ออง ซาน ซู จี จะเลือกข้างชาวบ้านเมียนมา หรือนักลงทุนจีน ในโครงการเขื่อนมิตสง

  • 26 กรกฎาคม 2019
Jar Lie in her house in the relocation area.
คำบรรยายภาพ แปดปีที่แล้ว จาร์ ลี ถูกบังคับให้ทิ้งที่ดินทำกินขนาด 40 เอเคอร์ หรือราว 100 ไร่ แล้วไปอยู่หมู่บ้านสำหรับให้ตั้งรกรากใหม่

จีนเร่งรัดให้รัฐบาลเมียนมารื้อฟื้นโครงการก่อสร้างเขื่อนมิตสง ซึ่งเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ในรัฐคะฉิ่นอีกครั้ง หลังจากที่โครงการนี้ถูกระงับไปหลังจากการประท้วงใหญ่ในปี 2554

โซ โซ ทุน ผู้สื่อข่าวบีบีซีแผนกภาษาพม่า เดินทางไปยังพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ และพบว่าชาวบ้านในพื้นที่ยังรู้สึกไม่มั่นใจนักว่าพวกเขาจะได้ผลประโยชน์จากการสร้างเขื่อน

"ฉันร้องไห้ทุกครั้งเวลาพูดถึงเรื่องเขื่อน" จาร์ ลี เล่า

แปดปีที่แล้ว เธอถูกบังคับให้ทิ้งที่ทำกินขนาด 40 เอเคอร์ หรือราว 100 ไร่ แล้วไปตั้งรกรากใหม่ที่หมู่บ้านใน ออง มิน ธา ซึ่งอยู่ห่างออกไป 9 กม.

ที่ดินของเธออยู่ในพื้นที่โครงการเขื่อนมิตสง บริเวณต้นน้ำแม่น้ำอิรวดี เขื่อนแห่งนี้มีมูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่าแสนล้านบาท โดยนักลงทุนมาจากจีน

หมู่บ้านใหม่ของ จาร์ ลี มีตลาด โรงพยาบาล ถนน และโรงเรียน ซึ่งสร้างขึ้นโดย State Power Investment Corporation (SPIC) บริษัทสร้างเขื่อนของรัฐบาลปักกิ่ง อย่างไรก็ตาม จาร์ ลี บอกว่า ชีวิตใหม่ที่นี่ยากลำบากเมื่อไม่มีที่ดินทำกินเหมือนอย่างเคย

"ก่อนหน้านี้ เรากินของที่เราปลูกเอง ไม่จำเป็นต้องซื้ออะไรเลย พอไม่มีที่ดินที่นี่ เราก็ทำอะไรไม่ได้เลย เราไม่รู้จะหาเงินยังไง อยู่ที่นี่ฉันป่วยมาก"

เดิมเขื่อนมีกำหนดสร้างเสร็จปีนี้ แต่ถึงตอนนี้ การก่อสร้างยังแทบไม่ได้เริ่ม และโครงการนี้ก็เผยให้เห็นความขัดแย้งในเชิงอำนาจระหว่างจีนและมิตรประเทศที่จีนชอบเรียกว่า "น้องชาย"

คำบรรยายภาพ จาร์ ลี บอกว่า ชีวิตใหม่หลังจากถูกอพยพจากหมู่บ้านเดิมนั้นยากลำบากเมื่อไม่มีที่ดินทำกินเหมือนอย่างเคย

เขื่อนมิตสงเป็นเขื่อนที่ใหญ่สุดในจำนวน 7 เขื่อน ที่ SPIC จะสร้างในภูมิภาคนี้ เพื่อเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าให้เมียนมาที่ต้องการใช้เพื่อพัฒนาประเทศ

มีการประเมินว่า เขื่อนมิตสงเพียงเขื่อนเดียวจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่าที่โรงไฟฟ้าทั้งประเทศผลิตรวมกันได้ขณะนี้

ไม่เคยมีการเปิดเผยสัญญาฉบับเต็มที่รัฐบาลทหารชุดที่แล้วเซ็นกับ SPIC แต่บีบีซีแผนกภาษาพม่าได้สัมภาษณ์พิเศษ หมอ ธาร์ ทุย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานไฟฟ้าของเมียนมา ซึ่งยืนยันว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานที่ได้จะถูกส่งกลับไปที่จีน

เขาบอกว่า รัฐบาลเมียนมาจะถือหุ้น 10 เปอร์เซ็นต์ในโครงการนี้ แต่จะเริ่มได้รับผลกำไรหลังจากเขื่อนดำเนินการไป 20 ปี

เขื่อนจะทำลายแม่น้ำ

มีคำถามตั้งแต่เริ่มต้นแล้วว่าใครกันแน่ที่จะได้ผลประโยชน์จากการสร้างเขื่อนนี้ แม่น้ำอิรวดีเป็นเหมือนเส้นเลือดสายใหญ่หล่อเลี้ยงประเทศ และเชื่อกันว่าบริเวณมิตสง เป็นถิ่นกำเนิดของชาวคะฉิ่น รวมทั้งเป็นที่มาของชื่อรัฐ

กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์คะฉิ่นได้ต่อสู้กับทหารเมียนมามาตั้งแต่ปี 2505 เพื่อช่วงชิงอำนาจควบคุมภูมิภาคอันอุดมสมบูรณ์นี้มากขึ้น นี่นับเป็นสงครามกลางเมืองที่ดำเนินมาต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลกสมรภูมิหนึ่ง และผู้นำต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวคะฉิ่นมองว่าโครงการสร้างเขื่อนเป็นภัยคุกคามต่อวิถีชีวิตพวกเขา

การสร้างเขื่อนจะทำให้คนหลายพันคนต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ นักสิ่งแวดล้อมเตือนว่านี่จะทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ขนาดใหญ่เท่าสิงคโปร์

"เรากำลังจะเสียพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญนี้ของแม่น้ำอิรวดีไป และทำให้พื้นที่ป่าที่เหลืออยู่ซึ่งเป็นป่าหนาทึบที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ" ดร. เมียน ซอว์ นักสิ่งแวดล้อม กล่าว

"มีแนวโน้มสูงมากว่าเขื่อนจะทำลายแม่น้ำ จะมีผลกระทบตามมามาก เปลี่ยนกระแสน้ำขึ้นน้ำลง ส่งผลต่อชีวิตของชาวประมงหลายล้านคน"

ในปี 2554 มีการประท้วงใหญ่ต่อต้านการสร้างเขื่อนจากภายนอกประเทศ นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนก็เข้าร่วมกดดันด้วย และในที่สุด รัฐบาลเมียนมาก็ยอมระงับโครงการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย และก็ไม่มีการโครงการก่อสร้างใหญ่ ๆ เกิดขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ แม่น้ำอิรวดีเป็นเหมือนเส้นเลือดสายใหญ่หล่อเลี้ยงประเทศ

แปดปีผ่านไป จีนได้เริ่มพยายามโน้มน้าวให้คนในพื้นที่และทางการเมียนมากลับมาสนับสนุนโครงการนี้อีกครั้ง หง เลี่ยง อดีตเอกอัครราชทูตจีนประจำเมียนมาเดินทางไปยังพื้นที่โครงการเมื่อ ธ.ค. ปีที่แล้ว และอ้างว่าชาวคะฉิ่นไม่ได้ต่อต้านการสร้างเขื่อน

หง เลี่ยง ระบุผ่านแถลงการณ์ว่าการต่อต้านเขื่อนมีคนนอกพื้นที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งต่อมาผู้นำชาวคะฉิ่นได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

จากนั้นในเดือน มิ.ย. ผู้เชี่ยวชาญจีนกลุ่มหนึ่งพยายามจะสร้างความเชื่อมั่นต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติในสภารัฐคะฉิ่นว่าการสร้างเขื่อนจะไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด

SPIC ระบุในแถลงการณ์ที่ส่งมายังบีบีซีแผนกภาษาพม่าว่า จุดประสงค์ในการสร้างเขื่อนก็เพื่อ "สร้างแหล่งพลังงานที่สะอาด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนต่อการพัฒนาของเมียนมา" และระบุอีกว่าโครงการนี้ได้รับการตรวจสอบและอนุมัติจากรัฐบาลเมียนมาและจีนแล้ว

เราต้องรักษาสัญญา

สมัยเป็นฝ่ายค้าน นางออง ซาน ซู จี ออกมาต่อต้านการสร้างเขื่อน แต่มุมมองเธอเปลี่ยนไปเมื่อเธอกลายมาเป็นมนตรีแห่งรัฐของประเทศเมื่อปี 2558 เธอบอกว่าประเทศควรจะรักษาข้อตกลงที่ทำไว้ภายใต้รัฐบาลทหารชุดที่แล้ว โดยบอกว่าการรักษาสัญญาคือการรักษาเกียรติของประเทศ

ความกังวลว่าจะโครงการสร้างเขื่อนจะถูกรื้อฟื้นขึ้นมาทำให้มีการประท้วงเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อปลายเดือน เม.ย. นางซู จี เดินทางไปกรุงปักกิ่งเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเรื่องการลงทุนในต่างประเทศของจีน ในขณะที่ในเมียนมา มีคนหลายพันคนออกเดินขบวนเรียกร้องให้ล้มเลิกโครงการการสร้างเขื่อนโดยสิ้นเชิง

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ความกังวลว่าจะมีการกลับมาสร้างเขื่อนอีกครั้งทำให้คนออกมาประท้วงอีกครั้งเมื่อเดือน เม.ย.

นักวิเคราะห์มองว่านางซู จี กำลังตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เธอต้องสร้างสันติภาพและความเจริญก้าวหน้าหากอยากจะทำให้คนเมียนมาเชื่อในข้อดีของระบอบประชาธิปไตย และพลังงานไฟฟ้าที่มั่นคงก็เป็นปัจจัยสำคัญ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ต้องทำให้คนเชื่อมั่นด้วยว่าไม่ได้กำลังขายชาติ

ขณะที่เมียนมาก็ต้องการจีนซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจนี้มีอิทธิพลอย่างกว้างขวางในฐานะผู้ลงทุนและคู่ค้ารายใหญ่ และหากรัฐบาลจะยกเลิกโครงการนี้ทันที เมียนมาอาจจะต้องจ่ายเงินคืนถึง 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งบริษัทของรัฐจีนบอกว่าพวกเขาได้ลงทุนไปแล้ว

ขณะนี้ กลุ่มนักเคลื่อนไหวในเมียนมาได้จัดตั้งแคมเปญระดมทุนออนไลน์ขึ้นมาแล้วเพื่อขอให้คนบริจาคเงินคนละหนึ่งดอลลาร์เพื่อใช้เงินคืนจีนที่มาลงทุน

"ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมอยากจะได้มิตสงกลับมา มิตสงถูกขายผ่านกระดาษแผ่นหนึ่งโดยไม่ได้มีการมาบอกและขอความคิดเห็นเรา ดังนั้น เพื่อประโยชน์ของคนรุ่นหลัง เราอยากที่จะชดใช้เงินคืนจีน" จู ซึ่งเป็นนักเขียนผู้ริเริ่มโครงการนี้กล่าว

คำบรรยายภาพ "ให้แม่น้ำอิรวดีไหลอย่างอิสระตลอดไป เรามีหน้าที่ต้องปกป้องมัน"

ให้แม่น้ำไหลตามอิสระ

สำหรับชาวคะฉิ่น นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ

ที่ริมฝั่งแม่น้ำ ลู รา นักร้องชาวคะฉิ่น กำลังยืนแช่น้ำและเล่นกับกรวดด้วยนิ้วเท้า เธอชวนให้ดูแม่น้ำ ป่า และภูเขาอันสวยงามรอบตัวเธอ

"หากมีการสร้างเขื่อนนี้ขึ้นจริง เราจะไม่เห็นภูมิทัศน์นี้อีกต่อไป เรากำลังบอกว่า ได้โปรดอย่าสร้างเขื่อนเลย ให้แม่น้ำอิรวดีไหลอย่างอิสระตลอดไป เรามีหน้าที่ต้องปกป้องมัน"

บีบีซีภาคภาษาพม่ายื่นคำขอเข้าไปดูบริเวณที่กำลังมีการสร้างเขื่อนไปแต่ถูกปฏิเสธ เราจึงเดินทางโดยเรือไปพร้อมกับ จาร์ ลี ผ่านผืนดินที่เคยเป็นของเธอ เมื่อเรือเข้าใกล้ฝั่ง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัทรีบวิ่งลงมาและขอให้เราออกจากพื้นที่นี้ไป

จาร์ ลี ชี้ไปยังพื้นที่ที่เธอเคยอาศัยอยู่ทั้งน้ำตาในขณะที่เรือค่อย ๆ แล่นออกไปช้า ๆ

"นี่คือที่ดินของฉันแต่บริษัทห้ามไม่ให้ฉันเข้าไป ไปเก็บพืชหรือสมุนไพรก็ไม่ได้"

"ฉันจะไม่กลับมาที่นี่อีก มันเจ็บปวดเกินไปที่ไม่สามารถมาเดินบนผืนดินนี้ได้อีก"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม