เริ่มสร้างเครื่องนี้ขึ้นขายเอง

ครอบครัวของเดวิดเคร่งศาสนามาก และวาดฝันให้เขาเป็นนักบวชเข้าสักวัน อย่างไรก็ดี เป็นของขวัญจากพ่อนั่นเองที่ทำให้เขาหลงรักวิทยาศาสตร์แทน

Image copyright Warren family collection
คำบรรยายภาพ ฮิวเบิร์ต (ซ้าย) กับครอบครัว

ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าความหลงใหลนี้จะสามารถช่วยชีวิตคนนับไม่ถ้วนในอีกหลายปีต่อมา

เดวิดจบปริญญาด้านวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ก่อนจะได้ปริญญาเอกด้านเคมีจากอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ด้วยความรู้พิเศษด้านวิทยาศาสตร์การผลิตจรวด เขาได้เข้าทำงานเป็นนักวิจัยประจำศูนย์วิจัยด้านการบิน Aeronautical Research Laboratories หรือ ARL ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย

ในปี 1953 เขาเข้าร่วมทีมที่จัดตั้งขึ้นเพื่อค้นหาว่าเหตุใดเครื่องบินของ British de Havilland Comet ซึ่งเป็นสายการบินเชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลก ถึงได้ประสบอุบัติเหตุตกแล้วตกอีก

"คนพูดกันไปเรื่อยถึงความผิดพลาดในการฝึกฝนพนักงานบนเครื่อง หรือของนักบินเอง หรือว่าแพนหางหลุดออกจากท้ายเครื่องหรือเปล่า และอะไรอีกมากมายที่ผมไม่มีความรู้ความเข้าใจ" เดวิด เล่าเมื่อ 50 ปีให้หลัง

ขณะนั้น เดวิดกลับนึกถึงสิ่งที่เขาเห็นในงานจัดแสดงสินค้าที่นครซิดนีย์ นั่นคือเครื่อง Miniphon ซึ่งผู้ผลิตสัญชาติเยอรมันอ้างว่าเป็นเครื่องอัดเสียงแบบพกพาเครื่องแรกของโลก ที่ผลิตขึ้นเพื่อให้นักธุรกิจใช้บันทึกเสียงพูดเพื่อร่างจดหมาย ก่อนที่จะให้เลขานำไปแกะเทปเขียนลงทีหลัง ส่วนเดวิดเองอยากได้เพราะเขาชอบดนตรีแจ๊สและอยากมีไว้อัดเพลงของวูดดี เฮอร์แมน จากวิทยุ

วินาทีสำคัญมาถึงตอนที่เพื่อนนักวิทยาศาสตร์เสนอขึ้นมาว่า เป็นไปได้ไหมที่เครื่องบิน British de Havilland Comet จะถูกจี้ จุดนี้เองที่ทำให้เขาเกิดความคิดขึ้นมาว่า จะเป็นอย่างไรหากมีเครื่องอัดเสียงเล็ก ๆ ในห้องนักบิน และหากเครื่องนี้แข็งแรงพอ ทีมสืบสวนจะไม่ต้องมานั่งหาสาเหตุเครื่องบินตกอีกต่อไปเพราะจะมีการอัดเสียงช่วงก่อนเครื่องบินตกไว้ อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่านักบินพูดและได้ยินอะไร

Image copyright Defence Science and Technology, Australia
คำบรรยายภาพ เดวิดที่ ARL ในปี 1958

เมื่อกลับไปที่ศูนย์วิจัย ARL เขารีบแจ้งความคิดนี้กับหัวหน้า แต่หัวหน้ากลับไม่สนใจเท่าไรนัก และบอกเขาว่า "นี่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเคมี หรือเชื้อเพลิงเลย คุณเป็นนักเคมี เอานี่ไปบอกกับฝ่ายอุปกรณ์ซะ และไปสนใจเรื่องการระเบิดของถังเชื้อเพลิงต่อ"

แต่เดวิดรู้ว่าเครื่องอัดเสียงในห้องนักบินเป็นความคิดที่ดี โดยเมื่อหัวหน้าคนเก่าย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่น เขายังยืนกรานเสนอความคิดนี้อีก และหัวหน้าคนใหม่ของเขาก็สนับสนุนให้พัฒนาอุปกรณ์นี้ต่อไปอย่างเงียบ ๆ เพราะนี่ไม่ใช่โครงการที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลหรือเป็นอาวุธที่จะช่วยให้ชนะสงคราม

ในที่สุด เดวิดก็เขียนรายงานชื่อ "เครื่องมือช่วยสืบสวนอุบัติเหตุเครื่องบิน" ขึ้นมา และเผยแพร่ไปทั่ววงการการบิน แต่ปรากฏว่าบรรดานักบินพากันโกรธเกรี้ยว และกล่าวหาว่าเครื่องนี้เป็นเครื่องมือที่พยายามจะสอดส่องการทำงานของนักบิน เป็นเหมือน Big Brother เหมือนในหนังสือ 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์

แม้ว่าจะโดนล้อเลียนวิพากษ์วิจารณ์ เดวิดก็ไม่ล้มเลิกความพยายาม และตั้งหน้าตั้งตาสร้างเครื่องที่ถือว่าเป็น "กล่องดำ" เครื่องแรกของโลก

Image copyright Fairfax Media via Getty Images
คำบรรยายภาพ เดวิด ในปี 2002 กับเครื่อง Miniphon ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เขาคิดค้นกล่องดำ

ส่งเด็กคนนี้ขึ้นเครื่องบินไฟลท์ต่อไปเลย

วันหนึ่งในปี 1958 ศูนย์วิจัยที่เขาทำงานอยู่มีแขกพิเศษซึ่งเป็นเพื่อนของหัวหน้าเขามาเยี่ยม เดวิดอธิบายให้แขกคนนี้ฟังว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ กล่องดำเครื่องแรกของโลกนี้ใช้ลวดเหล็กในการบันทึกเสียงในห้องนักบิน และสามารถลบข้อมูลได้เองโดยอัตโนมัติซึ่งทำให้นำกลับไปใช้ใหม่ได้

แขกคนนี้จริง ๆ แล้วคือ โรเบิร์ต ฮาร์ดิงแฮม เลขาธิการคณะกรรมการจดทะเบียนการบินสหราชอาณาจักรและพลอากาศตรีของกองทัพอากาศอังกฤษ และเขาก็จัดการให้เดวิดได้เดินทางไปกรุงลอนดอนเพื่อนำกล่องดำไปแสดงให้คนที่นั่นดู

ชาวอังกฤษชื่นชอบไอเดียนี้มาก บีบีซีทำรายการทีวีและวิทยุที่อธิบายถึงการทำงานของเครื่องนี้ และกรมการบินพลเรือนแห่งสหราชอาณาจักรก็เริ่มกระบวนการบังคับให้เครื่องบินพาณิชย์ต้องใช้กล่องดำ บริษัท S Davall and Sons ติดต่อ ARL เรื่องลิขสิทธิ์และเริ่มต้นกระบวนการผลิต

แม้ว่าเครื่องนี้จะเรียกกันว่า "กล่องดำ" แต่เครื่องแรก ๆ ที่ผลิตออกมานั้นเป็นสีส้มเพราะจะพบเจอได้ง่ายในซากเครื่องบินตก และก็ยังเป็นเช่นนี้มาจนถึงปัจจุบัน

ในปี 1960 ออสเตรเลียเป็นชาติแรกที่กำหนดข้อบังคับให้ต้องมีกล่องดำในห้องนักบิน หลังจากเหตุเครื่องบินตกอย่างไม่ทราบสาเหตุที่ควีนส์แลนด์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 29 ราย

ทุกวันนี้ กล่องดำหุ้มด้วยเหล็ก สามารถทนไฟและกันน้ำได้ เครื่องบินพาณิชย์ทุกลำต้องมีกล่องดำนี้อยู่

เป็นเรื่องที่ไม่อาจประเมินได้เลยว่าเครื่องมือนี้ได้ช่วยชีวิตผู้โดยสารมาแล้วกี่คน เพราะมันได้ช่วยให้เราเข้าใจข้อผิดพลาดของเครื่องบิน และทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อความปลอดภัยในเวลาต่อมา

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ร่างของเขาถูกบรรจุในโลงศพที่มีข้อความข้างโลงว่า "ผู้ประดิษฐ์เครื่องบันทึกการบิน : กรุณาอย่าเปิด"

ผมเป็นคนโชคดีเป็นบ้า

เดวิด วอร์เรน ทำงานอยู่ที่ ARL จนกระทั่งเกษียณอายุในปี 1983 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2010 ด้วยอายุ 85 ปี

ตลอดเวลามากกว่า 50 ปี เดวิดแทบไม่ได้รับการยอมรับในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังของกล่องดำ แต่ในที่สุดในปี 1999 เขาได้รับเหรียญรางวัลจากสถาบันพลังงานของออสเตรเลีย และต่อมาในปี 2002 ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จากผลงานที่มีต่อวงการการบินออสเตรเลีย

เขาไม่เคยได้รับเงินตอบแทนจากการผลิตกล่องดำ แต่เขาก็มักจะพูดเสมอว่า "ใช่ รัฐบาลได้ผลประโยชน์จากสิ่งที่ผมทำ แต่พวกเขาก็ไม่ได้คิดเงินผมสำหรับความคิดอื่นๆ นับร้อยของผมที่ล้มเหลว"

เดวิดเป็นบุคคลที่มีอารมณ์ขัน และลูก ๆ ก็รับสืบทอดสิ่งมาด้วย ในประกาศการเสียชีวิตของเขา ลูก ๆ เขียนข้อความที่เดวิดชอบพูดอยู่บ่อย ๆ นั่นก็คือ "ผมเป็นคนโชคดีเป็นบ้า" ร่างของเขาถูกบรรจุในโลงศพที่มีข้อความข้างโลงว่า "ผู้ประดิษฐ์เครื่องบันทึกการบิน : กรุณาอย่าเปิด"

เมื่อถามลูก ๆ เขาว่าคิดถึงพ่อหรือไม่เวลาขึ้นเครื่องบิน

ลูกสาวเขาตอบง่าย ๆ "ทุกครั้งเลย"

Image copyright Fairfax Media via Getty Images

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม