ภัยแล้ง : งานวิจัยชี้ ประชากรโลก 2.6 พันล้านคน อาศัยอยู่ในประเทศที่ขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง

  • 7 สิงหาคม 2019
Indian worker carry the last bit of water from a small pond in the dried-out Puzhal reservoir on the outskirts of Chennai, India Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ อินเดียถูกจัดว่าเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำอย่างจำกัดเป็นอันดับที่ 13 ของโลก

ด้วยจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น การบริโภคเนื้อสัตว์และการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ส่งผลต่อทรัพยากรน้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ

จากข้อมูลโดยสถาบันทรัพยากรโลก (World Resources Institute) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ผู้คนในเกือบ 400 ภูมิภาคในโลกกำลังอาศัยอยู่โดยมีทรัพยากรน้ำอย่างจำกัดมาก ๆ

มีความกังวลว่าภาวะขาดแคลนน้ำจะทำให้คนหลายล้านต้องอพยพย้ายถิ่น และยังจะเป็นปัจจัยหนึ่งในความขัดแย้งและการเมืองที่ไร้เสถียรภาพ

จากเม็กซิโกถึงชิลี ไปจนถึงพื้นที่ต่าง ๆ ในแอฟริกา และแม้กระทั่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมทางตอนใต้ของยุโรป และพื้นที่แถบเมดิเตอร์เรเนียน ระดับ "ความขาดแคลนน้ำ" (วัดจากสัดส่วนปริมาณน้ำบาดาลที่สูบขึ้นมาและน้ำจากพื้นผิวดิน เทียบกับน้ำที่มีใช้ทั้งหมด) กำลังเลวร้ายลงจนถึงจุดที่น่ากังวล

ปัญหาระดับโลก

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ทางตอนใต้ของยุโรป รวมถึงอิตาลีและสเปนเอง ก็กำลังเผชิญปัญหาจากการต้องรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงเดือนต่าง ๆ ที่มีความแห้งแล้ง

เกือบ 1 ใน 3 ของประชากรโลก หรือ 2.6 พันล้านคน กำลังอาศัยอยู่ในประเทศที่มีทรัพยากรน้ำอย่างจำกัดมาก ๆ จากจำนวนนั้น มีประชากร 1.7 พันล้านคนจาก 17 ประเทศที่ถูกจัดว่าอยู่ในที่ที่ทรัพยากรน้ำจำกัดอย่าง "รุนแรง"

ในขณะที่มี 12 ประเทศในตะวันออกกลางที่ถือว่าขาดแคลนน้ำที่สุดในโลก อินเดียถูกจัดให้เป็นประเทศที่ "กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักเรื่องการใช้และบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจะส่งผลต่อทุก ๆ เรื่องตั้งแต่ด้านสุขภาพไปจนถึงเรื่องการพัฒนาทางเศรษฐกิจ"

ปากีสถาน เอริเทรีย เติร์กเมนิสถาน และบอตสวานา ถูกจัดว่ามีทรัพยากรน้ำจำกัดอย่าง "รุนแรง"

ข้อมูลเหล่านี้มาจากฐานข้อมูล Aqueduct 3.0 ของสถาบันทรัพยากรโลก ซึ่งวิเคราะห์แบบจำลองทางอุทกวิทยาหลายประเภท และดูสัดส่วนปริมาณน้ำบาดาลที่สูบขึ้นมาและน้ำจากพื้นผิวดิน เทียบกับน้ำที่พื้นที่บริเวณนั้นมีใช้ทั้งหมด หากสัดส่วนน้ำ 80% เป็นจากน้ำบาดาลที่สูบขึ้นมาและน้ำจากพื้นผิวดิน จะถือว่าบริเวณนั้นมีทรัพยากรน้ำอย่างจำกัดอย่าง "รุนแรง"

อินเดียถูกจัดว่าเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำอย่างจำกัดเป็นอันดับที่ 13 ของโลก 9 จาก 36 รัฐและดินแดนของอินเดียถูกจัดว่ามีทรัพยากรน้ำจำกัดอย่าง "รุนแรง"

รายงานระบุว่า "วิกฤตทางทรัพยากรน้ำที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในเมืองเจนไนแสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่พื้นที่ในอินเดียจำนวนมากจะต้องเผชิญในอีกหลายปีที่จะมาถึง เป็นผลมาจากการบริหารจัดการน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพและความต้องการในการใช้น้ำสำหรับอุตสาหกรรมและชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้น"

สิ่งที่น่าแปลกใจจากรายงานชิ้นนี้คือ ทางตอนใต้ของยุโรป รวมถึงอิตาลีและสเปนเอง ก็กำลังเผชิญปัญหาจากการต้องรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงเดือนต่าง ๆ ที่มีความแห้งแล้ง

เพิ่ม 2.5 เท่า

ระหว่างปี 1961 ถึง 2014 ปริมาณการสูบน้ำบาดาลและนำน้ำจากพื้นผิวดินมาใช้ เพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่า

ในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา มีความต้องการใช้น้ำสำหรับการชลประทานเพื่อการเพาะปลูกเพิ่มมากกว่าครึ่งหนึ่ง โดยคิดเป็น 67% ของน้ำที่ถูกนำไปใช้ในแต่ละปี

ในปี 2014 อุตสาหกรรมต่าง ๆ มีความต้องการใช้น้ำมากกว่าในปี 1961 ถึงสามเท่า โดยคิดเป็น 21% ของน้ำที่ถูกนำไปใช้ในแต่ละปี

น้ำที่ถูกนำไปใช้ในครัวเรือนคิดเป็น 10% ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า เมื่อเทียบกับปี 1961

จากงานวิจัยในปี 2012 โดยมหาวิทยาลัยทเว็นเทอร์ในเนเธอแลนด์ น้ำสำหรับการชลประทานที่ถูกนำไปใช้เพื่อการปศุสัตว์ในที่สุดคิดเป็นสัดส่วน 12% ของการชลประทานในระดับโลก นักวิจัยเชื่อว่า ด้วยความต้องการผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ที่เพิ่มมากขึ้น การลดการบริโภคเนื้อจะช่วยรักษาทรัพยากรน้ำได้

นอกจากนี้ สถาบันทรัพยากรโลก ระบุว่า พื้นที่หลายแห่งที่มีทรัพยากรน้ำจำกัดอย่าง "มาก" และ "รุนแรง" อยู่ในพื้นที่ที่มีการขัดแย้งสู้รบ และน้ำเป็นปัจจัยที่ทำให้ความขัดแย้งเหล่านั้นยิ่งแย่กว่าเก่า พื้นที่เหล่านี้ได้แก่ อิสราเอล ลิเบีย เยเมน อัฟกานิสถาน ซีเรีย และอิรัก

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ สถาบันทรัพยากรโลก ระบุว่า พื้นที่หลายแห่งที่มีทรัพยากรน้ำอย่างจำกัดอย่าง "มาก" และ "รุนแรง" อยู่ในพื้นที่ที่มีการขัดแย้งสู้รบ

จัดการดีช่วยได้

อย่างไรก็ดี ผู้วิจัยอ้างข้อมูลจากฐานข้อมูล Aqueduct 3.0 โดยบอกว่า ในบริเวณที่ปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักของภาวะขาดแคลนน้ำ การบริหารจัดการน้ำที่ดีจะช่วยลดผลกระทบได้ ยกตัวอย่างเช่น สิงคโปร์ ซึ่งใช้มาตรการที่เรียกกันว่า Four Taps หรือใช้น้ำจาก 4 แหล่ง ได้แก่ การกักเก็บน้ำจากในตัวเกาะ การนำเข้า จากระบบน้ำหมุนเวียนคุณภาพสูง และจากการเปลี่ยนน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืด

นักวิจัยระบุว่า ระดับความขาดแคลนน้ำเป็นแค่ตัวชี้วัดแต่ไม่ใช่ตัวกำหนดว่า "ชะตากรรม" ของแต่ละประเทศจะเป็นอย่างไร แต่ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศว่าจะมีวิธีการรับมืออย่างไร และก็มีหลาย ๆ ประเทศที่จัดการกับปัญหาได้อย่างประสบความสำเร็จมาแล้ว

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม